คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4474/2558 ฉบับเต็ม

#633555
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4474/2558 บริษัทโกลเบิล ลิสซิ่ง จำกัด โจทก์ บริษัทพรีเมียร์ แอลเอ็มเอส จำกัด ผู้ร้อง บริษัทอัครมีเดีย จำกัด กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 226 (1), มาตรา 227, มาตรา 228, มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าคดีร้องขัดทรัพย์จะถึงที่สุด คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยที่ 3 ที่ขอให้ยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาใหม่และยกคำร้องขอเฉลี่ยของผู้ร้อง จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นซึ่งไม่ทำให้คดีตามคำร้องขอเฉลี่ยของผู้ร้องเสร็จไปจากศาล และมิใช่เป็นคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 227, 228 ที่ย่อมต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตามมาตรา 226 (1) ที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษามาจึงไม่ชอบ แม้จำเลยที่ 3 ฎีกาต่อมา ก็ต้องถือว่าฎีกาของจำเลยที่ 3 เป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 290,000 บาท ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าเช่าที่ค้างและค่าขาดประโยชน์ 178,213.08 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนหรือใช้ราคาแทนแต่ไม่เกิน 19 เดือน กับค่าฤชาธรรมเนียม จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 99913 ตำบลปากเกร็ด (สีกัน) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มีชื่อของนายสุรนาท บุตรจำเลยที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2553 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2533 ผู้ร้องได้รับอนุญาตจากศาลให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยทั้งสามแทนโจทก์เดิมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2811/2544 ของศาลชั้นต้น ซึ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสามในคดีนี้ร่วมกันส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนโจทก์เดิมในคดีดังกล่าว มิฉะนั้นให้ร่วมกันใช้ราคาแทนและชำระค่าเสียหายกับค่าขาดประโยชน์รายเดือนและค่าฤชาธรรมเนียม จำเลยที่ 3 ถูกยึดทรัพย์ในคดีนี้และไม่มีทรัพย์สินอื่นใดที่ผู้ร้องเอาชำระหนี้ได้ ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยในคดีนี้ จำเลยที่ 3 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่มีสิทธิบังคับคดี การโอนสิทธิเรียกร้องมิได้บอกกล่าวหรือได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 3 และมิใช่สิทธิเรียกร้องที่จะโอนแก่กันได้ ที่ดินที่ยึดเป็นของนายวิทูร บิดานายสุรนาทซึ่งหย่าขาดกับจำเลยที่ 3 แล้ว ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีหมายเลขดำที่ สข.8/2554 ยังไม่ถึงที่สุด จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังคำพิพากษาคดีดังกล่าว และเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วให้ผู้ร้องแถลงภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุดเพื่อให้ยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาต่อไป หากไม่แถลงภายในกำหนดให้ถือว่าทิ้งคำร้องตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2555 วันที่ 28 มกราคม 2556 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องว่า เนื่องจากคู่ความในคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกันกับคดีหมายเลขแดงที่ 445/2544 ของศาลชั้นต้น และมีประเด็นสำคัญเดียวกัน โดยคดีดังกล่าวศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8226/2555 ว่าผู้ร้องไม่อาจสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อบังคับคดีแทนโจทก์เดิมได้ จากผลของคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวทำให้ผู้ร้องไม่อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมในคดีนี้ที่จะขอเฉลี่ยได้ ขอให้ยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาใหม่ และยกคำร้องขอเฉลี่ยของผู้ร้องตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งศาลที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ในคดีนี้ถึงที่สุดแล้ว และกรณีไม่ปรากฏว่าคดีร้องขัดทรัพย์ หมายเลขดำที่ สข.8/2554 ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จึงไม่มีเหตุให้ยกคดีนี้ขึ้นพิจารณา ยกคำร้อง จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าคดีร้องขัดทรัพย์ที่ สข.8/2554 จะถึงที่สุด ดังนั้น คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยที่ 3 ที่ขอให้ยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาใหม่และยกคำร้องขอเฉลี่ยของผู้ร้อง จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นซึ่งไม่ทำให้คดีตามคำร้องขอเฉลี่ยของผู้ร้องเสร็จไปจากศาล และมิใช่เป็นคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227, 228 ที่ย่อมต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตามมาตรา 226 (1) ที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษามาจึงไม่ชอบ แม้จำเลยที่ 3 ฎีกาต่อมา ก็ต้องถือว่าฎีกาของจำเลยที่ 3 เป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ยกอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยที่ 3 คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแก่จำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ (ไพโรจน์ วายุภาพ-กษิดิ์เดช จีนสลุต-จักรกฤช เจริญเลิศ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
633555
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081972058"
    }
}
date
2558
deka_no
4474/2558
deka_running_no
4474
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "ไพโรจน์ วายุภาพ",
    "กษิดิ์เดช จีนสลุต",
    "จักรกฤช เจริญเลิศ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 226 (1)",
            "ม. 227",
            "ม. 228",
            "ม. 249 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทโกลเบิล ลิสซิ่ง จำกัด"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "บริษัทพรีเมียร์ แอลเอ็มเอส จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทอัครมีเดีย จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 290,000 บาท ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าเช่าที่ค้างและค่าขาดประโยชน์ 178,213.08 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนหรือใช้ราคาแทนแต่ไม่เกิน 19 เดือน กับค่าฤชาธรรมเนียม จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 99913 ตำบลปากเกร็ด (สีกัน) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มีชื่อของนายสุรนาท บุตรจำเลยที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2553

