คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12851/2558 ฉบับเต็ม

#633577
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12851/2558 บริษัทเค.เอ.สยาม แอสเซ็ทส์ จำกัด โจทก์ นายสราวุฒิ แซ่จิ้ว กับพวก จำเลย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 123 เมื่อบริษัท ธ. ตกเป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจหน้าที่รวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินของบริษัทดังกล่าวตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในหมวด 4 ว่าด้วยวิธีจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ ส่วนที่ 4 ว่าด้วยการรวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินแห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งมาตรา 123 บัญญัติให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะขายทรัพย์สินที่รวบรวมได้มาตามวิธีที่สะดวกและเป็นผลดีที่สุดโดยมีเงื่อนไขว่าการขายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาดต้องได้รับความเห็นชอบของกรรมการเจ้าหนี้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายสิทธิเรียกร้องของบริษัท ธ. ที่รวบรวมได้มาโดยวิธีอื่นตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้จึงเป็นการดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้หาใช่เป็นการซื้อขายความไม่ การโอนสิทธิเรียกร้องจึงมีผลผูกพันคู่สัญญา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือแจ้งทวงหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 ให้รับผิดในฐานะลูกหนี้ของผู้ล้มละลาย จำเลยที่ 2 แจ้งปฏิเสธหนี้ภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายแล้ว เมื่อสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงถือว่าเป็นคดีความ การโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่โจทก์จึงเป็นการซื้อขายความต้องห้ามชัดแจ้งตามกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาขายสิทธิเรียกร้องจึงเป็นโมฆะทั้งสัญญาเช่าซื้อไม่ได้ทำเป็นหนังสือตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 แถลงขอสละประเด็นตามคำให้การโดยให้ศาลชี้ขาดเพียงว่า หนังสือสัญญาขายสิทธิเรียกร้องระหว่างเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และโจทก์เป็นโมฆะหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 19 กันยายน 2548) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีนี้ฎีกาได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนที่ยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ข้อเท็จจริงตามเอกสารและที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาได้ความว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากบริษัทเงินทุนธนมาศ จำกัด จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ บริษัทเงินทุนธนมาศ จำกัด ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนและนำออกขายได้ราคาเพียง 232,000 บาท ขาดราคาตามสัญญาเช่าซื้อ 131,558.89 บาท ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัทเงินทุนธนมาศ จำกัด และพิพากษาให้ล้มละลาย วันที่ 2 ตุลาคม 2544 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคา เป็นเงิน 131,558.89 บาท จำเลยที่ 2 มีหนังสือปฏิเสธหนี้ดังกล่าวไปยังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดระยะเวลาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รวบรวมทรัพย์สินและสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อและนำออกประมูลขายตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้ โจทก์ประมูลซื้อสิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้ วันที่ 15 ธันวาคม 2547 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โอนสิทธิเรียกร้องให้แก่โจทก์ ตามหนังสือสัญญาซื้อขายสิทธิเรียกร้อง และโจทก์มีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองทราบแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตรวจสอบแล้วพบว่าบริษัทเงินทุนธนมาศ จำกัด มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ 2 และมีหนังสือทวงหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 แล้ว ถือว่าอยู่ระหว่างการดำเนินคดี การโอนสิทธิเรียกร้องจึงเป็นการซื้อขายความ ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องย่อมตกเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า เมื่อบริษัทเงินทุนธนมาศ จำกัด ตกเป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจหน้าที่รวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินของบริษัทดังกล่าวตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในหมวด 4 ว่าด้วยวิธีจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ ส่วนที่ 4 ว่าด้วยการรวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งมาตรา 123 บัญญัติให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะขายทรัพย์สินที่รวบรวมได้มาตามวิธีที่สะดวกและเป็นผลดีที่สุดโดยมีเงื่อนไขว่าการขายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาดต้องได้รับความเห็นชอบของกรรมการเจ้าหนี้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายสิทธิเรียกร้องของบริษัทเงินทุนธนมาศ จำกัด ที่รวบรวมได้มาโดยวิธีอื่นตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้จึงเป็นการดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้หาใช่เป็นการซื้อขายความไม่ การโอนสิทธิเรียกร้องจึงมีผลผูกพันคู่สัญญา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ปิยกุล บุญเพิ่ม-วิรุฬห์ แสงเทียน-วาสนา หงส์เจริญ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
