คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2893/2562 ฉบับเต็ม

#633039
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2893/2562 พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช โจทก์ นาย ร. กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 80, มาตรา 83, มาตรา 288, มาตรา 371, มาตรา 376 ป.วิ.อ. มาตรา 185, มาตรา 192 วรรคท้าย, มาตรา 213, มาตรา 215, มาตรา 225 พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, มาตรา 72 วรรคหนึ่ง, มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง การที่จำเลยที่ 1 ยิงปืนเพื่อข่มขู่ผู้เสียหายเป็นการยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน อันเป็นส่วนหนึ่งของความผิดฐานใช้อาวุธปืนยิงพยายามฆ่าผู้เสียหายอยู่ในตัว จึงเป็นการกระทำความผิดที่รวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ซึ่งศาลจะลงโทษอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่พิจารณาได้ความได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย จึงให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน อีกสถานหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตร 32, 80, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธปืนและซองพกในผ้าสีดำของกลาง จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหามีและพาอาวุธปืน ส่วนข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นให้การปฏิเสธ แต่รับว่าใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายเพื่อข่มขู่โดยไม่ได้มีเจตนาฆ่าและเป็นการกระทำผิดโดยบันดาลโทสะ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสองมีอายุสิบเก้าปีเศษ แต่จากลักษณะความผิดจำเลยทั้งสองย่อมรู้ผิดชอบดีแล้ว จึงไม่มีเหตุลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 10 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและร่วมกันพาอาวุธปืนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 เดือน ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น คำรับและทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุกคนละ 6 ปี 8 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 17 เดือน คำรับและทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี 20 เดือน ริบอาวุธปืนและซองพกในผ้าสีดำของกลาง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้าย เมื่อขับมาจากท้ายซอยและผ่านหน้าบ้านนายพิชานนท์ ผู้เสียหาย ซึ่งขณะนั้นผู้เสียหายนั่งเล่นกีตาร์ที่ม้านั่งหน้าบ้านห่างจากถนนหน้าบ้าน 10 เมตร จำเลยที่ 2 ชะลอความเร็วของรถแล้วจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปถูกฝาผนังบ้านตรงที่วางม้านั่ง สูงจากพื้นประมาณ 2 เมตร เหนือศีรษะผู้เสียหายประมาณ 1 เมตร ไม่ถูกผู้เสียหาย พนักงานสอบสวนไปตรวจสอบที่เกิดเหตุหลังเกิดเหตุประมาณ 50 นาที พบรอยกระสุนปืนที่ฝาผนังบ้าน และพบลูกกระสุนปืน 1 ลูก ที่ตกบริเวณที่เกิดเหตุจึงยึดเป็นของกลาง จากการตรวจสอบภาพในกล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดเหตุพบจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่ 1 ซ้อนท้ายหลบหนีจากที่เกิดเหตุ และคืนเกิดเหตุ ขณะร้อยตำรวจโทภานุ กับพวกขับรถยนต์ของราชการตรวจพื้นที่ถึงซอย สท.