คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9774/2558 ฉบับเต็ม

#633720
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9774/2558 บริษัทจี4เอส ซีเคียวริตี้เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด โจทก์ นางสุมาลี อมาตยกุล ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน จำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 199 เหตุที่โจทก์ยกขึ้นเป็นข้อเลิกจ้าง ข. ลูกจ้างเพราะกระทำผิดซ้ำคำเตือนในข้อขัดคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ได้เตือนเป็นหนังสือแล้ว การเตือนในครั้งแรกตามหนังสือเตือน ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2553 เป็นการเตือนเนื่องจาก ข. ขัดคำสั่งและโต้เถียงผู้บังคับบัญชาระดับสูงอันเป็นผลมาจากการที่ ข. ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในฐานดื่มสุราขณะขับขี่ยานพาหนะและไม่สามารถมาปฏิบัติงานได้ แต่ในการกระทำผิดครั้งหลังเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2553 เป็นเรื่อง ข. ไม่ไปตรวจสอบสถานที่ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาแล้วทำรายงานเท็จเสนอต่อโจทก์ว่าตรวจสอบแล้ว ซึ่งเป็นคนละกรณีกันไม่ถือว่าเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือน อันจะมีผลให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าการที่ ข. ไม่ไปตรวจสถานที่ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาและทำรายงานเท็จต่อโจทก์เป็นการกระทำผิดกรณีร้ายแรง นายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือนนั้น ไม่ใช่เหตุที่โจทก์อ้างในการเลิกจ้าง ข. ตามหนังสือเลิกจ้าง โจทก์จึงไม่สามารถยกขึ้นอ้างในการเลิกจ้าง ข. โดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ เพราะต้องห้ามตามมาตรา 119 วรรคท้าย ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่ 50/2553 จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติว่าเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2548 โจทก์รับนายขจรวิทย์เป็นลูกจ้างตำแหน่งผู้ประสานสถานีรถไฟฟ้ากรุงเทพ (บีทีเอส) ฝ่ายรักษาความปลอดภัย มีหน้าที่ออกตรวจพนักงานรักษาความปลอดภัยสถานีรถไฟฟ้า รวม 24 สถานี ตามสัญญาจ้างแรงงาน ต่อมานายขจรวิทย์เข้าประจำสำนักงานใหญ่ วันที่ 3 เมษายน 2553 นายขจรวิทย์ดื่มสุราและขับขี่ยานพาหนะ เจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมดำเนินคดีและวันที่ 5 เมษายน 2553 นายขจรวิทย์หยุดงานไปศาล วันที่ 4 มิถุนายน 2553 ผู้บังคับบัญชาเรียกนายขจรวิทย์มาตักเตือนเรื่องขับขี่ยานพาหนะขณะเมาสุรา นายขจรวิทย์โต้เถียงผู้บังคับบัญชาไม่ยอมรับผิดและไม่ลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่ง วันที่ 8 มิถุนายน 2553 โจทก์ออกหนังสือเตือนนายขจรวิทย์ฐานขัดคำสั่งและโต้เถียงผู้บังคับบัญชาระดับสูง วันที่ 13 กรกฎาคม 2553 นายขจรวิทย์ได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลรับผิดชอบการตรวจสอบหน่วยงานด้านคุณภาพและด้านความปลอดภัยของสถานีรถไฟฟ้า 5 สถานี รวมทั้งงานอาคารเซ็นเตอร์พอยท์ ซอยเพชรบุรี 15 เพื่อตรวจสอบคุณภาพการบริการด้านความปลอดภัย นายขจรวิทย์ไม่ได้ไปปฏิบัติหน้าที่แต่กลับเขียนรายงานเท็จต่อโจทก์ วันที่ 3 กันยายน 2553 โจทก์มีหนังสือเลิกจ้างนายขจรวิทย์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าโจทก์ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายขจรวิทย์ลูกจ้างหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายว่านายขจรวิทย์เคยได้รับคำเตือนเพราะเหตุขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชามาแล้วเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2553 การกระทำครั้งนี้จึงเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือนในเรื่องเดียวกัน คือ ฐานขัดขืนคำสั่งผู้บังคับบัญชาอีกครั้ง เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมตามนัยแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) โจทก์จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายขจรวิทย์ลูกจ้าง