คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8938/2558 ฉบับเต็ม

#633606
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8938/2558 นางทัศนีย์ ธรรมพัฒนกิจ โจทก์ นางอรสา พารุณ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4), มาตรา 46 คดีก่อนโจทก์เคยฟ้องจำเลยต่อศาลในความผิดฐานบุกรุกว่า โจทก์และ ส. ร่วมกันครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามแบบแสดงรายการที่ดิน (ภ.บ.ท.5) โจทก์กับ ส. แบ่งแยกการครอบครองเป็นสัดส่วนคนละครึ่ง ต่อมา ส. ถึงแก่ความตาย จำเลยเป็นภริยา ส. ก่อสร้างห้องแถวรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ การกระทำของจำเลยมีเจตนาแย่งการครอบครองและเจตนาถือการครอบครองที่ดินทั้งหมดเป็นของจำเลย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์อ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แต่ไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินพิพาทมาแสดง ส่วนแบบแสดงรายการที่ดิน (ภ.บ.ท.5) เป็นเพียงแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อการชำระภาษีบำรุงท้องที่เท่านั้น ไม่ใช่เอกสารสิทธิ พยานหลักฐานโจทก์ไม่พอรับฟังว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ไม่ได้เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาของศาลฎีกา โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ อ้างว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ นั้น ป.วิ.อ. มาตรา 46 บัญญัติว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา เมื่อคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ ปรากฎว่า คดีส่วนอาญาวินิจฉัยแล้วว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่พอรับฟังว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท คดีแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่า โจทก์ไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดิน ห้ามมิให้เข้าไปกระทำการใด ๆ ในที่ดินโจทก์ กับให้จำเลยส่งมอบการครอบครองที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยสามารถใช้ประโยชน์ได้และห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทต่อไป กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป และค่าเสียหายอีกเดือนละ 20,000 บาท จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมกับขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและส่งมอบการครอบครองคืนให้แก่โจทก์ จำเลยให้การว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า คดีก่อนโจทก์เคยฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดกาญจนบุรีในความผิดฐานบุกรุกว่า โจทก์และนายสมบัติ ร่วมกันครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามแบบแสดงรายการที่ดิน (ภ.บ.ท.5) หมู่ที่ 5 ตำบลสมเด็จเจริญ อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี เนื้อที่ 9 ไร่ 3 งาน 30 ตารางวา โจทก์กับนายสมบัติแบ่งแยกการครอบครองเป็นสัดส่วนคนละครึ่ง ต่อมานายสมบัติถึงแก่ความตาย จำเลยเป็นภริยานายสมบัติก่อสร้างห้องแถวรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ การกระทำของจำเลยมีเจตนาแย่งการครอบครองและเจตนาถือการครอบครองที่ดินทั้งหมดเป็นของจำเลย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ศาลจังหวัดกาญจนบุรีไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2555 โดยวินิจฉัยว่า โจทก์อ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แต่ไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินพิพาทมาแสดง ส่วนแบบแสดงรายการที่ดิน (ภ.บ.ท.5) เป็นเพียงแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อการชำระภาษีบำรุงท้องที่เท่านั้น ไม่ใช่เอกสารสิทธิ พยานหลักฐานโจทก์ไม่พอรับฟังว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ไม่ได้เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาของศาลฎีกาคดีหมายเลขแดงที่ 11088/2557 โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ อ้างว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาโดยอาศัยข้อเท็จจริงในคดีอาญาว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง คำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบแล้วหรือไม่นั้น เห็นว่า ปัญหาข้อนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า คดีอาญาดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด เห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ซึ่งแม้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังไม่ได้วินิจฉัยเรื่องสิทธิครอบครองของโจทก์ แต่เมื่อคดีส่วนอาญาดังกล่าวถึงที่สุดในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยใหม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา เมื่อคดีนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ ปรากฏว่าคดีส่วนอาญาวินิจฉัยแล้วว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่พอรับฟังว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท คดีแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่าโจทก์ไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยอาศัยข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาว่าโจทก์ไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์-สมยศ เข็มทอง-สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
633606
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081970013"
    }
}
date
2558
deka_no
8938/2558
deka_running_no
8938
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์",
    "สมยศ เข็มทอง",
    "สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2 (4)",
            "ม. 46"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางทัศนีย์ ธรรมพัฒนกิจ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางอรสา พารุณ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดิน ห้ามมิให้เข้าไปกระทำการใด ๆ ในที่ดินโจทก์ กับให้จำเลยส่งมอบการครอบครองที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยสามารถใช้ประโยชน์ได้และห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทต่อไป กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป และค่าเสียหายอีกเดือนละ 20,000 บาท จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมกับขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและส่งมอบการครอบครองคืนให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า คดีก่อนโจทก์เคยฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดกาญจนบุรีในความผิดฐานบุกรุกว่า โจทก์และนายสมบัติ ร่วมกันครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามแบบแสดงรายการที่ดิน (ภ.บ.ท.5) หมู่ที่ 5 ตำบลสมเด็จเจริญ อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี เนื้อที่ 9 ไร่ 3 งาน 30 ตารางวา โจทก์กับนายสมบัติแบ่งแยกการครอบครองเป็นสัดส่วนคนละครึ่ง ต่อมานายสมบัติถึงแก่ความตาย จำเลยเป็นภริยานายสมบัติก่อสร้างห้องแถวรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ การกระทำของจำเลยมีเจตนาแย่งการครอบครองและเจตนาถือการครอบครองที่ดินทั้งหมดเป็นของจำเลย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ศาลจังหวัดกาญจนบุรีไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2555 โดยวินิจฉัยว่า โจทก์อ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แต่ไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินพิพาทมาแสดง ส่วนแบบแสดงรายการที่ดิน (ภ.บ.ท.5) เป็นเพียงแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อการชำระภาษีบำรุงท้องที่เท่านั้น ไม่ใช่เอกสารสิทธิ พยานหลักฐานโจทก์ไม่พอรับฟังว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ไม่ได้เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาของศาลฎีกาคดีหมายเลขแดงที่ 11088/2557 โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ อ้างว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาโดยอาศัยข้อเท็จจริงในคดีอาญาว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง คำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบแล้วหรือไม่นั้น เห็นว่า ปัญหาข้อนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า คดีอาญาดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด เห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ซึ่งแม้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังไม่ได้วินิจฉัยเรื่องสิทธิครอบครองของโจทก์ แต่เมื่อคดีส่วนอาญาดังกล่าวถึงที่สุดในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยใหม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา เมื่อคดีนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ ปรากฏว่าคดีส่วนอาญาวินิจฉัยแล้วว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่พอรับฟังว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท คดีแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่าโจทก์ไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยอาศัยข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาว่าโจทก์ไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000271.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558