ธำรงค์ เวลาประมาณ 22 นาฬิกา พบจำเลยที่ 1 ขับจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนโดยมีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้าย ลักษณะท่าทางพิรุธ จึงขอตรวจค้นจำเลยทั้งสอง ผลการตรวจค้นจำเลยที่ 1 พบอาวุธปืนสั้นไทยประดิษฐ์ ขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืนบรรจุอยู่ในรังเพลิง 1 นัด อยู่ที่สะเอวด้านหน้ามีชายเสื้อปิดไว้ และพบกระสุนปืน ขนาด .38 อีกจำนวน 3 นัด ในกระเป๋ากางเกงด้านหน้าข้างซ้าย ส่วนจำเลยที่ 2 ค้นตัวแล้วไม่พบสิ่งผิดกฎหมายจึงทำประวัติไว้เบื้องต้นแล้วปล่อยตัวจำเลยที่ 2 ไป จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ โจทก์มีนายพิชานนท์ ผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเบิกความในทำนองว่า ผู้เสียหายเคยรู้จักจำเลยที่ 1 มาก่อน เคยมีการมองหน้าท้าทายกันหลายครั้ง วันที่ 24 สิงหาคม 2559 เวลาประมาณช่วงเย็น จำเลยที่ 1 ส่งข้อความผ่านเฟซบุ๊กไปหานางสาวธนาพร คนรักของผู้เสียหายว่า "ไอสัส" เป็นเหตุให้ผู้เสียหายกับจำเลยที่ 1 มีการส่งข้อความโต้ตอบกันจนมีการนัดหมายกับจำเลยที่ 1 ไปชกต่อยกันที่สนามกีฬากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่เมื่อผู้เสียหายไปตามเวลาที่นัดกลับไม่พบจำเลยที่ 1 ในวันถัดมาซึ่งเป็นวันเกิดเหตุตั้งแต่ช่วงเช้าถึงช่วงค่ำ ผู้เสียหายเขียนข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กด่าว่าจำเลยที่ 1 ถึงเหตุที่ไม่ยอมไปตามนัด ว่าเหตุใดท้าแล้วไม่ยอมออกมา จนกระทั่งเวลาประมาณ 22 นาฬิกา ขณะที่ผู้เสียหายนั่งเล่นกีตาร์อยู่ที่ม้านั่งหน้าบ้าน เห็นชาย 2 คน สวมหมวกนิรภัยขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ 110 สีน้ำเงินขาว ก่อนถึงหน้าบ้านได้ชะลอความเร็วลง ผู้เสียหายเห็นคนนั่งซ้อนท้ายชักอาวุธปืนสั้นเล็งยิงมาที่ผู้เสียหาย 1 นัด กระสุนปืนเฉี่ยวศีรษะไปถูกผนังปูนด้านหลัง ขณะนั้นคนร้ายอยู่ห่างจากผู้เสียหายประมาณ 4 เมตร แล้วเร่งเครื่องรถจักรยานยนต์หลบหนีไปอย่างรวดเร็ว ผู้เสียหายวิ่งตามไปเห็นรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวเลี้ยวเข้าซอย สท.ธำรงค์ไป จึงกลับมาที่บ้าน เห็นว่า โจทก์นำสืบถึงสาเหตุที่จำเลยที่ 1 ยิงปืนเข้าไปในบ้านผู้เสียหายว่าเป็นเพราะจำเลยที่ 1 กับผู้เสียหายมีปัญหาโต้เถียงกัน มีการนัดหมายกันไปชกต่อยที่สนามกีฬามาก่อนแต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ไปตามนัด ผู้เสียหายจึงส่งข้อความมาด่าว่าจำเลยที่ 1 นอกจากเรื่องดังกล่าวแล้วไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายกับจำเลยที่ 1 มีปัญหาเรื่องอื่นใดต่อกันอีก มูลเหตุดังกล่าวจึงไม่ได้ร้ายแรงถึงขนาดที่จำเลยที่ 1 จะต้องเอาชีวิตผู้เสียหาย ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เห็นผู้เสียหายในขณะนั่งเล่นกีตาร์ที่ม้านั่งหน้าบ้านอยู่ห่างจากถนนหน้าบ้านเพียง 10 เมตร โดยไม่รู้ตัว จำเลยที่ 1 มีเวลาและมีโอกาสเลือกยิงผู้เสียหายได้สะดวก ทั้งนายพิบูลย์ บิดาของผู้เสียหาย เบิกความเป็นพยานโจทก์ตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า รั้วหน้าบ้านที่เกิดเหตุสูงประมาณ 1.5 เมตร โดยครึ่งล่างเป็นปูนทึบ ครึ่งบนเป็นลูกกลึงปูนสูงประมาณ 40 เซนติเมตร ลูกกลึงแต่ละลูกอยู่ห่างกันประมาณ 40 เซนติเมตร เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าวิถีกระสุนที่จำเลยที่ 1 ยิงเข้าไปในบ้านผู้เสียหายสูงจากกำแพงบ้านไปและมีรอยกระสุนอยู่ห่างจากพื้นถึง 2 เมตร เหนือศีรษะผู้เสียหายประมาณ 1 เมตร เป็นระยะที่สูงเกินกว่าที่จะทำอันตรายผู้เสียหายได้ และเป็นการยิงเพียงนัดเดียวโดยไม่ได้ยิงซ้ำทั้งที่มีโอกาสกระทำ ประกอบกับพฤติการณ์ของผู้เสียหายที่วิ่งตามรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 ออกมาหน้าบ้านทั้งที่ตนมีแค่มือเปล่าในขณะที่คนร้ายมีอาวุธปืนและเพิ่งยิงเข้าไปในบ้านตนเองนั้น แสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายเองก็ทราบเจตนาของจำเลยที่ 1 ว่าประสงค์ที่จะยิงข่มขู่ผู้เสียหายเพราะถูกผู้เสียหายเหยียดหยามที่ไม่ไปตามนัดหมายมากกว่าที่จะประสงค์จะเอาชีวิตของผู้เสียหาย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงยังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย คงรับฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนายิงปืนเพื่อข่มขู่ผู้เสียหายเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย การที่จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ให้จำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้ายแล้วจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงขู่ผู้เสียหายดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 พยายามฆ่าผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 และกรณีดังกล่าวเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น แต่เห็นว่าการที่จำเลยที่ 1 ยิงปืนเพื่อข่มขู่ผู้เสียหายเป็นการยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน อันเป็นส่วนหนึ่งของความผิดฐานใช้อาวุธปืนยิงพยายามฆ่าผู้เสียหายอยู่ในตัว จึงเป็นการกระทำความผิดที่รวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ซึ่งศาลจะลงโทษอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่พิจารณาได้ความก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย จึงให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนหรือไม่ ในข้อนี้จำเลยที่ 2 ฎีกาทำนองที่ว่า จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ไปตามที่จำเลยที่ 1 บอกทาง โดยจำเลยที่ 1 บอกเพียงว่าจะไปบ้านเพื่อนเท่านั้น จำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ทางนำสืบโจทก์ได้ความว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์พาจำเลยที่ 1 ไปที่บ้านของผู้เสียหายและชะลอความเร็วที่หน้าบ้านของผู้เสียหายเพื่อให้จำเลยที่ 1 ยิงปืนเข้าบ้านผู้เสียหายจากนั้นจึงขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้เสียหายมาก่อน จำเลยที่ 1 เบิกความว่าในวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ไปรับจำเลยที่ 2 เพื่อไปดื่มน้ำชากันที่ร้านข้างซอย สท.ธำรงค์ เมื่อรับจำเลยที่ 2 แล้วเปลี่ยนให้จำเลยที่ 2 เป็นคนขับไปยังร้านน้ำชา ขณะถูกจับจำเลยที่ 1 ก็เป็นคนขับขี่รถจักรยานยนต์แสดงว่า จำเลยที่ 1 ก็เคยให้จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ของตนเองโดยมีตนเองซ้อนท้าย ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ขอให้จำเลยที่ 2 ช่วยขับรถจักรยานยนต์ไปบ้านเพื่อนของจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติเพราะเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 เคยทำให้อยู่แล้ว สาเหตุการยิงก็เป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างจำเลยที่ 1 และผู้เสียหาย ทั้งจำเลยที่ 1 ยืนยันตลอดมาตั้งแต่ถูกจับกุมว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ตามภาพถ่ายจำเลยที่ 2 ที่จำเลยที่ 1 เขียนยืนยันไว้ อาวุธปืนก็มีขนาดเล็กสะดวกแก่การซุกซ่อนพกติดตัว ขณะจับกุมจำเลยที่ 1 อาวุธปืนก็เหน็บอยู่ที่เอวด้านหน้าของจำเลยที่ 1 โดยมีชายเสื้อปิดไว้ ส่วนจำเลยที่ 2 จากการตรวจค้นตัวชั้นจับกุมไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย เจ้าพนักงานก็ยังปล่อยตัวจำเลยที่ 2 จับกุมแต่เฉพาะจำเลยที่ 1 พฤติการณ์ยังมีเหตุให้ระแวงสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบสนับสนุนให้สิ้นสงสัย จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และโดยไม่มีเหตุสมควร จำคุก 3 เดือน นั้น เห็นว่า เหมาะสมแก่ความผิดแล้ว แต่พฤติกรรมการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 เป็นเพราะมีสาเหตุกันส่วนตัวกับผู้เสียหายเท่านั้นไม่ใช่ภัยสาธารณะ ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 อายุสิบเก้าปีเศษ ยังอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน หากได้รับโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียนต่อไปและได้รับการขัดเกลานิสัยและความประพฤติในสังคมน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยที่ 1 และสังคมในระยะยาวมากกว่าการลงโทษจำคุกในระยะสั้นซึ่งนอกจากจะไม่เกิดผลในการฟื้นฟูแก้ไขความประพฤติของจำเลยที่ 