และตามหนังสือเลิกจ้างได้ระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ว่า ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา โดยไม่เชื่อฟัง ไม่มารายงานตัวตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ไม่ให้ความเคารพผู้บริหารระดับสูงตามหนังสือเตือนลงวันที่ 8 มิถุนายน 2553 และต่อมาวันที่ 13 กรกฎาคม 2553 ได้รับคำสั่งแล้วไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาไม่ตรวจสอบหน่วยงานตามที่ได้รับมอบหมาย แต่กลับแจ้งความเท็จโดยทำรายงานปลอมว่าตรวจสอบแล้ว ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ทั้งที่เคยได้รับการตักเตือนในเรื่องดังกล่าวมาแล้วไม่หลาบจำกระทำผิดซ้ำคำเตือนในเรื่องเดียวกันอีกในเรื่องขัดขืนต่อคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ถือเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎ ระเบียบ คำสั่ง ประกาศ และ/หรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ทั้งเป็นการกระทำผิดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) อีกส่วนหนึ่งด้วย จึงเห็นได้ว่าเหตุที่โจทก์ยกขึ้นเป็นข้อเลิกจ้างนายขจรวิทย์เพราะกระทำผิดซ้ำคำเตือนในข้อขัดคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ได้เตือนเป็นหนังสือแล้ว ดังนั้นการที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าการเตือนในครั้งแรกเป็นการเตือนเนื่องจากลูกจ้างขัดคำสั่งและโต้เถียงผู้บังคับบัญชาระดับสูงอันเป็นผลมาจากการที่ลูกจ้างถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในฐานดื่มสุราขณะขับขี่ยานพาหนะและไม่สามารถมาปฏิบัติงานได้ แต่ในการกระทำผิดครั้งหลังนี้เป็นเรื่องไม่ไปตรวจสอบสถานที่แล้วทำรายงานเท็จเสนอต่อโจทก์ ซึ่งเป็นคนละกรณีกัน ไม่ถือว่าเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือนอันจะมีผลให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) ดังนี้จึงชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่าการที่นายขจรวิทย์ไม่ไปตรวจสถานที่ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาและทำรายงานเท็จต่อโจทก์นั้นเป็นการกระทำผิดกรณีร้ายแรง นายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือนนั้น ไม่ใช่เหตุที่โจทก์อ้างในการเลิกจ้างนายขจรวิทย์ตามหนังสือเลิกจ้าง โจทก์จึงไม่สามารถยกขึ้นอ้างในการเลิกจ้างนายขจรวิทย์โดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ เพราะต้องห้ามตามมาตรา 119 วรรคท้าย ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยและพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์-นิยุต สุภัทรพาหิรผล-พิทยา บุญชู) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
633720
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081969547"
    }
}
date
2558
deka_no
9774/2558
deka_running_no
9774
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์",
    "นิยุต สุภัทรพาหิรผล",
    "พิทยา บุญชู"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 199"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัทจี4เอส ซีเคียวริตี้เซอร์วิสเซส"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "(ประเทศไทย) จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสุมาลี อมาตยกุล ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่ 50/2553

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติว่าเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2548 โจทก์รับนายขจรวิทย์เป็นลูกจ้างตำแหน่งผู้ประสานสถานีรถไฟฟ้ากรุงเทพ (บีทีเอส) ฝ่ายรักษาความปลอดภัย มีหน้าที่ออกตรวจพนักงานรักษาความปลอดภัยสถานีรถไฟฟ้า รวม 24 สถานี ตามสัญญาจ้างแรงงาน ต่อมานายขจรวิทย์เข้าประจำสำนักงานใหญ่ วันที่ 3 เมษายน 2553 นายขจรวิทย์ดื่มสุราและขับขี่ยานพาหนะ เจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมดำเนินคดีและวันที่ 5 เมษายน 2553 นายขจรวิทย์หยุดงานไปศาล วันที่ 4 มิถุนายน 2553 ผู้บังคับบัญชาเรียกนายขจรวิทย์มาตักเตือนเรื่องขับขี่ยานพาหนะขณะเมาสุรา