คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5477/2558 ฉบับเต็ม

#633689
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5477/2558 นายธวัชชัย ทัศนพานนท์ โจทก์ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 175 วรรคสอง, มาตรา 177 วรรคสาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 การถอนฟ้องภายหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 175 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 เพียงแต่บัญญัติให้ศาลฟังจำเลยเท่านั้น มิได้บัญญัติห้ามไม่ให้ศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง การอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องหรือไม่ย่อมเป็นดุลพินิจของศาลซึ่งพิจารณาถึงความสุจริตและคำนึงถึงความได้เปรียบเสียเปรียบในเชิงคดีด้วย โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่สั่งให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามความเห็นของกรมบัญชีกลาง ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 โจทก์ขอถอนฟ้องโดยอ้างว่าได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเอกสารที่โจทก์ไม่เคยทราบมาก่อนและโจทก์เข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับคำสั่งของจำเลยซึ่งถ้าทราบมาก่อนก็จะไม่ฟ้องคดีนี้ เห็นได้ว่าเมื่อโจทก์ถอนฟ้องคำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์ต้องรับผิดยังคงมีอยู่จึงไม่ทำให้โจทก์ได้เปรียบในเชิงคดีอันแสดงว่าโจทก์ขอถอนฟ้องโดยสุจริต ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 บัญญัติให้สิทธิจำเลยจะฟ้องแย้งโจทก์มาในคำให้การได้ถ้าคำฟ้องแย้งเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมเท่านั้น เมื่อจำเลยฟ้องแย้งโจทก์มาในคำให้การ โจทก์ก็คือจำเลยในฟ้องแย้ง คดีตามฟ้องแย้งจึงมีคู่ความครบถ้วนที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ การที่ศาลแรงงานภาค 1 อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องเดิม ก็คงมีผลเฉพาะคดีโจทก์ว่าไม่มีฟ้องเดิมที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเท่านั้น หามีผลให้ฟ้องแย้งของจำเลยตกไปด้วยไม่ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทองค์การของรัฐบาล มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมและประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นม โจทก์เคยเป็นลูกจ้างของจำเลย เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2553 จำเลยออกคำสั่งที่ 053/2553 ให้โจทก์ในขณะที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองส่งเสริมกิจการโคนมภาคเหนือ และนายเสริมศักดิ์ลูกจ้างของจำเลยอีกคนหนึ่งรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยอ้างว่าโจทก์และนายเสริมศักดิ์ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารจัดการดำเนินงานให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง และข้อบังคับของจำเลยมิได้ส่งสัญญาที่นายนพดลในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากผู้อำนวยการจำเลยลงนามในการซื้อขายน้ำนมดิบกับห้างหุ้นส่วนจำกัดพีแอนด์พีโปรมิลค์มาร์เก็ตติ้งให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบ ทำให้สัญญาขาดความชัดเจนว่าจะชำระเงินเมื่อใด ณ สถานที่ใด และเมื่อทำสัญญาแล้วหน่วยงานใดมีหน้าที่ส่งสัญญาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามสัญญา ทั้งไม่มีการกำหนดแนวทางปฏิบัติให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องปฏิบัติ ทำให้ไม่มีการติดตามว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดพีแอนด์พีโปรมิลค์มาร์เก็ตติ้งชำระหนี้ครบถ้วนตามสัญญาหรือไม่ จึงไม่มีการรายงานผู้บังคับบัญชาทราบเพื่อระงับการขายตามเงื่อนไขของสัญญา เป็นเหตุให้มีหนี้ค้างชำระจำนวนมาก แต่ไม่สามารถบังคับชำระหนี้ได้ พฤติกรรมดังกล่าวถือเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายเป็นเงิน 1,783,412.58 บาท จึงให้นายเสริมศักดิ์และโจทก์ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนร้อยละ 70 ของความเสียหายคิดเป็นเงิน 1,248,388.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยในส่วนเท่า ๆ กัน ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 10 ประกอบมาตรา 8 โจทก์เห็นว่าคำสั่งของจำเลยดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากโจทก์ไม่ได้กระทำละเมิดต่อจำเลยโดยมิได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ความเสียหายจากการไม่ได้รับชำระหนี้เป็นเรื่องปกติในการประกอบธุรกิจ นอกจากนี้จำเลยยังได้ดำเนินคดีแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดพีแอนด์พีโปรมิลค์มาร์เก็ตติ้งแล้ว ซึ่งคดีอยู่ในชั้นบังคับคดี จึงเป็นกรณีที่จำเลยอาจได้รับการชำระหนี้เต็มจำนวนได้ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 053/2553 จำเลยให้การว่าคำสั่งของจำเลยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้องโจทก์ และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 624,194.