คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6219/2558 ฉบับเต็ม

#630668
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6219/2558 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิ เป็นคู่ความแทน โจทก์ นายณัฐชลกรณ์ ใจดี ผู้ร้อง นางกนกวรรณ สุ่มสกุล จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 296 จัตวา (3) ผู้ร้องเป็นผู้จะซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินจากจำเลยโดยผู้ร้องได้ชำระราคาบางส่วนและได้เข้าครอบครองทรัพย์สินตามสัญญาจะซื้อขายแล้ว ผู้ร้องเป็นผู้จะซื้อมีสิทธิเพียงเรียกให้จำเลยซึ่งเป็นผู้จะขายโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามสัญญาจะซื้อขายให้แก่ผู้ร้องโดยผู้ร้องต้องชำระราคาที่เหลือ การเข้าครอบครองก่อนการโอนกรรมสิทธิ์เป็นการเข้าครอบครองโดยอาศัยสิทธิของจำเลย กรณีถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีอำนาจพิเศษตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 จัตวา (3) ผู้ร้องจึงเป็นบริวารของจำเลยและไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดี ___________________________ คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,905,461.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ในต้นเงิน 3,439,785.86 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 มีนาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 41562 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดีและศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2553 ต่อมาวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ยื่นคำร้องว่าได้รับโอนสินทรัพย์ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องในคดีนี้มาจากโจทก์ ขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 41562 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 20 ที่มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และประกาศขายทอดตลาด บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์พิพาทได้ และต่อมายื่นคำร้องลงวันที่ 17 ตุลาคม 2555 ต่อศาลชั้นต้น ขอให้ออกคำบังคับให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างภายใน 30 วัน แต่จำเลยและบริวารไม่ปฏิบัติตาม ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศที่ทรัพย์พิพาทกำหนดเวลาให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของจำเลยยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลา 8 วัน นับแต่วันที่ปิดประกาศ มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นบริวารจำเลยและเจ้าพนักงานบังคับคดีจะดำเนินการบังคับคดีตามกฎหมายต่อไป วันที่ 30 ตุลาคม 2556 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลย ผู้ร้องได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2556 ผู้ร้องได้ชำระเงินมัดจำ จำนวน 200,000 บาท ให้จำเลยแล้ว และได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างเรื่อยมานับแต่วันที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายจนถึงปัจจุบัน ขอให้ศาลมีคำสั่งให้งดการบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 เห็นว่า ขณะที่ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายทรัพย์กับจำเลย ทรัพย์ดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ไม่ใช่จำเลย ดังนั้น ผู้ร้องจึงไม่อาจได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ดังกล่าวได้ จึงไม่ใช่ผู้ที่มีอำนาจพิเศษที่จะสามารถยื่นคำร้องฉบับนี้ได้ ให้ยกคำร้อง แจ้งคำสั่งให้ผู้ร้องทราบ ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาผู้ร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีอำนาจพิเศษจึงไม่ใช่บริวารของจำเลยและมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำร้องและเอกสารแนบท้ายคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้จะซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินจากจำเลยโดยผู้ร้องได้ชำระราคาบางส่วนและได้เข้าครอบครองทรัพย์สินตามสัญญาจะซื้อขายแล้วตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2556 ผู้ร้องเป็นผู้จะซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินจากจำเลยโดยผู้ร้องได้ชำระราคาบางส่วนและได้เข้าครอบครองทรัพย์สินตามสัญญาจะซื้อขายแล้วตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2556 ผู้ร้องเป็นผู้จะซื้อมีสิทธิเพียงเรียกให้จำเลยซึ่งเป็นผู้จะขายโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามสัญญาจะซื้อขายให้แก่ผู้ร้องโดยผู้ร้องต้องชำระราคาที่เหลือ การเข้าครอบครองก่อนการโอนกรรมสิทธิ์เป็นการเข้าครอบครองโดยอาศัยสิทธิของจำเลย กรณีถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีอำนาจพิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) ผู้ร้องจึงเป็นบริวารของจำเลยและไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (อดิศักดิ์ ปัตรวลี-ทวีศักดิ์ ทองภักดี-เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
630668
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081971145"
    }
}
date
2558
deka_no
6219/2558
deka_running_no
6219
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "อดิศักดิ์ ปัตรวลี",
    "ทวีศักดิ์ ทองภักดี",
    "เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 296 จัตวา (3)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ผู้เข้าสวมสิทธิ เป็นคู่ความแทน"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นายณัฐชลกรณ์ ใจดี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางกนกวรรณ สุ่มสกุล"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,905,461.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ในต้นเงิน 3,439,785.86 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 มีนาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 41562 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดีและศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2553 ต่อมาวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ยื่นคำร้องว่าได้รับโอนสินทรัพย์ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องในคดีนี้มาจากโจทก์ ขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 41562 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 20 ที่มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และประกาศขายทอดตลาด บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์พิพาทได้ และต่อมายื่นคำร้องลงวันที่ 17 ตุลาคม 2555 ต่อศาลชั้นต้น ขอให้ออกคำบังคับให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างภายใน 30 วัน แต่จำเลยและบริวารไม่ปฏิบัติตาม ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศที่ทรัพย์พิพาทกำหนดเวลาให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของจำเลยยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลา 8 วัน นับแต่วันที่ปิดประกาศ มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นบริวารจำเลยและเจ้าพนักงานบังคับคดีจะดำเนินการบังคับคดีตามกฎหมายต่อไป

วันที่ 30 ตุลาคม 2556 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลย ผู้ร้องได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2556 ผู้ร้องได้ชำระเงินมัดจำ จำนวน 200,000 บาท ให้จำเลยแล้ว และได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างเรื่อยมานับแต่วันที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายจนถึงปัจจุบัน ขอให้ศาลมีคำสั่งให้งดการบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 เห็นว่า ขณะที่ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายทรัพย์กับจำเลย ทรัพย์ดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ไม่ใช่จำเลย ดังนั้น ผู้ร้องจึงไม่อาจได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ดังกล่าวได้ จึงไม่ใช่ผู้ที่มีอำนาจพิเศษที่จะสามารถยื่นคำร้องฉบับนี้ได้ ให้ยกคำร้อง แจ้งคำสั่งให้ผู้ร้องทราบ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาผู้ร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีอำนาจพิเศษจึงไม่ใช่บริวารของจำเลยและมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำร้องและเอกสารแนบท้ายคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้จะซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินจากจำเลยโดยผู้ร้องได้ชำระราคาบางส่วนและได้เข้าครอบครองทรัพย์สินตามสัญญาจะซื้อขายแล้วตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2556 ผู้ร้องเป็นผู้จะซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินจากจำเลยโดยผู้ร้องได้ชำระราคาบางส่วนและได้เข้าครอบครองทรัพย์สินตามสัญญาจะซื้อขายแล้วตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2556 ผู้ร้องเป็นผู้จะซื้อมีสิทธิเพียงเรียกให้จำเลยซึ่งเป็นผู้จะขายโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามสัญญาจะซื้อขายให้แก่ผู้ร้องโดยผู้ร้องต้องชำระราคาที่เหลือ การเข้าครอบครองก่อนการโอนกรรมสิทธิ์เป็นการเข้าครอบครองโดยอาศัยสิทธิของจำเลย กรณีถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีอำนาจพิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) ผู้ร้องจึงเป็นบริวารของจำเลยและไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000281.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558