คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8728/2558 ฉบับเต็ม

#633587
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8728/2558 นายสสิริ สสิริน โจทก์ นางสาวกฤตมน จินดาวัฒนภูมิ จำเลย ป.อ. มาตรา 341 ป.วิ.อ. มาตรา 163 จำเลยฎีกาขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพนั้น เป็นการขอแก้ไขคำให้การจากที่ให้การปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพ ซึ่งจำเลยไม่อาจกระทำได้ เพราะการแก้ไขคำให้การจะต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง แต่อย่างไรก็ดี การที่จำเลยยื่นฎีกาขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกาเช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริง โดยไม่โต้แย้งข้อที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 341 ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 352 และนับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 7252/2555, 8122/2555 และ 8123/2555 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 4 เดือน นับโทษจำคุกในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9765/2556 และ 9766/2556 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกของจำเลยคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10772/2556 ของศาลชั้นต้น นั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลพิพากษายกฟ้อง จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ คำขอในส่วนนี้ให้ยก กับให้ยกฟ้องข้อหายักยอก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพนั้น เห็นว่า เป็นการขอแก้ไขคำให้การจากที่ให้การปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพ ซึ่งจำเลยไม่อาจกระทำได้ เพราะการแก้ไขคำให้การจะต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง แต่อย่างไรก็ดี การที่จำเลยยื่นฎีกาขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกาเช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริง โดยไม่โต้แย้งข้อที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ส่วนที่จำเลยขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยหลอกลวงโจทก์ว่าตนเองเป็นทนายความ ทำให้โจทก์หลงเชื่อมอบเงินให้จำเลยไปถึง 134,541.71 บาท เป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว โดยมิได้คำนึงถึงความเสียหายและความเดือดร้อนของผู้อื่น ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน มีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอจะรับฟังเพื่อรอการลงโทษให้แก่จำเลย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตามจำเลยนำเงินมาวางต่อศาลชั้นต้นตามคำร้องท้ายฎีกาเพื่อชดใช้แก่โจทก์เป็นการบรรเทาผลร้ายแก่โจทก์อันเป็นเหตุบรรเทาโทษ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโทษให้เหมาะสม พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 2 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 (นิติ เอื้อจรัสพันธุ์-วิชัย เอื้ออังคณากุล-วัชรินทร์ สุขเกื้อ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
633587
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081970229"
    }
}
date
2558
deka_no
8728/2558
deka_running_no
8728
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "นิติ เอื้อจรัสพันธุ์",
    "วิชัย เอื้ออังคณากุล",
    "วัชรินทร์ สุขเกื้อ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 341"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 163"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสสิริ สสิริน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวกฤตมน จินดาวัฒนภูมิ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 352 และนับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 7252/2555, 8122/2555 และ 8123/2555 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 4 เดือน นับโทษจำคุกในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9765/2556 และ 9766/2556 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกของจำเลยคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10772/2556 ของศาลชั้นต้น นั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลพิพากษายกฟ้อง จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ คำขอในส่วนนี้ให้ยก กับให้ยกฟ้องข้อหายักยอก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพนั้น เห็นว่า เป็นการขอแก้ไขคำให้การจากที่ให้การปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพ ซึ่งจำเลยไม่อาจกระทำได้ เพราะการแก้ไขคำให้การจะต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง แต่อย่างไรก็ดี การที่จำเลยยื่นฎีกาขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกาเช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริง โดยไม่โต้แย้งข้อที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ส่วนที่จำเลยขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยหลอกลวงโจทก์ว่าตนเองเป็นทนายความ ทำให้โจทก์หลงเชื่อมอบเงินให้จำเลยไปถึง 134,541.71 บาท เป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว โดยมิได้คำนึงถึงความเสียหายและความเดือดร้อนของผู้อื่น ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน มีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอจะรับฟังเพื่อรอการลงโทษให้แก่จำเลย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตามจำเลยนำเงินมาวางต่อศาลชั้นต้นตามคำร้องท้ายฎีกาเพื่อชดใช้แก่โจทก์เป็นการบรรเทาผลร้ายแก่โจทก์อันเป็นเหตุบรรเทาโทษ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโทษให้เหมาะสม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 2 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000273.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558