1 แล้ว ยังทำให้จำเลยที่ 1 มีประวัติเสื่อมเสีย เมื่อพ้นโทษแล้วยากที่จะกลับตัวเป็นพลเมืองดีประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวโดยสุจริตต่อไปได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยกระทำความผิดมาก่อน จึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และคุมความประพฤติในระหว่างรอการลงโทษโดยให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 อีกสถานหนึ่งด้วย แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจกำหนดโทษจำเลยที่ 1 เสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และ 225 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 6 วัน และปรับ 3,000 บาท รับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 วัน และปรับ 1,500 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 อีกสถานหนึ่ง ฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 10,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 10,000 บาท รวม 20,000 บาท รับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 10,000 บาท รวมปรับ 11,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ จำนวน 6 ครั้ง ภายในกำหนดระยะเวลา 2 ปี ให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมและสาธารณประโยชน์ตามพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร จำนวน 24 ชั่วโมง หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 (เสรี เพศประเสริฐ-พีรศักดิ์ ไวกาสี-เรวัตร สกุลคล้อย) ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช - นายวิทยา จันทร์สุวรรณ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายวินัย อินประสิทธิ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2043/2561 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ607/2560 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ3216/2560 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
633039
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช",
        "judge": "นายวิทยา จันทร์สุวรรณ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายวินัย อินประสิทธิ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081954794"
    }
}
date
2562
deka_no
2893/2562
deka_running_no
2893
deka_year
2562
department
แผนก
judges
[
    "เสรี เพศประเสริฐ",
    "พีรศักดิ์ ไวกาสี",
    "เรวัตร สกุลคล้อย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 80",
            "ม. 83",
            "ม. 288",
            "ม. 371",
            "ม. 376"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 185",
            "ม. 192 วรรคท้าย",
            "ม. 213",
            "ม. 215",
            "ม. 225"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490",
        "sections": [
            "ม. 7",
            "ม. 8 ทวิ วรรคหนึ่ง",
            "ม. 72 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 72 ทวิ วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ร. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตร 32, 80, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธปืนและซองพกในผ้าสีดำของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหามีและพาอาวุธปืน ส่วนข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นให้การปฏิเสธ แต่รับว่าใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายเพื่อข่มขู่โดยไม่ได้มีเจตนาฆ่าและเป็นการกระทำผิดโดยบันดาลโทสะ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสองมีอายุสิบเก้าปีเศษ แต่จากลักษณะความผิดจำเลยทั้งสองย่อมรู้ผิดชอบดีแล้ว