นายขจรวิทย์โต้เถียงผู้บังคับบัญชาไม่ยอมรับผิดและไม่ลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่ง วันที่ 8 มิถุนายน 2553 โจทก์ออกหนังสือเตือนนายขจรวิทย์ฐานขัดคำสั่งและโต้เถียงผู้บังคับบัญชาระดับสูง วันที่ 13 กรกฎาคม 2553 นายขจรวิทย์ได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลรับผิดชอบการตรวจสอบหน่วยงานด้านคุณภาพและด้านความปลอดภัยของสถานีรถไฟฟ้า 5 สถานี รวมทั้งงานอาคารเซ็นเตอร์พอยท์ ซอยเพชรบุรี 15 เพื่อตรวจสอบคุณภาพการบริการด้านความปลอดภัย นายขจรวิทย์ไม่ได้ไปปฏิบัติหน้าที่แต่กลับเขียนรายงานเท็จต่อโจทก์ วันที่ 3 กันยายน 2553 โจทก์มีหนังสือเลิกจ้างนายขจรวิทย์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าโจทก์ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายขจรวิทย์ลูกจ้างหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายว่านายขจรวิทย์เคยได้รับคำเตือนเพราะเหตุขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชามาแล้วเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2553 การกระทำครั้งนี้จึงเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือนในเรื่องเดียวกัน คือ ฐานขัดขืนคำสั่งผู้บังคับบัญชาอีกครั้ง เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมตามนัยแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) โจทก์จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายขจรวิทย์ลูกจ้าง และตามหนังสือเลิกจ้างได้ระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ว่า ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา โดยไม่เชื่อฟัง ไม่มารายงานตัวตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ไม่ให้ความเคารพผู้บริหารระดับสูงตามหนังสือเตือนลงวันที่ 8 มิถุนายน 2553 และต่อมาวันที่ 13 กรกฎาคม 2553 ได้รับคำสั่งแล้วไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาไม่ตรวจสอบหน่วยงานตามที่ได้รับมอบหมาย แต่กลับแจ้งความเท็จโดยทำรายงานปลอมว่าตรวจสอบแล้ว ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ทั้งที่เคยได้รับการตักเตือนในเรื่องดังกล่าวมาแล้วไม่หลาบจำกระทำผิดซ้ำคำเตือนในเรื่องเดียวกันอีกในเรื่องขัดขืนต่อคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ถือเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎ ระเบียบ คำสั่ง ประกาศ และ/หรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ทั้งเป็นการกระทำผิดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) อีกส่วนหนึ่งด้วย จึงเห็นได้ว่าเหตุที่โจทก์ยกขึ้นเป็นข้อเลิกจ้างนายขจรวิทย์เพราะกระทำผิดซ้ำคำเตือนในข้อขัดคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ได้เตือนเป็นหนังสือแล้ว ดังนั้นการที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าการเตือนในครั้งแรกเป็นการเตือนเนื่องจากลูกจ้างขัดคำสั่งและโต้เถียงผู้บังคับบัญชาระดับสูงอันเป็นผลมาจากการที่ลูกจ้างถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในฐานดื่มสุราขณะขับขี่ยานพาหนะและไม่สามารถมาปฏิบัติงานได้ แต่ในการกระทำผิดครั้งหลังนี้เป็นเรื่องไม่ไปตรวจสอบสถานที่แล้วทำรายงานเท็จเสนอต่อโจทก์ ซึ่งเป็นคนละกรณีกัน ไม่ถือว่าเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือนอันจะมีผลให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) ดังนี้จึงชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่าการที่นายขจรวิทย์ไม่ไปตรวจสถานที่ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาและทำรายงานเท็จต่อโจทก์นั้นเป็นการกระทำผิดกรณีร้ายแรง นายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือนนั้น ไม่ใช่เหตุที่โจทก์อ้างในการเลิกจ้างนายขจรวิทย์ตามหนังสือเลิกจ้าง โจทก์จึงไม่สามารถยกขึ้นอ้างในการเลิกจ้างนายขจรวิทย์โดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ เพราะต้องห้ามตามมาตรา 119 วรรคท้าย ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยและพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000267.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558