คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13384/2558 ฉบับเต็ม

#633629
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13384/2558 นางสุรีรัตน์ รังคกูลนุวัฒน์หรือพันธ์สายเชื้อ โจทก์ นางสาวจุฑารัตน์ ฐิติธนานนท์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม ได้ระบุห้ามมิให้เจ้าหนี้ฟ้องเจ้ามรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นการได้รู้หรือควรได้รู้อย่างแน่นอนและมีหลักฐานยืนยันได้ การที่โจทก์มีหนังสือทวงถามลงวันที่ 18 มกราคม 2545 ให้จ่าสิบตำรวจ ก. ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญา และได้ส่งให้จ่าสิบตำรวจ ก. ที่ภูมิลำเนาเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2545 ตามใบตอบรับทางไปรษณีย์และซองจดหมาย ซึ่งไม่มีผู้รับแต่มีข้อความเขียนระบุไว้ที่ซองจดหมายว่าจ่าสิบตำรวจ ก. ถึงแก่ความตายแล้วโดยไม่ปรากฏว่าใครเป็นผู้แจ้งให้ผู้ส่งจดหมายบันทึกข้อความดังกล่าว กรณีดังกล่าวจึงยังไม่เป็นการแน่นอนว่าจ่าสิบตำรวจ ก. ถึงแก่ความตาย ต่อมาเมื่อโจทก์ตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียนในวันที่ 1 สิงหาคม 2546 ตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรมีข้อความระบุว่า จำหน่ายชื่อจ่าสิบตำรวจ ก. จากทะเบียนบ้านเนื่องจากตายเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2545 จึงต้องฟังว่าโจทก์เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงการตายของจ่าสิบตำรวจ ก. เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2546 เมื่อโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2547 ยังไม่พ้น 1 ปี สิทธิเรียกร้องต่อกองมรดกของจ่าสิบตำรวจ ก. ตามฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตามมาตรา 1754 วรรคสาม ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 217,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 217,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์หรือชดใช้ราคาครบถ้วนให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาครบถ้วน จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์หมายเลขทะเบียน บ - 1258 สุรินทร์ ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ถ้าส่งคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 200,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 17,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 17,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 มีนาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของจ่าสิบตำรวจกัมปนาทหรือนายกัมปนาท ที่ตกทอดแก่ตน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาท จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับและให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยที่ 2 เสียเกินมาแก่จำเลยที่ 2 โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นทายาทของจ่าสิบตำรวจกัมปนาทหรือนายกัมปนาท เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2536 จ่าสิบตำรวจกัมปนาททำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บ - 1258 สุรินทร์ จากโจทก์ในราคา 260,400 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้องวดละ 21,700 บาท รวม 12 งวด งวดแรกชำระวันที่ 23 พฤษภาคม 2536 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 23 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน จ่าสิบตำรวจกัมปนาทชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ งวดแรกวันที่ 30 พฤษภาคม 2536 งวดที่สองวันที่ 7 มิถุนายน 2538 รวมเป็นเงิน 43,400 บาท จากนั้นไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์อีก เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2545 โจทก์ได้ทวงถามให้จ่าสิบตำรวจกัมปนาท และจำเลยที่ 2 ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญา ปรากฏต่อมาว่าจ่าสิบตำรวจกัมปนาทถึงแก่ความตาย ตามหนังสือแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรลงวันที่ 1 สิงหาคม 2546 วันที่ 29 ตุลาคม 2546 โจทก์จึงมีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม ชอบแล้วหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ทราบการตายของจ่าสิบตำรวจกัมปนาท เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2546 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 2 มีนาคม 2547 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม ได้ระบุห้ามมิให้เจ้าหนี้ฟ้องเจ้ามรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นการได้รู้หรือควรได้รู้อย่างแน่นอนและมีหลักฐานยืนยันได้ การที่โจทก์มีหนังสือทวงถามลงวันที่ 18 มกราคม 2545 ให้จ่าสิบตำรวจกัมปนาทชำระหนี้และบอกเลิกสัญญา และได้ส่งให้จ่าสิบตำรวจกัมปนาทที่ภูมิลำเนาเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2545 ตามใบตอบรับทางไปรษณีย์และซองจดหมาย ซึ่งไม่มีผู้รับแต่มีข้อความเขียนระบุไว้ที่ซองจดหมายว่าจ่าสิบตำรวจกัมปนาทถึงแก่ความตายแล้วโดยไม่ปรากฏว่าใครเป็นผู้แจ้งให้ผู้ส่งจดหมายบันทึกข้อความดังกล่าว กรณีดังกล่าวจึงยังไม่เป็นการแน่นอนว่าจ่าสิบตำรวจกัมปนาทถึงแก่ความตาย ต่อมาเมื่อโจทก์ตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียนในวันที่ 1 สิงหาคม 2546 ตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรมีข้อความระบุว่า จำหน่ายชื่อจ่าสิบตำรวจกัมปนาทจากทะเบียนบ้านเนื่องจากตายเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2545 จึงต้องฟังว่าโจทก์เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงการตายของจ่าสิบตำรวจกัมปนาทเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2546 เมื่อโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2547 ยังไม่พ้น 1 ปี สิทธิเรียกร้องต่อกองมรดกของจ่าสิบตำรวจกัมปนาทตามฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตามมาตรา 1754 วรรคสาม ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความและพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ประสิทธิ์ สนามชวด-เกษม เกษมปัญญา-ชาญวิทย์ รักษ์กุลชน) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