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2533 ผู้ร้องได้รับอนุญาตจากศาลให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยทั้งสามแทนโจทก์เดิมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2811/2544 ของศาลชั้นต้น ซึ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสามในคดีนี้ร่วมกันส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนโจทก์เดิมในคดีดังกล่าว มิฉะนั้นให้ร่วมกันใช้ราคาแทนและชำระค่าเสียหายกับค่าขาดประโยชน์รายเดือนและค่าฤชาธรรมเนียม จำเลยที่ 3 ถูกยึดทรัพย์ในคดีนี้และไม่มีทรัพย์สินอื่นใดที่ผู้ร้องเอาชำระหนี้ได้ ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยในคดีนี้

จำเลยที่ 3 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่มีสิทธิบังคับคดี การโอนสิทธิเรียกร้องมิได้บอกกล่าวหรือได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 3 และมิใช่สิทธิเรียกร้องที่จะโอนแก่กันได้ ที่ดินที่ยึดเป็นของนายวิทูร บิดานายสุรนาทซึ่งหย่าขาดกับจำเลยที่ 3 แล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีหมายเลขดำที่ สข.8/2554 ยังไม่ถึงที่สุด จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังคำพิพากษาคดีดังกล่าว และเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วให้ผู้ร้องแถลงภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุดเพื่อให้ยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาต่อไป หากไม่แถลงภายในกำหนดให้ถือว่าทิ้งคำร้องตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2555

วันที่ 28 มกราคม 2556 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องว่า เนื่องจากคู่ความในคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกันกับคดีหมายเลขแดงที่ 445/2544 ของศาลชั้นต้น และมีประเด็นสำคัญเดียวกัน โดยคดีดังกล่าวศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8226/2555 ว่าผู้ร้องไม่อาจสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อบังคับคดีแทนโจทก์เดิมได้ จากผลของคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวทำให้ผู้ร้องไม่อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมในคดีนี้ที่จะขอเฉลี่ยได้ ขอให้ยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาใหม่ และยกคำร้องขอเฉลี่ยของผู้ร้องตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งศาลที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ในคดีนี้ถึงที่สุดแล้ว และกรณีไม่ปรากฏว่าคดีร้องขัดทรัพย์ หมายเลขดำที่ สข.8/2554 ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จึงไม่มีเหตุให้ยกคดีนี้ขึ้นพิจารณา ยกคำร้อง

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าคดีร้องขัดทรัพย์ที่ สข.8/2554 จะถึงที่สุด ดังนั้น คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยที่ 3 ที่ขอให้ยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาใหม่และยกคำร้องขอเฉลี่ยของผู้ร้อง จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นซึ่งไม่ทำให้คดีตามคำร้องขอเฉลี่ยของผู้ร้องเสร็จไปจากศาล และมิใช่เป็นคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227, 228 ที่ย่อมต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตามมาตรา 226 (1) ที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษามาจึงไม่ชอบ แม้จำเลยที่ 3 ฎีกาต่อมา ก็ต้องถือว่าฎีกาของจำเลยที่ 3 เป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ยกอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยที่ 3 คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแก่จำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000289.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558