คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14811/2558 ฉบับเต็ม

#634083
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14811/2558 นางสาวสวาท ช้างชาวนา โจทก์ นายสันติ ช้างชาวนา จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1413 จำเลยปลูกสร้างบ้านหรือโรงเรือนบนที่ดินพิพาทที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมโดยได้รับความยินยอมจากโจทก์ ย่อมก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินเป็นคุณแก่จำเลยโดยไม่มีกำหนดเวลา เมื่อสิทธิเหนือพื้นดินดังกล่าวไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ สิทธิเหนือพื้นดินนั้นจึงเป็นเพียงบุคคลสิทธิระหว่างโจทก์เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลย โจทก์ชอบที่จะบอกเลิกสัญญาเสียในเวลาใดก็ได้ เพียงแต่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าแก่อีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1413 เท่านั้น การที่โจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสิทธิเหนือที่ดินให้จำเลยรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทภายใน 30 วัน นับว่าโจทก์ได้ให้เวลาแก่จำเลยพอสมควรแล้ว สิทธิเหนือพื้นดินของจำเลยย่อมระงับสิ้นไปทันทีที่สิ้นสุดกำหนดเวลานั้น เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่โจทก์แจ้งให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทแล้วจำเลยยังคงอยู่ในที่ดินพิพาทต่อมาโดยไม่มีสิทธิที่จะอ้างได้ตามกฎหมายเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยให้รื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินรื้อถอนอาคารบ้านเลขที่ 113 ออกไปจากที่ดินของโจทก์ พร้อมส่งมอบคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยสามารถใช้ประโยชน์ได้ทันทีกับให้ชำระค่าเสียหายเดือนละ 8,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะส่งมอบที่ดินคืนให้แก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนอาคารบ้านพักอาศัยเลขที่ 113 ออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 8023 และใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 17 ตุลาคม 2556) จนกว่าจะส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับนางวาสนา และนายกิจจา บิดาจำเลย เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน จำเลยเป็นหลานของโจทก์ โจทก์กับนางวาสนาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 8023 ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 1 งาน 90 ตารางวา แต่มีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียว โจทก์ทำหนังสือยินยอมให้จำเลยปลูกสร้างอาคารในที่ดินพิพาท จำเลยปลูกสร้างบ้านเลขที่ 113 หมู่ที่ 2 ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ลงบนที่ดินพิพาทเป็นเนื้อที่ประมาณ 90 ตารางวา ต่อมาโจทก์มอบหมายให้ทนายความบอกเลิกสัญญา ทนายความผู้รับมอบอำนาจโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทภายใน 30 วัน จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวโดยชอบแล้วแต่เพิกเฉย มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงข้อเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การที่โจทก์บอกกล่าวกำหนดเวลาให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทภายใน 30 วัน ไม่ใช่เป็นการบอกกล่าวล่วงหน้าตามสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1413 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า จำเลยปลูกสร้างบ้านหรือโรงเรือนบนที่ดินพิพาทที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมโดยได้รับความยินยอมจากโจทก์ ย่อมก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินเป็นคุณแก่จำเลยโดยไม่มีกำหนดเวลา เมื่อสิทธิเหนือพื้นดินดังกล่าวไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ สิทธิเหนือพื้นดินนั้นจึงเป็นเพียงบุคคลสิทธิระหว่างโจทก์เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลย โจทก์ชอบที่จะบอกเลิกสัญญาเสียในเวลาใดก็ได้ เพียงแต่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าแก่อีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1413 เท่านั้น การที่โจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสิทธิเหนือที่ดินให้จำเลยรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทภายใน 30 วัน นับว่าโจทก์ได้ให้เวลาแก่จำเลยพอสมควรแล้ว สิทธิเหนือพื้นดินของจำเลยย่อมระงับสิ้นไปทันทีที่สิ้นสุดกำหนดเวลานั้น เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่โจทก์แจ้งให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทแล้วจำเลยยังคงอยู่ในที่ดินพิพาทต่อมาโดยไม่มีสิทธิที่จะอ้างได้ตามกฎหมายเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยให้รื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (จตุรงค์ นาสมใจ-บุญมี ฐิตะศิริ-บุญชู ทัศนประพันธ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
634083
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081966600"
    }
}
date
2558
deka_no
14811/2558
deka_running_no
14811
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "จตุรงค์ นาสมใจ",
    "บุญมี ฐิตะศิริ",
    "บุญชู ทัศนประพันธ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1413"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวสวาท ช้างชาวนา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสันติ ช้างชาวนา"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินรื้อถอนอาคารบ้านเลขที่ 113 ออกไปจากที่ดินของโจทก์ พร้อมส่งมอบคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยสามารถใช้ประโยชน์ได้ทันทีกับให้ชำระค่าเสียหายเดือนละ 8,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะส่งมอบที่ดินคืนให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนอาคารบ้านพักอาศัยเลขที่ 113 ออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 8023 และใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 17 ตุลาคม 2556) จนกว่าจะส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับนางวาสนา และนายกิจจา บิดาจำเลย เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน จำเลยเป็นหลานของโจทก์ โจทก์กับนางวาสนาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 8023 ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 1 งาน 90 ตารางวา แต่มีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียว โจทก์ทำหนังสือยินยอมให้จำเลยปลูกสร้างอาคารในที่ดินพิพาท จำเลยปลูกสร้างบ้านเลขที่ 113 หมู่ที่ 2 ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ลงบนที่ดินพิพาทเป็นเนื้อที่ประมาณ 90 ตารางวา ต่อมาโจทก์มอบหมายให้ทนายความบอกเลิกสัญญา ทนายความผู้รับมอบอำนาจโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทภายใน 30 วัน จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวโดยชอบแล้วแต่เพิกเฉย

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงข้อเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การที่โจทก์บอกกล่าวกำหนดเวลาให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทภายใน 30 วัน ไม่ใช่เป็นการบอกกล่าวล่วงหน้าตามสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1413 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า จำเลยปลูกสร้างบ้านหรือโรงเรือนบนที่ดินพิพาทที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมโดยได้รับความยินยอมจากโจทก์ ย่อมก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินเป็นคุณแก่จำเลยโดยไม่มีกำหนดเวลา เมื่อสิทธิเหนือพื้นดินดังกล่าวไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ สิทธิเหนือพื้นดินนั้นจึงเป็นเพียงบุคคลสิทธิระหว่างโจทก์เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลย โจทก์ชอบที่จะบอกเลิกสัญญาเสียในเวลาใดก็ได้ เพียงแต่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าแก่อีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1413 เท่านั้น การที่โจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสิทธิเหนือที่ดินให้จำเลยรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทภายใน 30 วัน นับว่าโจทก์ได้ให้เวลาแก่จำเลยพอสมควรแล้ว สิทธิเหนือพื้นดินของจำเลยย่อมระงับสิ้นไปทันทีที่สิ้นสุดกำหนดเวลานั้น เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่โจทก์แจ้งให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทแล้วจำเลยยังคงอยู่ในที่ดินพิพาทต่อมาโดยไม่มีสิทธิที่จะอ้างได้ตามกฎหมายเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยให้รื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000241.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558