คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10679/2558 ฉบับเต็ม

#633743
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10679/2558 พันตำรวจเอกณรงค์ฤทธิ์ ด่านสุวรรณ์ โจทก์ นางสาวเฉลา ภาคใหม่ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 138 (2) ในการเจรจาต่อรองค่าตอบแทนการใช้ที่ดินภาระจำยอมระหว่างโจทก์และจำเลย เป็นธรรมดาอยู่เองที่โจทก์ย่อมต้องการจ่ายค่าตอบแทนให้แก่จำเลยในจำนวนที่ต่ำ ในขณะที่จำเลยต้องการได้ค่าตอบแทนในจำนวนที่สูง จึงเป็นเรื่องที่แต่ละฝ่ายพึงต้องเตรียมข้อมูลมาให้พร้อมเพื่อรักษาประโยชน์ของตนเอง ที่โจทก์เสนอค่าตอบแทนแก่จำเลยในราคาตารางวาละ 1,250 บาท แม้สืบเนื่องมาจากจำเลยแถลงว่ามารดาจำเลยเคยขายที่ดินไปในราคาไร่ละ 500,000 บาท ก็ตาม แต่หากจำเลยยังไม่พอใจเพราะเห็นว่าเป็นราคาที่ต่ำเกินไป จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะปฏิเสธข้อเสนอของโจทก์และเสนอราคาตามที่จำเลยต้องการได้อยู่แล้ว ทั้งในวันดังกล่าวทนายจำเลยก็เข้าร่วมเจรจาด้วยแล้ว จำเลยจึงหาได้เป็นผู้ด้อยปัญญาหรืออยู่ในภาวะที่ถูกกดดันจากสิ่งใดให้ต้องตกลงยอมความกับโจทก์ไม่ จำเลยมีเวลาในการเตรียมคดีนับแต่วันที่จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดี จนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ ซึ่งศาลไกล่เกลี่ยจนโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันนานถึงเกือบ 6 เดือน ย่อมมากเพียงพอต่อการที่จำเลยจะขอหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินจากสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา การไม่ทราบราคาประเมินที่ดินจึงต้องถือว่าเป็นความผิดพลาดบกพร่องของฝ่ายจำเลยเอง หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ฉวยโอกาสและปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับราคาประเมินที่ดินไม่ นอกจากนี้ไม่มีบทบัญญัติใดบังคับว่า ค่าตอบแทนการใช้ภาระจำยอมต้องเป็นไปตามราคาประเมินที่ดินอีกด้วย ข้อเท็จจริงตามที่จำเลยอ้างฟังไม่ได้ว่าสัญญาประนีประนอมยอมความเกิดจากคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล จำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้น ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินของจำเลยเฉพาะส่วนด้านทิศตะวันตกของที่ดินโฉนดเลขที่ 108404 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา กว้าง 4 เมตร ยาว 36 เมตร เนื้อที่ประมาณ 36 ตารางวา ตามแผนที่ท้ายฟ้อง ตกเป็นทางภาระจำยอมและทางจำเป็นของที่ดินโฉนดเลขที่ 156604 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ของโจทก์ และให้จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และห้ามจำเลยรบกวนทางภาระจำยอมและทางจำเป็นของโจทก์และบริวารอีกต่อไป จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลว่า ข้อ 1 จำเลยตกลงจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 108404 เลขที่ดิน 1321 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ด้านทิศตะวันออกของที่ดินของจำเลยให้เป็นทางเข้าออกที่ดินโฉนดเลขที่ 156604 เลขที่ดิน 1602 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ของโจทก์ ทางหน้ากว้าง 3 เมตร ตลอดแนวจากถนนสายบ้านใหม่ - หนองเป็ดน้ำ ไปจนจดที่ดินของโจทก์ ปรากฏตามรูปแผนที่ (กรอบสีน้ำเงิน) ท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความนี้ ข้อ 2 โจทก์และจำเลยจะไปยื่นคำขอรังวัดแนวเขตทางภาระจำยอมตามข้อ 1 ต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ภายใน 15 วัน เพื่อทราบจำนวนเนื้อที่และสภาพทางและรายละเอียดในการจดภาระจำยอม เมื่อทราบจำนวนเนื้อที่ทางแล้ว ส่วนค่าธรรมเนียมในการรังวัดและจดทะเบียนภาระจำยอมโจทก์เป็นผู้ชำระแต่ฝ่ายเดียวทั้งสิ้น ทั้งนี้ โจทก์ยอมตกลงจ่ายค่าตอบแทนในการจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่จำเลยในอัตราตารางวาละ 1,250 บาท ให้แก่จำเลยภายใน 5 วัน นับแต่ทราบจำนวนเนื้อที่ดินหรือในวันจดทะเบียนภาระจำยอมต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา โดยโจทก์จำเลยจะไปจดทะเบียนภาระจำยอมภายใน 15 วัน นับแต่ช่างรังวัดทำแผนที่ทางภาระจำยอมแล้วเสร็จ และจำเลยยินยอมให้โจทก์นำดินถมเป็นทางภาระจำยอมและกระทำการอื่นใดเพื่อประโยชน์แก่การใช้ทางภาระจำยอมได้เพื่อเข้าสู่ที่ดินของโจทก์ ข้อ 3 หากโจทก์หรือจำเลยผิดนัดตามข้อ 1 และข้อ 2 ยอมให้อีกฝ่ายบังคับคดีได้ทันที และให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของฝ่ายที่ผิดนัดได้ ข้อ 4 ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความทั้งสองฝ่ายตกเป็นพับ ข้อ 5 โจทก์และจำเลยยอมตามข้อ 1 ถึงข้อ 4 และไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดต่อกันอีก ศาลชั้นต้นพิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ในคดีที่ศาลมีคำพิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาเช่นว่านี้ เว้นแต่ในเหตุต่อไปนี้ (1) เมื่อมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล..." ที่จำเลยอุทธรณ์และฎีกาว่า จำเลยแจ้งราคาที่ดินที่มารดาจำเลยขายให้แก่บุคคลภายนอกไปในราคาไร่ละ 500,000 บาท ในวันที่ศาลไกล่เกลี่ยเป็นราคาที่ซื้อขายกันเมื่อปี 2535 โจทก์ย่อมรู้ดีว่าราคาที่ดินปัจจุบันจะต้องสูงกว่าอย่างแน่นอน โจทก์กลับถือโอกาสรีบเสนอค่าตอบแทนในราคาตารางวาละ 1,250 บาท โดยอาศัยโอกาส ความด้อยปัญญาและการอยู่ในภาวะที่ถูกกดดันหากไม่ยินยอมจะทำให้การต่อสู้คดีของจำเลยประสบกับความยุ่งยากนั้น เห็นว่า ในการเจรจาต่อรองค่าตอบแทนการใช้ที่ดินภาระจำยอมระหว่างโจทก์และจำเลย เป็นธรรมดาอยู่เองที่โจทก์ย่อมต้องการจ่ายค่าตอบแทนให้แก่จำเลยในจำนวนที่ต่ำ ในขณะที่จำเลยต้องการได้ค่าตอบแทนในจำนวนที่สูง จึงเป็นเรื่องที่แต่ละฝ่ายพึงต้องเตรียมข้อมูลมาให้พร้อมเพื่อรักษาประโยชน์ของตนเอง ที่โจทก์เสนอค่าตอบแทนแก่จำเลยในราคาตารางวาละ 1,250 บาท แม้สืบเนื่องมาจากจำเลยแถลงว่ามารดาจำเลยเคยขายที่ดินไปในราคาไร่ละ 500,000 บาท ก็ตาม แต่หากจำเลยยังไม่พอใจเพราะเห็นว่าเป็นราคาที่ต่ำเกินไป จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะปฏิเสธข้อเสนอของโจทก์และเสนอราคาตามที่จำเลยต้องการได้อยู่แล้ว ทั้งในวันดังกล่าวทนายจำเลยก็เข้าร่วมเจรจาด้วยแล้ว จำเลยจึงหาได้เป็นผู้ด้อยปัญญาหรืออยู่ในภาวะที่ถูกกดดันจากสิ่งใดให้ต้องตกลงยอมความกับโจทก์ไม่ ส่วนที่จำเลยอ้างว่า จำเลยไม่ได้นำราคาประเมินของสำนักงานที่ดินซึ่งปรากฏว่าที่ดินของจำเลยมีราคาตารางวาละ 3,000 บาท มาเสนอศาลในวันไกล่เกลี่ย เนื่องจากพฤติการณ์ไม่เปิดช่องเพราะต้องใช้เวลาในการขอหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินจากสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ก็ปรากฏในสำนวนว่า จำเลยมีเวลาในการเตรียมคดีนับแต่วันที่จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2556 จนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 23 เมษายน 2557 ซึ่งศาลไกล่เกลี่ยจนโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน นานถึงเกือบ 6 เดือน ย่อมมากเพียงพอต่อการที่จำเลยจะขอหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินจากสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา การไม่ทราบราคาประเมินที่ดินจึงต้องถือว่าเป็นความผิดพลาดบกพร่องของฝ่ายจำเลยเอง หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ฉวยโอกาสและปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับราคาประเมินที่ดินไม่ นอกจากนี้ไม่มีบทบัญญัติใดบังคับว่า ค่าตอบแทนการใช้ภาระจำยอมต้องเป็นไปตามราคาประเมินที่ดินอีกด้วย ข้อเท็จจริงตามที่จำเลยอ้างฟังไม่ได้ว่าสัญญาประนีประนอมยอมความเกิดจากคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล จำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ธีระพงศ์ จิระภาค-ชัยยุทธ ศรีจำนงค์-จตุรงค์ นาสมใจ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
633743
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081968977"
    }
}
date
2558
deka_no
10679/2558
deka_running_no
10679
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "ธีระพงศ์ จิระภาค",
    "ชัยยุทธ ศรีจำนงค์",
    "จตุรงค์ นาสมใจ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 138 (2)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พันตำรวจเอกณรงค์ฤทธิ์ ด่านสุวรรณ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวเฉลา ภาคใหม่"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินของจำเลยเฉพาะส่วนด้านทิศตะวันตกของที่ดินโฉนดเลขที่ 108404 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา กว้าง 4 เมตร ยาว 36 เมตร เนื้อที่ประมาณ 36 ตารางวา ตามแผนที่ท้ายฟ้อง ตกเป็นทางภาระจำยอมและทางจำเป็นของที่ดินโฉนดเลขที่ 156604 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ของโจทก์ และให้จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และห้ามจำเลยรบกวนทางภาระจำยอมและทางจำเป็นของโจทก์และบริวารอีกต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลว่า