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานภาค 1 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง จำเลยยื่นคำแถลงคัดค้าน ศาลแรงงานภาค 1 มีคำสั่งว่าเมื่อพิจารณาคำแถลงคัดค้านการขอถอนฟ้องของจำเลยแล้ว กรณียังไม่มีเหตุอันสมควร จึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ สำหรับฟ้องแย้งของจำเลยนั้น เมื่อศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องแล้ว กรณีจึงถือได้ว่าฟ้องแย้งของจำเลยย่อมตกไปตามฟ้องเดิมของโจทก์ ให้จำหน่ายคดีฟ้องแย้งของจำเลยเช่นกัน จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าการที่ศาลแรงงานภาค 1 อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีฟ้องแย้งของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การถอนฟ้องภายหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 เพียงแต่บัญญัติให้ศาลฟังจำเลยเท่านั้น มิได้บัญญัติห้ามไม่ให้ศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง การอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องหรือไม่ย่อมเป็นดุลพินิจของศาลซึ่งพิจารณาถึงความสุจริตและคำนึงถึงความได้เปรียบเสียเปรียบในเชิงคดีด้วย คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่สั่งให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามความเห็นของกรมบัญชีกลางตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 โจทก์ขอถอนฟ้องโดยอ้างว่าได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเอกสารที่โจทก์ไม่เคยทราบมาก่อนและโจทก์เข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับคำสั่งของจำเลยซึ่งถ้าทราบมาก่อนก็จะไม่ฟ้องคดีนี้ เห็นได้ว่าเมื่อโจทก์ถอนฟ้องคำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์ต้องรับผิดยังคงมีอยู่จึงไม่ทำให้โจทก์ได้เปรียบในเชิงคดีแต่อย่างใดอันแสดงว่าโจทก์ขอถอนฟ้องโดยสุจริต ดังนั้นที่ศาลแรงงานภาค 1 อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจึงชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ส่วนนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาที่ว่าเมื่อศาลแรงงานภาค 1 อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ คำฟ้องแย้งของจำเลยจะตกไปหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 บัญญัติให้สิทธิจำเลยจะฟ้องแย้งโจทก์มาในคำให้การได้ถ้าคำฟ้องแย้งเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมเท่านั้น เมื่อจำเลยฟ้องแย้งโจทก์มาในคำให้การ โจทก์ก็คือจำเลยในฟ้องแย้ง คดีตามฟ้องแย้งจึงมีคู่ความครบถ้วนที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ การที่ศาลแรงงานภาค 1 อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องเดิม ก็คงมีผลเฉพาะคดีโจทก์ว่าไม่มีฟ้องเดิมที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเท่านั้น หามีผลให้ฟ้องแย้งของจำเลยตกไปด้วยไม่ การที่ศาลแรงงานภาค 1 จำหน่ายคดีฟ้องแย้งของจำเลยไปด้วย จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ในส่วนนี้ของจำเลยฟังขึ้น พิพากษายกคำสั่งศาลแรงงานภาค 1 ที่สั่งจำหน่ายฟ้องแย้ง ให้ศาลแรงงานภาค 1 ดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคำฟ้องแย้งของจำเลยต่อไปและมีคำพิพากษาตามรูปคดี (สมจิตร์ ทองศรี-นิยุต สุภัทรพาหิรผล-ภาติยะ ดวงมณี) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
633689
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081971609"
    }
}
date
2558
deka_no
5477/2558
deka_running_no
5477
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "สมจิตร์ ทองศรี",
    "นิยุต สุภัทรพาหิรผล",
    "ภาติยะ ดวงมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 175 วรรคสอง",
            "ม. 177 วรรคสาม"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 31"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายธวัชชัย ทัศนพานนท์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทองค์การของรัฐบาล มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมและประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นม โจทก์เคยเป็นลูกจ้างของจำเลย เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2553 จำเลยออกคำสั่งที่ 053/2553 ให้โจทก์ในขณะที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองส่งเสริมกิจการโคนมภาคเหนือ และนายเสริมศักดิ์ลูกจ้างของจำเลยอีกคนหนึ่งรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยอ้างว่าโจทก์และนายเสริมศักดิ์ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารจัดการดำเนินงานให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง และข้อบังคับของจำเลยมิได้ส่งสัญญาที่นายนพดลในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากผู้อำนวยการจำเลยลงนามในการซื้อขายน้ำนมดิบกับห้างหุ้นส่วนจำกัดพีแอนด์พีโปรมิลค์มาร์เก็ตติ้งให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบ ทำให้สัญญาขาดความชัดเจนว่าจะชำระเงินเมื่อใด ณ สถานที่ใด และเมื่อทำสัญญาแล้วหน่วยงานใดมีหน้าที่ส่งสัญญาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามสัญญา ทั้งไม่มีการกำหนดแนวทางปฏิบัติให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องปฏิบัติ ทำให้ไม่มีการติดตามว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดพีแอนด์พีโปรมิลค์มาร์เก็ตติ้งชำระหนี้ครบถ้วนตามสัญญาหรือไม่ จึงไม่มีการรายงานผู้บังคับบัญชาทราบเพื่อระงับการขายตามเงื่อนไขของสัญญา เป็นเหตุให้มีหนี้ค้างชำระจำนวนมาก แต่ไม่สามารถบังคับชำระหนี้ได้ พฤติกรรมดังกล่าวถือเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายเป็นเงิน 1,783,412.58 บาท จึงให้นายเสริมศักดิ์และโจทก์ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนร้อยละ 70 ของความเสียหายคิดเป็นเงิน 1,248,388.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยในส่วนเท่า ๆ กัน ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 10 ประกอบมาตรา 8 โจทก์เห็นว่าคำสั่งของจำเลยดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากโจทก์ไม่ได้กระทำละเมิดต่อจำเลยโดยมิได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ความเสียหายจากการไม่ได้รับชำระหนี้เป็นเรื่องปกติในการประกอบธุรกิจ นอกจากนี้จำเลยยังได้ดำเนินคดีแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดพีแอนด์พีโปรมิลค์มาร์เก็ตติ้งแล้ว ซึ่งคดีอยู่ในชั้นบังคับคดี จึงเป็นกรณีที่จำเลยอาจได้รับการชำระหนี้เต็มจำนวนได้ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 053/2553

