คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4108/2558 ฉบับเต็ม

#634152
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4108/2558 นางสาววิมล ธนจิรจรัสชัย โจทก์ พันตรีสีห์พนม วิชิตวรสาร จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 87 (1), มาตรา 87 (2), มาตรา 88, มาตรา 90 ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2) ใช้ในกรณีที่คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานหลักฐานได้แสดงความจำนงที่จะอ้างอิงพยานหลักฐาน แต่มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานให้ถูกต้องไว้ตามมาตรา 88 และในกรณีที่คู่ความมิได้ส่งสำเนาเอกสารล่วงหน้าตามมาตรา 90 ถ้าศาลเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นจะต้องสืบพยาน หลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี ให้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานที่มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานให้ถูกต้องและมิได้นำส่งสำเนาเอกสารล่วงหน้านั้นได้ โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ จำเลยให้การต่อสู้คดีโดยรับว่าทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์จริงแต่ชำระแล้ว แต่จำเลยนำสืบว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงิน 500,000 บาท ต่อมาโจทก์และจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินฉบับใหม่ 960,000 บาท แทนสัญญากู้ฉบับเดิม จึงเป็นการนำสืบว่ามีการแปลงหนี้ใหม่เกิดขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้ว โดยจำเลยมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ แม้จำเลยได้นำสืบในชั้นพิจารณาก็เป็นการนำสืบพยานหลักฐานนอกคำให้การซึ่งห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านี้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (1) มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยนำสืบพยานหลักฐานฝ่าฝืนบทบัญญัติตาม มาตรา 88 และ มาตรา 90 เมื่อพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมายังฟังไม่ได้ว่า จำเลยชำระหนี้เงินยืมตามฟ้องแก่โจทก์แล้ว ที่ศาลพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระหนี้เงินยืมแก่โจทก์นั้นจึงชอบแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 875,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องย้อนหลังไป 5 ปี และถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2539 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 500,000 บาท กำหนดชำระคืนภายในวันที่ 5 กันยายน 2539 โดยจำเลยนำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 5210 ตำบลสว่างแดนดิน อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร เนื้อที่ 20 ไร่ 2 งาน มอบให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันการกู้ยืมเงินด้วย จำเลยได้รับเงินกู้ยืม 500,000 บาท จากโจทก์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยชำระหนี้โจทก์แล้วหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาว่า จำเลยนำสืบนอกคำให้การ เนื่องจากจำเลยให้การว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์จริง แต่ได้ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ภาระการพิสูจน์ว่า ได้ชำระหนี้นั้นตกแก่จำเลย แต่การที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 500,000 บาท แล้วทำสัญญากู้ยืมเงินฉบับใหม่เป็นเงิน 960,000 บาท แทนฉบับเดิม 500,000 บาท เป็นการสืบพยานทำนองว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่ ปัญหานี้จำเลยมิได้ให้การเป็นประเด็นไว้และมิใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นเพียงรายละเอียดที่คู่ความนำสืบได้ในชั้นพิจารณา แม้จำเลยจะนำสืบในชั้นพิจารณาก็เป็นการนำสืบนอกคำให้การไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 นั้น จำเลยเห็นว่า มาตรา 87 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานใด เว้นแต่ (1) พยานหลักฐานนั้นเกี่ยวถึงข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในคดีจะต้องนำสืบ และ (2) คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานหลักฐานได้แสดงความจำนงที่จะอ้างอิงพยานหลักฐานนั้นดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 88 และ 90 แต่ถ้าศาลเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญ ในคดี โดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของอนุมาตรานี้ ให้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้" การที่จำเลยกู้และทำสัญญากู้แก่โจทก์เป็นเงิน 500,000 บาท และได้มีการชำระหนี้ครบถ้วนแล้วโดยการทำสัญญากู้ฉบับใหม่เป็นเงิน 960,000 บาท ซึ่งบวกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือนไว้แล้ว แทนสัญญากู้ฉบับเดิมนั้น จำเลยถือว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นสาระสำคัญแห่งคดีและเป็นข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 แล้ว ชอบที่ศาลจะรับฟังได้ ศาลฎีกาเห็นว่าบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) ใช้ในกรณีที่คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานหลักฐานได้แสดงความจำนงที่จะอ้างอิงพยานหลักฐาน แต่มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานให้ถูกต้องไว้ตามมาตรา 88 และในกรณีที่คู่ความมิได้ส่งสำเนาเอกสารล่วงหน้าตามมาตรา 90 ถ้าศาลเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี ให้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานที่มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานให้ถูกต้องและมิได้นำส่งสำเนาเอกสารล่วงหน้านั้นได้ แต่กรณีของจำเลยเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ จำเลยให้การต่อสู้คดีโดยรับว่าทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์จริงแต่ชำระแล้ว แต่จำเลยนำสืบว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงิน 500,000 บาท ต่อมาโจทก์และจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินฉบับใหม่ 960,000 บาท แทนสัญญากู้ฉบับเดิม