ข้อ 1 จำเลยตกลงจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 108404 เลขที่ดิน 1321 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ด้านทิศตะวันออกของที่ดินของจำเลยให้เป็นทางเข้าออกที่ดินโฉนดเลขที่ 156604 เลขที่ดิน 1602 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ของโจทก์ ทางหน้ากว้าง 3 เมตร ตลอดแนวจากถนนสายบ้านใหม่ - หนองเป็ดน้ำ ไปจนจดที่ดินของโจทก์ ปรากฏตามรูปแผนที่ (กรอบสีน้ำเงิน) ท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความนี้

ข้อ 2 โจทก์และจำเลยจะไปยื่นคำขอรังวัดแนวเขตทางภาระจำยอมตามข้อ 1 ต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ภายใน 15 วัน เพื่อทราบจำนวนเนื้อที่และสภาพทางและรายละเอียดในการจดภาระจำยอม เมื่อทราบจำนวนเนื้อที่ทางแล้ว ส่วนค่าธรรมเนียมในการรังวัดและจดทะเบียนภาระจำยอมโจทก์เป็นผู้ชำระแต่ฝ่ายเดียวทั้งสิ้น ทั้งนี้ โจทก์ยอมตกลงจ่ายค่าตอบแทนในการจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่จำเลยในอัตราตารางวาละ 1,250 บาท ให้แก่จำเลยภายใน 5 วัน นับแต่ทราบจำนวนเนื้อที่ดินหรือในวันจดทะเบียนภาระจำยอมต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา โดยโจทก์จำเลยจะไปจดทะเบียนภาระจำยอมภายใน 15 วัน นับแต่ช่างรังวัดทำแผนที่ทางภาระจำยอมแล้วเสร็จ และจำเลยยินยอมให้โจทก์นำดินถมเป็นทางภาระจำยอมและกระทำการอื่นใดเพื่อประโยชน์แก่การใช้ทางภาระจำยอมได้เพื่อเข้าสู่ที่ดินของโจทก์

ข้อ 3 หากโจทก์หรือจำเลยผิดนัดตามข้อ 1 และข้อ 2 ยอมให้อีกฝ่ายบังคับคดีได้ทันที และให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของฝ่ายที่ผิดนัดได้