จำเลยให้การว่าคำสั่งของจำเลยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้องโจทก์ และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 624,194.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

ระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานภาค 1 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง จำเลยยื่นคำแถลงคัดค้าน

ศาลแรงงานภาค 1 มีคำสั่งว่าเมื่อพิจารณาคำแถลงคัดค้านการขอถอนฟ้องของจำเลยแล้ว กรณียังไม่มีเหตุอันสมควร จึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ สำหรับฟ้องแย้งของจำเลยนั้น เมื่อศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องแล้ว กรณีจึงถือได้ว่าฟ้องแย้งของจำเลยย่อมตกไปตามฟ้องเดิมของโจทก์ ให้จำหน่ายคดีฟ้องแย้งของจำเลยเช่นกัน

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าการที่ศาลแรงงานภาค 1 อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีฟ้องแย้งของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การถอนฟ้องภายหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 เพียงแต่บัญญัติให้ศาลฟังจำเลยเท่านั้น มิได้บัญญัติห้ามไม่ให้ศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง การอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องหรือไม่ย่อมเป็นดุลพินิจของศาลซึ่งพิจารณาถึงความสุจริตและคำนึงถึงความได้เปรียบเสียเปรียบในเชิงคดีด้วย คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่สั่งให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามความเห็นของกรมบัญชีกลางตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 โจทก์ขอถอนฟ้องโดยอ้างว่าได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเอกสารที่โจทก์ไม่เคยทราบมาก่อนและโจทก์เข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับคำสั่งของจำเลยซึ่งถ้าทราบมาก่อนก็จะไม่ฟ้องคดีนี้ เห็นได้ว่าเมื่อโจทก์ถอนฟ้องคำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์ต้องรับผิดยังคงมีอยู่จึงไม่ทำให้โจทก์ได้เปรียบในเชิงคดีแต่อย่างใดอันแสดงว่าโจทก์ขอถอนฟ้องโดยสุจริต ดังนั้นที่ศาลแรงงานภาค 1 อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจึงชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ส่วนนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนปัญหาที่ว่าเมื่อศาลแรงงานภาค 1 อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ คำฟ้องแย้งของจำเลยจะตกไปหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 บัญญัติให้สิทธิจำเลยจะฟ้องแย้งโจทก์มาในคำให้การได้ถ้าคำฟ้องแย้งเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมเท่านั้น เมื่อจำเลยฟ้องแย้งโจทก์มาในคำให้การ โจทก์ก็คือจำเลยในฟ้องแย้ง คดีตามฟ้องแย้งจึงมีคู่ความครบถ้วนที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ การที่ศาลแรงงานภาค 1 อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องเดิม ก็คงมีผลเฉพาะคดีโจทก์ว่าไม่มีฟ้องเดิมที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเท่านั้น หามีผลให้ฟ้องแย้งของจำเลยตกไปด้วยไม่ การที่ศาลแรงงานภาค 1 จำหน่ายคดีฟ้องแย้งของจำเลยไปด้วย จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ในส่วนนี้ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลแรงงานภาค 1 ที่สั่งจำหน่ายฟ้องแย้ง ให้ศาลแรงงานภาค 1 ดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคำฟ้องแย้งของจำเลยต่อไปและมีคำพิพากษาตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000285.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558