คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8973/2561 ฉบับเต็ม

#630950
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8973/2561 ว่าที่ร้อยเอก อ. โจทก์ นาย ถ. กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 157 ป.วิ.อ. มาตรา 158 พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 การพิจารณาว่าคำฟ้องของโจทก์ครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ ต้องพิจารณาจากคำฟ้องโจทก์เท่านั้น ส่วนเอกสารท้ายฟ้องแม้เป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องก็เป็นเพียงส่วนแสดงข้อเท็จจริงและรายละเอียดเท่านั้น ไม่อาจนำเอกสารท้ายฟ้องและคำเบิกความของโจทก์มาพิจารณาประกอบกับคำฟ้องด้วย การกระทำอันจะเป็นความผิดฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม ป.อ. มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 นั้น ต้องเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยเจ้าพนักงานผู้กระทำมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดด้วย เมื่อไม่ปรากฏว่าการใช้ดุลพินิจของจำเลยทั้งยี่สิบสี่เป็นการใช้ดุลพินิจโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบสี่ย่อมไม่เป็นความผิดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว โจทก์มิได้บรรยายฟ้องด้วยว่า จำเลยทั้งยี่สิบสี่กระทำการตามคำฟ้องโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ อย่างไร คำฟ้องโจทก์ในข้อนี้จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งยี่สิบสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 172, 328 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (3) และ (5) ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนที่กล่าวหาว่าจำเลยทั้งยี่สิบสี่กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า คำฟ้องของโจทก์ และเอกสารท้ายฟ้อง พร้อมด้วยคำเบิกความของโจทก์ ระบุไว้โดยชัดแจ้งว่า จำเลยแต่ละคนเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายใด มีอำนาจหน้าที่อย่างใด และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างไร ครบองค์ประกอบความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวแล้ว เห็นว่า การพิจารณาว่าคำฟ้องโจทก์ครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ ต้องพิจารณาจากคำฟ้องของโจทก์เท่านั้น ส่วนเอกสารท้ายฟ้องแม้เป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องก็เป็นเพียงส่วนแสดงข้อเท็จจริงและรายละเอียดเท่านั้น ไม่อาจนำเอกสารท้ายฟ้องและคำเบิกความของโจทก์มาพิจารณาประกอบกับคำฟ้องด้วยดังที่โจทก์อ้างในฎีกา เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่กล่าวหาว่าจำเลยทั้งยี่สิบสี่กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แม้พอจับใจความได้ว่า เป็นการกล่าวหาว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ในฐานะคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีโจทก์ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการดำเนินการดังกล่าว เพราะกระบวนการสอบข้อเท็จจริงขัดต่อระเบียบของหน่วยงาน และข้อสรุปของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงที่ว่าไม่มีเหตุการณ์ที่โจทก์ไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจเกิดขึ้น ขัดแย้งกับรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีของสถานีตำรวจภูธรเมืองอุดรธานี ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2558 ส่วนจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และจำเลยที่ 3 ในฐานะรองผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ให้ดูแลควบคุมการปฏิบัติงานของพนักงานในพื้นที่ภาค 2 และเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทราบเรื่องการสอบข้อเท็จจริงที่ไม่ชอบจากโจทก์แล้ว แต่ไม่สั่งการให้คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงแก้ไขให้ถูกต้อง ส่วนจำเลยที่ 8 ถึงที่ 24 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการส่วนที่เกี่ยวกับการสอบข้อเท็จจริงกรณีพนักงานและลูกจ้างซึ่งอยู่เวรแก้กระแสไฟฟ้าขัดข้องดื่มสุราภายในสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดอุดรธานี โดยจำเลยที่ 8 ถึงที่ 12 ลงลายมือชื่อร่วมกันเสนอรายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริงดังกล่าวไปยังจำเลยที่ 13 ในฐานะผู้อำนวยการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดอุดรธานี จำเลยที่ 13 สั่งการให้นำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองผลการสอบสวนที่มีจำเลยที่ 14 ถึงที่ 24 เป็นกรรมการ จำเลยที่ 14 ถึงที่ 24 มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ทั้งที่รายงานของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงที่มีข้อสรุปว่าไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ขัดแย้งกับที่ปรากฏในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีของสถานีตำรวจภูธรเมืองอุดรธานี ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2558 อีกทั้งในช่วงเวลาดังกล่าวจำเลยที่ 8 มีหนังสือสอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้นไปยังผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองอุดรธานี โดยกล่าวด้วยว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดอุดรธานีได้ตรวจสอบในเบื้องต้นแล้ว ในขณะตรวจค้นไม่ได้มีการดื่มสุราส่งเสียงดัง จึงขอทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเพื่อรายงานผู้บังคับบัญชา และจำเลยที่ 7 มีหนังสือตอบไปยังจำเลยที่ 8 ในทำนองว่าไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ขัดแย้งกับรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีของสถานีตำรวจภูธรเมืองอุดรธานี ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2558 เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบอีกด้วย ก็ตาม แต่การกระทำอันจะเป็นความผิดฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 นั้น ต้องเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยเจ้าพนักงานผู้กระทำมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดด้วย โดยเฉพาะคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวหาว่า จำเลยทั้งยี่สิบสี่ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพราะเหตุจากการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยพยานหลักฐานที่ได้มาจากการสอบข้อเท็จจริง หรือการใช้ดุลพินิจดำเนินการหรือไม่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตน ซึ่งโจทก์เห็นว่าเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ถูกต้อง หากไม่ปรากฏว่าการใช้ดุลพินิจของจำเลยทั้งยี่สิบสี่ตามคำฟ้องเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบสี่ตามคำฟ้องของโจทก์ย่อมไม่เป็นความผิดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ในข้อนี้ โจทก์มิได้บรรยายฟ้องด้วยว่า จำเลยทั้งยี่สิบสี่กระทำการตามคำฟ้องโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ อย่างไร คำฟ้องของโจทก์ในข้อนี้จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าคำฟ้องของโจทก์ในข้อนี้ไม่ครบองค์ประกอบความผิด เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (อธิคม อินทุภูติ-พิชัย เพ็งผ่อง-จรัญ เนาวพนานนท์) ศาลจังหวัดอุดรธานี - นางสาวณัฏฐ์นิชา สุวรรณพงษ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นางพยางคศิริ วิทยาผาสุข แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1771/2561 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2099/2559 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ758/2560 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
630950
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดอุดรธานี",
        "judge": "นางสาวณัฏฐ์นิชา สุวรรณพงษ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นางพยางคศิริ วิทยาผาสุข"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081955821"
    }
}
date
2561
deka_no
8973/2561
deka_running_no
8973
deka_year
2561
department
แผนก
judges
[
    "อธิคม อินทุภูติ",
    "พิชัย เพ็งผ่อง",
    "จรัญ เนาวพนานนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 157"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502",
        "sections": [
            "ม. 11"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ว่าที่ร้อยเอก อ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ถ. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งยี่สิบสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 172, 328 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (3) และ (5)

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนที่กล่าวหาว่าจำเลยทั้งยี่สิบสี่กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า คำฟ้องของโจทก์ และเอกสารท้ายฟ้อง พร้อมด้วยคำเบิกความของโจทก์ ระบุไว้โดยชัดแจ้งว่า จำเลยแต่ละคนเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายใด มีอำนาจหน้าที่อย่างใด และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างไร ครบองค์ประกอบความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวแล้ว เห็นว่า การพิจารณาว่าคำฟ้องโจทก์ครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ ต้องพิจารณาจากคำฟ้องของโจทก์เท่านั้น ส่วนเอกสารท้ายฟ้องแม้เป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องก็เป็นเพียงส่วนแสดงข้อเท็จจริงและรายละเอียดเท่านั้น ไม่อาจนำเอกสารท้ายฟ้องและคำเบิกความของโจทก์มาพิจารณาประกอบกับคำฟ้องด้วยดังที่โจทก์อ้างในฎีกา เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่กล่าวหาว่าจำเลยทั้งยี่สิบสี่กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แม้พอจับใจความได้ว่า เป็นการกล่าวหาว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ในฐานะคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีโจทก์ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการดำเนินการดังกล่าว เพราะกระบวนการสอบข้อเท็จจริงขัดต่อระเบียบของหน่วยงาน และข้อสรุปของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงที่ว่าไม่มีเหตุการณ์ที่โจทก์ไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจเกิดขึ้น ขัดแย้งกับรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีของสถานีตำรวจภูธรเมืองอุดรธานี ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2558 ส่วนจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และจำเลยที่ 3 ในฐานะรองผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ให้ดูแลควบคุมการปฏิบัติงานของพนักงานในพื้นที่ภาค 2 และเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทราบเรื่องการสอบข้อเท็จจริงที่ไม่ชอบจากโจทก์แล้ว แต่ไม่สั่งการให้คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงแก้ไขให้ถูกต้อง ส่วนจำเลยที่ 8 ถึงที่ 24 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการส่วนที่เกี่ยวกับการสอบข้อเท็จจริงกรณีพนักงานและลูกจ้างซึ่งอยู่เวรแก้กระแสไฟฟ้าขัดข้องดื่มสุราภายในสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดอุดรธานี โดยจำเลยที่ 8 ถึงที่ 12 ลงลายมือชื่อร่วมกันเสนอรายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริงดังกล่าวไปยังจำเลยที่ 13 ในฐานะผู้อำนวยการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดอุดรธานี จำเลยที่ 13 สั่งการให้นำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองผลการสอบสวนที่มีจำเลยที่ 14 ถึงที่ 24 เป็นกรรมการ จำเลยที่ 14 ถึงที่ 24 มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ทั้งที่รายงานของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงที่มีข้อสรุปว่าไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ขัดแย้งกับที่ปรากฏในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีของสถานีตำรวจภูธรเมืองอุดรธานี ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2558 อีกทั้งในช่วงเวลาดังกล่าวจำเลยที่ 8 มีหนังสือสอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้นไปยังผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองอุดรธานี โดยกล่าวด้วยว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดอุดรธานีได้ตรวจสอบในเบื้องต้นแล้ว ในขณะตรวจค้นไม่ได้มีการดื่มสุราส่งเสียงดัง จึงขอทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเพื่อรายงานผู้บังคับบัญชา และจำเลยที่ 7 มีหนังสือตอบไปยังจำเลยที่ 8 ในทำนองว่าไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ขัดแย้งกับรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีของสถานีตำรวจภูธรเมืองอุดรธานี ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2558 เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบอีกด้วย ก็ตาม แต่การกระทำอันจะเป็นความผิดฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 นั้น ต้องเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยเจ้าพนักงานผู้กระทำมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดด้วย โดยเฉพาะคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวหาว่า จำเลยทั้งยี่สิบสี่ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพราะเหตุจากการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยพยานหลักฐานที่ได้มาจากการสอบข้อเท็จจริง หรือการใช้ดุลพินิจดำเนินการหรือไม่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตน ซึ่งโจทก์เห็นว่าเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ถูกต้อง หากไม่ปรากฏว่าการใช้ดุลพินิจของจำเลยทั้งยี่สิบสี่ตามคำฟ้องเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบสี่ตามคำฟ้องของโจทก์ย่อมไม่เป็นความผิดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ในข้อนี้ โจทก์มิได้บรรยายฟ้องด้วยว่า จำเลยทั้งยี่สิบสี่กระทำการตามคำฟ้องโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ อย่างไร คำฟ้องของโจทก์ในข้อนี้จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าคำฟ้องของโจทก์ในข้อนี้ไม่ครบองค์ประกอบความผิด เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2099/2559
primary_red_case_no
อ758/2560
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000151.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1771/2561
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2561