คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 33/2562 ฉบับเต็ม

#631179
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 33/2562 นาย ส. โจทก์ นาง พ. กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง, มาตรา วรรคสอง, มาตรา 252, ตารางท้าย ป.วิ.พ. ตาราง 1 (1) (ก) แม้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันเพิกถอนนิติกรรมสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินรวม 3 ฉบับ ซึ่งเป็นคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่โจทก์ระบุคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 ว่า หากจำเลยทั้งสิบเพิกเฉยให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 2,000,000,000 บาท และค่าเสียหายเป็นรายเดือน เดือนละ 2,000,000 บาท นับถัดจากวันครบกำหนดตามคำบังคับ ดังนั้นในส่วนที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจำนวน 2,000,000,000 บาท เป็นการกำหนดจำนวนค่าเสียหายแล้ว จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามจำนวนค่าเสียหาย 2,000,000,000 บาท มิใช่ค่าเสียหายอนาคตที่กำหนดให้ชำระเป็นระยะเวลาในอนาคต คดีโจทก์จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันเพิกถอนนิติกรรมสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินฉบับลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2549 วันที่ 4 มิถุนายน 2549 และวันที่ 5 มิถุนายน 2549 หากพ้นกำหนดตามคำบังคับ 30 วัน แล้ว จำเลยทั้งสิบเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำขอดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมชดใช้ค่าเสียหายอนาคตให้แก่โจทก์จำนวน 2,000,000,000 บาท พร้อมค่าเสียหายอนาคตเป็นรายเดือน เดือนละ 2,000,000 บาท นับถัดจากวันครบกำหนดตามคำบังคับจนกว่าจำเลยทั้งสิบจะปฏิบัติตามคำขอดังกล่าวจนเสร็จสิ้น จำเลยทั้งสิบให้การทำนองเดียวกันว่า ศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้วว่าโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแทนบริษัทการกีฬาและการท่องเที่ยวพัทยา จำกัด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เป็นคดีมีทุนทรัพย์ต้องชำระค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ มิฉะนั้นขอให้ศาลไม่รับคำฟ้องและจำหน่ายคดี กับขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ยื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำฟ้องและคำขอบังคับข้อ 1 เป็นการฟ้องเพื่อให้ที่ดินพิพาทกลับคืนมาเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ถือเป็นคดีที่มีคำขอให้ ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์เป็นเงิน 2,000,000,000 บาท ให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลส่วนที่ยังขาดอยู่ให้ครบถ้วนภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2559 หากพ้นกำหนดถือว่าทิ้งฟ้อง โจทก์โต้แย้งคำสั่งและยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าขึ้นศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตถึงวันที่ 4 พฤษภาคม 2559 วันที่ 8 เมษายน 2559 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ และยื่นคำร้องขอให้ไต่สวนว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์หรือไม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 ว่า คำสั่งของศาลชอบด้วยกฎหมายแล้วไม่มีเหตุที่จะต้องเพิกถอน และไม่มีเหตุที่จะต้องไต่สวนตามคำร้องขอของโจทก์ ยกคำร้อง โจทก์ยังไม่ได้ชำระค่าขึ้นศาลภายในกำหนด จึงถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า คดีโจทก์เป็นคดีมีทุนทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันเพิกถอนนิติกรรมสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินรวม 3 ฉบับ ซึ่งเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่โจทก์ระบุในคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 ว่า หากจำเลยทั้งสิบเพิกเฉย ให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 2,000,000,000 บาท และชำระค่าเสียหายเป็นรายเดือน เดือนละ 2,000,000 บาท นับถัดจากวันครบกำหนดตามคำบังคับจนกว่าจำเลยทั้งสิบจะปฏิบัติตามคำขอดังกล่าวแก่โจทก์ ดังนั้นในส่วนที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจำนวน 2,000,000,000 บาท เป็นการกำหนดจำนวนค่าเสียหายแล้ว จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามจำนวนค่าเสียหาย 2,000,000,000 บาท มิใช่ค่าเสียหายอนาคตที่กำหนดให้ชำระเป็นระยะเวลาในอนาคตตามที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์เป็นคดีมีทุนทรัพย์ จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (เสมอดาว เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา-อธิป จิตต์สำเริง-สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์) ศาลแพ่งธนบุรี - นายโสภณ มัธยันต์พล ศาลอุทธรณ์ - นายสมชัย วิชญไพศิฐสกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.640/2561 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ2482/2558 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ888/2559 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
631179
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งธนบุรี",
        "judge": "นายโสภณ มัธยันต์พล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสมชัย วิชญไพศิฐสกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081955718"
    }
}
date
2562
deka_no
33/2562
deka_running_no
33
deka_year
2562
department
แผนก
judges
[
    "เสมอดาว เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา",
    "อธิป จิตต์สำเริง",
    "สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 224 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 252, ตารางท้าย ป.วิ.พ. ตาราง 1 (1) (ก)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย ส."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง พ. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันเพิกถอนนิติกรรมสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินฉบับลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2549 วันที่ 4 มิถุนายน 2549 และวันที่ 5 มิถุนายน 2549 หากพ้นกำหนดตามคำบังคับ 30 วัน แล้ว จำเลยทั้งสิบเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำขอดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมชดใช้ค่าเสียหายอนาคตให้แก่โจทก์จำนวน 2,000,000,000 บาท พร้อมค่าเสียหายอนาคตเป็นรายเดือน เดือนละ 2,000,000 บาท นับถัดจากวันครบกำหนดตามคำบังคับจนกว่าจำเลยทั้งสิบจะปฏิบัติตามคำขอดังกล่าวจนเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสิบให้การทำนองเดียวกันว่า ศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้วว่าโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแทนบริษัทการกีฬาและการท่องเที่ยวพัทยา จำกัด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เป็นคดีมีทุนทรัพย์ต้องชำระค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ มิฉะนั้นขอให้ศาลไม่รับคำฟ้องและจำหน่ายคดี กับขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ยื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำฟ้องและคำขอบังคับข้อ 1 เป็นการฟ้องเพื่อให้ที่ดินพิพาทกลับคืนมาเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ถือเป็นคดีที่มีคำขอให้ ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์เป็นเงิน 2,000,000,000 บาท ให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลส่วนที่ยังขาดอยู่ให้ครบถ้วนภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2559 หากพ้นกำหนดถือว่าทิ้งฟ้อง