จึงไม่มีเหตุลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 10 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและร่วมกันพาอาวุธปืนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 เดือน ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น คำรับและทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุกคนละ 6 ปี 8 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 17 เดือน คำรับและทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี 20 เดือน ริบอาวุธปืนและซองพกในผ้าสีดำของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้าย เมื่อขับมาจากท้ายซอยและผ่านหน้าบ้านนายพิชานนท์ ผู้เสียหาย ซึ่งขณะนั้นผู้เสียหายนั่งเล่นกีตาร์ที่ม้านั่งหน้าบ้านห่างจากถนนหน้าบ้าน 10 เมตร จำเลยที่ 2 ชะลอความเร็วของรถแล้วจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปถูกฝาผนังบ้านตรงที่วางม้านั่ง สูงจากพื้นประมาณ 2 เมตร เหนือศีรษะผู้เสียหายประมาณ 1 เมตร ไม่ถูกผู้เสียหาย พนักงานสอบสวนไปตรวจสอบที่เกิดเหตุหลังเกิดเหตุประมาณ 50 นาที พบรอยกระสุนปืนที่ฝาผนังบ้าน และพบลูกกระสุนปืน 1 ลูก ที่ตกบริเวณที่เกิดเหตุจึงยึดเป็นของกลาง จากการตรวจสอบภาพในกล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดเหตุพบจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่ 1 ซ้อนท้ายหลบหนีจากที่เกิดเหตุ และคืนเกิดเหตุ ขณะร้อยตำรวจโทภานุ กับพวกขับรถยนต์ของราชการตรวจพื้นที่ถึงซอย สท.ธำรงค์ เวลาประมาณ 22 นาฬิกา พบจำเลยที่ 1 ขับจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนโดยมีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้าย ลักษณะท่าทางพิรุธ จึงขอตรวจค้นจำเลยทั้งสอง ผลการตรวจค้นจำเลยที่ 1 พบอาวุธปืนสั้นไทยประดิษฐ์ ขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืนบรรจุอยู่ในรังเพลิง 1 นัด อยู่ที่สะเอวด้านหน้ามีชายเสื้อปิดไว้ และพบกระสุนปืน ขนาด .38 อีกจำนวน 3 นัด ในกระเป๋ากางเกงด้านหน้าข้างซ้าย ส่วนจำเลยที่ 2 ค้นตัวแล้วไม่พบสิ่งผิดกฎหมายจึงทำประวัติไว้เบื้องต้นแล้วปล่อยตัวจำเลยที่ 2 ไป จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ โจทก์มีนายพิชานนท์ ผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเบิกความในทำนองว่า ผู้เสียหายเคยรู้จักจำเลยที่ 1 มาก่อน เคยมีการมองหน้าท้าทายกันหลายครั้ง วันที่ 24 สิงหาคม 2559 เวลาประมาณช่วงเย็น จำเลยที่ 1 ส่งข้อความผ่านเฟซบุ๊กไปหานางสาวธนาพร คนรักของผู้เสียหายว่า "ไอสัส" เป็นเหตุให้ผู้เสียหายกับจำเลยที่ 1 มีการส่งข้อความโต้ตอบกันจนมีการนัดหมายกับจำเลยที่ 1 ไปชกต่อยกันที่สนามกีฬากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่เมื่อผู้เสียหายไปตามเวลาที่นัดกลับไม่พบจำเลยที่ 1 ในวันถัดมาซึ่งเป็นวันเกิดเหตุตั้งแต่ช่วงเช้าถึงช่วงค่ำ ผู้เสียหายเขียนข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กด่าว่าจำเลยที่ 1 ถึงเหตุที่ไม่ยอมไปตามนัด ว่าเหตุใดท้าแล้วไม่ยอมออกมา จนกระทั่งเวลาประมาณ 22 นาฬิกา ขณะที่ผู้เสียหายนั่งเล่นกีตาร์อยู่ที่ม้านั่งหน้าบ้าน เห็นชาย 2 คน สวมหมวกนิรภัยขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ 110 สีน้ำเงินขาว ก่อนถึงหน้าบ้านได้ชะลอความเร็วลง ผู้เสียหายเห็นคนนั่งซ้อนท้ายชักอาวุธปืนสั้นเล็งยิงมาที่ผู้เสียหาย 1 นัด กระสุนปืนเฉี่ยวศีรษะไปถูกผนังปูนด้านหลัง ขณะนั้นคนร้ายอยู่ห่างจากผู้เสียหายประมาณ 4 เมตร แล้วเร่งเครื่องรถจักรยานยนต์หลบหนีไปอย่างรวดเร็ว ผู้เสียหายวิ่งตามไปเห็นรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวเลี้ยวเข้าซอย สท.