633577
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081967979"
    }
}
date
2558
deka_no
12851/2558
deka_running_no
12851
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "ปิยกุล บุญเพิ่ม",
    "วิรุฬห์ แสงเทียน",
    "วาสนา หงส์เจริญ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 123"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทเค.เอ.สยาม แอสเซ็ทส์ จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสราวุฒิ แซ่จิ้ว กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือแจ้งทวงหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 ให้รับผิดในฐานะลูกหนี้ของผู้ล้มละลาย จำเลยที่ 2 แจ้งปฏิเสธหนี้ภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายแล้ว เมื่อสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงถือว่าเป็นคดีความ การโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่โจทก์จึงเป็นการซื้อขายความต้องห้ามชัดแจ้งตามกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาขายสิทธิเรียกร้องจึงเป็นโมฆะทั้งสัญญาเช่าซื้อไม่ได้ทำเป็นหนังสือตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 แถลงขอสละประเด็นตามคำให้การโดยให้ศาลชี้ขาดเพียงว่า หนังสือสัญญาขายสิทธิเรียกร้องระหว่างเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และโจทก์เป็นโมฆะหรือไม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 19 กันยายน 2548) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีนี้ฎีกาได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนที่ยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ข้อเท็จจริงตามเอกสารและที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาได้ความว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากบริษัทเงินทุนธนมาศ จำกัด จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ บริษัทเงินทุนธนมาศ จำกัด ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนและนำออกขายได้ราคาเพียง 232,000 บาท ขาดราคาตามสัญญาเช่าซื้อ 131,558.89 บาท ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัทเงินทุนธนมาศ จำกัด และพิพากษาให้ล้มละลาย วันที่ 2 ตุลาคม 2544 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคา เป็นเงิน 131,558.89 บาท จำเลยที่ 2 มีหนังสือปฏิเสธหนี้ดังกล่าวไปยังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดระยะเวลาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รวบรวมทรัพย์สินและสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อและนำออกประมูลขายตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้ โจทก์ประมูลซื้อสิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้ วันที่ 15 ธันวาคม 2547 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โอนสิทธิเรียกร้องให้แก่โจทก์ ตามหนังสือสัญญาซื้อขายสิทธิเรียกร้อง และโจทก์มีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองทราบแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตรวจสอบแล้วพบว่าบริษัทเงินทุนธนมาศ จำกัด มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ 2 และมีหนังสือทวงหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 แล้ว ถือว่าอยู่ระหว่างการดำเนินคดี การโอนสิทธิเรียกร้องจึงเป็นการซื้อขายความ ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องย่อมตกเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า เมื่อบริษัทเงินทุนธนมาศ จำกัด ตกเป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจหน้าที่รวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินของบริษัทดังกล่าวตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในหมวด 4 ว่าด้วยวิธีจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ ส่วนที่ 4 ว่าด้วยการรวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งมาตรา 123 บัญญัติให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะขายทรัพย์สินที่รวบรวมได้มาตามวิธีที่สะดวกและเป็นผลดีที่สุดโดยมีเงื่อนไขว่าการขายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาดต้องได้รับความเห็นชอบของกรรมการเจ้าหนี้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายสิทธิเรียกร้องของบริษัทเงินทุนธนมาศ จำกัด ที่รวบรวมได้มาโดยวิธีอื่นตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้จึงเป็นการดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้หาใช่เป็นการซื้อขายความไม่ การโอนสิทธิเรียกร้องจึงมีผลผูกพันคู่สัญญา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000253.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558