633629
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081967532"
    }
}
date
2558
deka_no
13384/2558
deka_running_no
13384
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "ประสิทธิ์ สนามชวด",
    "เกษม เกษมปัญญา",
    "ชาญวิทย์ รักษ์กุลชน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1754 วรรคสาม"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสุรีรัตน์ รังคกูลนุวัฒน์หรือพันธ์สายเชื้อ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวจุฑารัตน์ ฐิติธนานนท์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 217,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 217,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์หรือชดใช้ราคาครบถ้วนให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์หมายเลขทะเบียน บ - 1258 สุรินทร์ ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ถ้าส่งคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 200,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 17,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 17,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 มีนาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของจ่าสิบตำรวจกัมปนาทหรือนายกัมปนาท ที่ตกทอดแก่ตน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับและให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยที่ 2 เสียเกินมาแก่จำเลยที่ 2

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นทายาทของจ่าสิบตำรวจกัมปนาทหรือนายกัมปนาท เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2536 จ่าสิบตำรวจกัมปนาททำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บ - 1258 สุรินทร์ จากโจทก์ในราคา 260,400 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้องวดละ 21,700 บาท รวม 12 งวด งวดแรกชำระวันที่ 23 พฤษภาคม 2536 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 23 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน จ่าสิบตำรวจกัมปนาทชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ งวดแรกวันที่ 30 พฤษภาคม 2536 งวดที่สองวันที่ 7 มิถุนายน 2538 รวมเป็นเงิน 43,400 บาท จากนั้นไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์อีก เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2545 โจทก์ได้ทวงถามให้จ่าสิบตำรวจกัมปนาท และจำเลยที่ 2 ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญา ปรากฏต่อมาว่าจ่าสิบตำรวจกัมปนาทถึงแก่ความตาย ตามหนังสือแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรลงวันที่ 1 สิงหาคม 2546 วันที่ 29 ตุลาคม 2546 โจทก์จึงมีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม ชอบแล้วหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ทราบการตายของจ่าสิบตำรวจกัมปนาท เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2546 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 2 มีนาคม 2547 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม ได้ระบุห้ามมิให้เจ้าหนี้ฟ้องเจ้ามรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นการได้รู้หรือควรได้รู้อย่างแน่นอนและมีหลักฐานยืนยันได้ การที่โจทก์มีหนังสือทวงถามลงวันที่ 18 มกราคม 2545 ให้จ่าสิบตำรวจกัมปนาทชำระหนี้และบอกเลิกสัญญา และได้ส่งให้จ่าสิบตำรวจกัมปนาทที่ภูมิลำเนาเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2545 ตามใบตอบรับทางไปรษณีย์และซองจดหมาย ซึ่งไม่มีผู้รับแต่มีข้อความเขียนระบุไว้ที่ซองจดหมายว่าจ่าสิบตำรวจกัมปนาทถึงแก่ความตายแล้วโดยไม่ปรากฏว่าใครเป็นผู้แจ้งให้ผู้ส่งจดหมายบันทึกข้อความดังกล่าว กรณีดังกล่าวจึงยังไม่เป็นการแน่นอนว่าจ่าสิบตำรวจกัมปนาทถึงแก่ความตาย ต่อมาเมื่อโจทก์ตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียนในวันที่ 1 สิงหาคม 2546 ตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรมีข้อความระบุว่า จำหน่ายชื่อจ่าสิบตำรวจกัมปนาทจากทะเบียนบ้านเนื่องจากตายเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2545 จึงต้องฟังว่าโจทก์เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงการตายของจ่าสิบตำรวจกัมปนาทเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2546 เมื่อโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2547 ยังไม่พ้น 1 ปี สิทธิเรียกร้องต่อกองมรดกของจ่าสิบตำรวจกัมปนาทตามฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตามมาตรา 1754 วรรคสาม ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความและพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000249.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558