ธำรงค์ไป จึงกลับมาที่บ้าน เห็นว่า โจทก์นำสืบถึงสาเหตุที่จำเลยที่ 1 ยิงปืนเข้าไปในบ้านผู้เสียหายว่าเป็นเพราะจำเลยที่ 1 กับผู้เสียหายมีปัญหาโต้เถียงกัน มีการนัดหมายกันไปชกต่อยที่สนามกีฬามาก่อนแต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ไปตามนัด ผู้เสียหายจึงส่งข้อความมาด่าว่าจำเลยที่ 1 นอกจากเรื่องดังกล่าวแล้วไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายกับจำเลยที่ 1 มีปัญหาเรื่องอื่นใดต่อกันอีก มูลเหตุดังกล่าวจึงไม่ได้ร้ายแรงถึงขนาดที่จำเลยที่ 1 จะต้องเอาชีวิตผู้เสียหาย ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เห็นผู้เสียหายในขณะนั่งเล่นกีตาร์ที่ม้านั่งหน้าบ้านอยู่ห่างจากถนนหน้าบ้านเพียง 10 เมตร โดยไม่รู้ตัว จำเลยที่ 1 มีเวลาและมีโอกาสเลือกยิงผู้เสียหายได้สะดวก ทั้งนายพิบูลย์ บิดาของผู้เสียหาย เบิกความเป็นพยานโจทก์ตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า รั้วหน้าบ้านที่เกิดเหตุสูงประมาณ 1.5 เมตร โดยครึ่งล่างเป็นปูนทึบ ครึ่งบนเป็นลูกกลึงปูนสูงประมาณ 40 เซนติเมตร ลูกกลึงแต่ละลูกอยู่ห่างกันประมาณ 40 เซนติเมตร เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าวิถีกระสุนที่จำเลยที่ 1 ยิงเข้าไปในบ้านผู้เสียหายสูงจากกำแพงบ้านไปและมีรอยกระสุนอยู่ห่างจากพื้นถึง 2 เมตร เหนือศีรษะผู้เสียหายประมาณ 1 เมตร เป็นระยะที่สูงเกินกว่าที่จะทำอันตรายผู้เสียหายได้ และเป็นการยิงเพียงนัดเดียวโดยไม่ได้ยิงซ้ำทั้งที่มีโอกาสกระทำ ประกอบกับพฤติการณ์ของผู้เสียหายที่วิ่งตามรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 ออกมาหน้าบ้านทั้งที่ตนมีแค่มือเปล่าในขณะที่คนร้ายมีอาวุธปืนและเพิ่งยิงเข้าไปในบ้านตนเองนั้น แสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายเองก็ทราบเจตนาของจำเลยที่ 1 ว่าประสงค์ที่จะยิงข่มขู่ผู้เสียหายเพราะถูกผู้เสียหายเหยียดหยามที่ไม่ไปตามนัดหมายมากกว่าที่จะประสงค์จะเอาชีวิตของผู้เสียหาย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงยังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย คงรับฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนายิงปืนเพื่อข่มขู่ผู้เสียหายเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย การที่จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ให้จำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้ายแล้วจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงขู่ผู้เสียหายดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 พยายามฆ่าผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 และกรณีดังกล่าวเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น แต่เห็นว่าการที่จำเลยที่ 1 ยิงปืนเพื่อข่มขู่ผู้เสียหายเป็นการยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน อันเป็นส่วนหนึ่งของความผิดฐานใช้อาวุธปืนยิงพยายามฆ่าผู้เสียหายอยู่ในตัว จึงเป็นการกระทำความผิดที่รวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ซึ่งศาลจะลงโทษอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่พิจารณาได้ความก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย จึงให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนหรือไม่ ในข้อนี้จำเลยที่ 2 ฎีกาทำนองที่ว่า จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ไปตามที่จำเลยที่ 1 บอกทาง โดยจำเลยที่ 1 บอกเพียงว่าจะไปบ้านเพื่อนเท่านั้น จำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ทางนำสืบโจทก์ได้ความว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์พาจำเลยที่ 1 ไปที่บ้านของผู้เสียหายและชะลอความเร็วที่หน้าบ้านของผู้เสียหายเพื่อให้จำเลยที่ 1 ยิงปืนเข้าบ้านผู้เสียหายจากนั้นจึงขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้เสียหายมาก่อน จำเลยที่ 1 เบิกความว่าในวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ไปรับจำเลยที่ 2 เพื่อไปดื่มน้ำชากันที่ร้านข้างซอย สท.