ข้อ 4 ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความทั้งสองฝ่ายตกเป็นพับ

ข้อ 5 โจทก์และจำเลยยอมตามข้อ 1 ถึงข้อ 4 และไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดต่อกันอีก

ศาลชั้นต้นพิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ในคดีที่ศาลมีคำพิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาเช่นว่านี้ เว้นแต่ในเหตุต่อไปนี้ (1) เมื่อมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล..." ที่จำเลยอุทธรณ์และฎีกาว่า จำเลยแจ้งราคาที่ดินที่มารดาจำเลยขายให้แก่บุคคลภายนอกไปในราคาไร่ละ 500,000 บาท ในวันที่ศาลไกล่เกลี่ยเป็นราคาที่ซื้อขายกันเมื่อปี 2535 โจทก์ย่อมรู้ดีว่าราคาที่ดินปัจจุบันจะต้องสูงกว่าอย่างแน่นอน โจทก์กลับถือโอกาสรีบเสนอค่าตอบแทนในราคาตารางวาละ 1,250 บาท โดยอาศัยโอกาส ความด้อยปัญญาและการอยู่ในภาวะที่ถูกกดดันหากไม่ยินยอมจะทำให้การต่อสู้คดีของจำเลยประสบกับความยุ่งยากนั้น เห็นว่า ในการเจรจาต่อรองค่าตอบแทนการใช้ที่ดินภาระจำยอมระหว่างโจทก์และจำเลย เป็นธรรมดาอยู่เองที่โจทก์ย่อมต้องการจ่ายค่าตอบแทนให้แก่จำเลยในจำนวนที่ต่ำ ในขณะที่จำเลยต้องการได้ค่าตอบแทนในจำนวนที่สูง จึงเป็นเรื่องที่แต่ละฝ่ายพึงต้องเตรียมข้อมูลมาให้พร้อมเพื่อรักษาประโยชน์ของตนเอง ที่โจทก์เสนอค่าตอบแทนแก่จำเลยในราคาตารางวาละ 1,250 บาท แม้สืบเนื่องมาจากจำเลยแถลงว่ามารดาจำเลยเคยขายที่ดินไปในราคาไร่ละ 500,000 บาท ก็ตาม แต่หากจำเลยยังไม่พอใจเพราะเห็นว่าเป็นราคาที่ต่ำเกินไป จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะปฏิเสธข้อเสนอของโจทก์และเสนอราคาตามที่จำเลยต้องการได้อยู่แล้ว ทั้งในวันดังกล่าวทนายจำเลยก็เข้าร่วมเจรจาด้วยแล้ว จำเลยจึงหาได้เป็นผู้ด้อยปัญญาหรืออยู่ในภาวะที่ถูกกดดันจากสิ่งใดให้ต้องตกลงยอมความกับโจทก์ไม่ ส่วนที่จำเลยอ้างว่า จำเลยไม่ได้นำราคาประเมินของสำนักงานที่ดินซึ่งปรากฏว่าที่ดินของจำเลยมีราคาตารางวาละ 3,000 บาท มาเสนอศาลในวันไกล่เกลี่ย เนื่องจากพฤติการณ์ไม่เปิดช่องเพราะต้องใช้เวลาในการขอหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินจากสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ก็ปรากฏในสำนวนว่า จำเลยมีเวลาในการเตรียมคดีนับแต่วันที่จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2556 จนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 23 เมษายน 2557 ซึ่งศาลไกล่เกลี่ยจนโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน นานถึงเกือบ 6 เดือน ย่อมมากเพียงพอต่อการที่จำเลยจะขอหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินจากสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา การไม่ทราบราคาประเมินที่ดินจึงต้องถือว่าเป็นความผิดพลาดบกพร่องของฝ่ายจำเลยเอง หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ฉวยโอกาสและปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับราคาประเมินที่ดินไม่ นอกจากนี้ไม่มีบทบัญญัติใดบังคับว่า ค่าตอบแทนการใช้ภาระจำยอมต้องเป็นไปตามราคาประเมินที่ดินอีกด้วย ข้อเท็จจริงตามที่จำเลยอ้างฟังไม่ได้ว่าสัญญาประนีประนอมยอมความเกิดจากคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล จำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000262.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558