โจทก์โต้แย้งคำสั่งและยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระค่าขึ้นศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตถึงวันที่ 4 พฤษภาคม 2559

วันที่ 8 เมษายน 2559 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ และยื่นคำร้องขอให้ไต่สวนว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์หรือไม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 ว่า คำสั่งของศาลชอบด้วยกฎหมายแล้วไม่มีเหตุที่จะต้องเพิกถอน และไม่มีเหตุที่จะต้องไต่สวนตามคำร้องขอของโจทก์ ยกคำร้อง โจทก์ยังไม่ได้ชำระค่าขึ้นศาลภายในกำหนด จึงถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า คดีโจทก์เป็นคดีมีทุนทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันเพิกถอนนิติกรรมสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินรวม 3 ฉบับ ซึ่งเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่โจทก์ระบุในคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 ว่า หากจำเลยทั้งสิบเพิกเฉย ให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 2,000,000,000 บาท และชำระค่าเสียหายเป็นรายเดือน เดือนละ 2,000,000 บาท นับถัดจากวันครบกำหนดตามคำบังคับจนกว่าจำเลยทั้งสิบจะปฏิบัติตามคำขอดังกล่าวแก่โจทก์ ดังนั้นในส่วนที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจำนวน 2,000,000,000 บาท เป็นการกำหนดจำนวนค่าเสียหายแล้ว จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามจำนวนค่าเสียหาย 2,000,000,000 บาท มิใช่ค่าเสียหายอนาคตที่กำหนดให้ชำระเป็นระยะเวลาในอนาคตตามที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์เป็นคดีมีทุนทรัพย์ จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ2482/2558
primary_red_case_no
พ888/2559
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000150.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.640/2561
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2562