ธำรงค์ เมื่อรับจำเลยที่ 2 แล้วเปลี่ยนให้จำเลยที่ 2 เป็นคนขับไปยังร้านน้ำชา ขณะถูกจับจำเลยที่ 1 ก็เป็นคนขับขี่รถจักรยานยนต์แสดงว่า จำเลยที่ 1 ก็เคยให้จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ของตนเองโดยมีตนเองซ้อนท้าย ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ขอให้จำเลยที่ 2 ช่วยขับรถจักรยานยนต์ไปบ้านเพื่อนของจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติเพราะเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 เคยทำให้อยู่แล้ว สาเหตุการยิงก็เป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างจำเลยที่ 1 และผู้เสียหาย ทั้งจำเลยที่ 1 ยืนยันตลอดมาตั้งแต่ถูกจับกุมว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ตามภาพถ่ายจำเลยที่ 2 ที่จำเลยที่ 1 เขียนยืนยันไว้ อาวุธปืนก็มีขนาดเล็กสะดวกแก่การซุกซ่อนพกติดตัว ขณะจับกุมจำเลยที่ 1 อาวุธปืนก็เหน็บอยู่ที่เอวด้านหน้าของจำเลยที่ 1 โดยมีชายเสื้อปิดไว้ ส่วนจำเลยที่ 2 จากการตรวจค้นตัวชั้นจับกุมไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย เจ้าพนักงานก็ยังปล่อยตัวจำเลยที่ 2 จับกุมแต่เฉพาะจำเลยที่ 1 พฤติการณ์ยังมีเหตุให้ระแวงสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบสนับสนุนให้สิ้นสงสัย จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และโดยไม่มีเหตุสมควร จำคุก 3 เดือน นั้น เห็นว่า เหมาะสมแก่ความผิดแล้ว แต่พฤติกรรมการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 เป็นเพราะมีสาเหตุกันส่วนตัวกับผู้เสียหายเท่านั้นไม่ใช่ภัยสาธารณะ ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 อายุสิบเก้าปีเศษ ยังอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน หากได้รับโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียนต่อไปและได้รับการขัดเกลานิสัยและความประพฤติในสังคมน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยที่ 1 และสังคมในระยะยาวมากกว่าการลงโทษจำคุกในระยะสั้นซึ่งนอกจากจะไม่เกิดผลในการฟื้นฟูแก้ไขความประพฤติของจำเลยที่ 1 แล้ว ยังทำให้จำเลยที่ 1 มีประวัติเสื่อมเสีย เมื่อพ้นโทษแล้วยากที่จะกลับตัวเป็นพลเมืองดีประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวโดยสุจริตต่อไปได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยกระทำความผิดมาก่อน จึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และคุมความประพฤติในระหว่างรอการลงโทษโดยให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 อีกสถานหนึ่งด้วย แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจกำหนดโทษจำเลยที่ 1 เสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และ 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 6 วัน และปรับ 3,000 บาท รับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 วัน และปรับ 1,500 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 อีกสถานหนึ่ง ฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 10,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 10,000 บาท รวม 20,000 บาท รับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 10,000 บาท รวมปรับ 11,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ จำนวน 6 ครั้ง ภายในกำหนดระยะเวลา 2 ปี ให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมและสาธารณประโยชน์ตามพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร จำนวน 24 ชั่วโมง หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
opensearch_id
primary_black_case_no
อ607/2560
primary_red_case_no
อ3216/2560
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000143.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2043/2561
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2562