จึงเป็นการนำสืบว่ามีการแปลงหนี้ใหม่เกิดขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้ว โดยจำเลยมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ แม้จำเลยได้นำสืบในชั้นพิจารณาก็เป็นการนำสืบพยานหลักฐานนอกคำให้การซึ่งห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (1) มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยนำสืบพยานหลักฐานฝ่าฝืนบทบัญญัติตาม มาตรา 88 และมาตรา 90 เมื่อพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมา ยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยชำระหนี้เงินยืมตามฟ้องแก่โจทก์แล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระหนี้เงินยืมแก่โจทก์นั้นจึงชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (โสฬส สุวรรณเนตร์-สุภกิจ กิตสัมบันท์-วิวัธน ทองลงยา) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
634152
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081972273"
    }
}
date
2558
deka_no
4108/2558
deka_running_no
4108
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "โสฬส สุวรรณเนตร์",
    "สุภกิจ กิตสัมบันท์",
    "วิวัธน ทองลงยา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 87 (1)",
            "ม. 87 (2)",
            "ม. 88",
            "ม. 90"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาววิมล ธนจิรจรัสชัย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "พันตรีสีห์พนม วิชิตวรสาร"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 875,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องย้อนหลังไป 5 ปี และถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2539 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 500,000 บาท กำหนดชำระคืนภายในวันที่ 5 กันยายน 2539 โดยจำเลยนำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 5210 ตำบลสว่างแดนดิน อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร เนื้อที่ 20 ไร่ 2 งาน มอบให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันการกู้ยืมเงินด้วย จำเลยได้รับเงินกู้ยืม 500,000 บาท จากโจทก์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยชำระหนี้โจทก์แล้วหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาว่า จำเลยนำสืบนอกคำให้การ เนื่องจากจำเลยให้การว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์จริง แต่ได้ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ภาระการพิสูจน์ว่า ได้ชำระหนี้นั้นตกแก่จำเลย แต่การที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 500,000 บาท แล้วทำสัญญากู้ยืมเงินฉบับใหม่เป็นเงิน 960,000 บาท แทนฉบับเดิม 500,000 บาท เป็นการสืบพยานทำนองว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่ ปัญหานี้จำเลยมิได้ให้การเป็นประเด็นไว้และมิใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นเพียงรายละเอียดที่คู่ความนำสืบได้ในชั้นพิจารณา แม้จำเลยจะนำสืบในชั้นพิจารณาก็เป็นการนำสืบนอกคำให้การไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 นั้น จำเลยเห็นว่า มาตรา 87 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานใด เว้นแต่ (1) พยานหลักฐานนั้นเกี่ยวถึงข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในคดีจะต้องนำสืบ และ (2) คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานหลักฐานได้แสดงความจำนงที่จะอ้างอิงพยานหลักฐานนั้นดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 88 และ 90 แต่ถ้าศาลเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญ ในคดี โดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของอนุมาตรานี้ ให้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้" การที่จำเลยกู้และทำสัญญากู้แก่โจทก์เป็นเงิน 500,000 บาท และได้มีการชำระหนี้ครบถ้วนแล้วโดยการทำสัญญากู้ฉบับใหม่เป็นเงิน 960,000 บาท ซึ่งบวกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือนไว้แล้ว แทนสัญญากู้ฉบับเดิมนั้น จำเลยถือว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นสาระสำคัญแห่งคดีและเป็นข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 แล้ว ชอบที่ศาลจะรับฟังได้ ศาลฎีกาเห็นว่าบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) ใช้ในกรณีที่คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานหลักฐานได้แสดงความจำนงที่จะอ้างอิงพยานหลักฐาน แต่มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานให้ถูกต้องไว้ตามมาตรา 88 และในกรณีที่คู่ความมิได้ส่งสำเนาเอกสารล่วงหน้าตามมาตรา 90 ถ้าศาลเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี ให้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานที่มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานให้ถูกต้องและมิได้นำส่งสำเนาเอกสารล่วงหน้านั้นได้ แต่กรณีของจำเลยเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ จำเลยให้การต่อสู้คดีโดยรับว่าทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์จริงแต่ชำระแล้ว แต่จำเลยนำสืบว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงิน 500,000 บาท ต่อมาโจทก์และจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินฉบับใหม่ 960,000 บาท แทนสัญญากู้ฉบับเดิม จึงเป็นการนำสืบว่ามีการแปลงหนี้ใหม่เกิดขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้ว โดยจำเลยมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ แม้จำเลยได้นำสืบในชั้นพิจารณาก็เป็นการนำสืบพยานหลักฐานนอกคำให้การซึ่งห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (1) มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยนำสืบพยานหลักฐานฝ่าฝืนบทบัญญัติตาม มาตรา 88 และมาตรา 90 เมื่อพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมา ยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยชำระหนี้เงินยืมตามฟ้องแก่โจทก์แล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระหนี้เงินยืมแก่โจทก์นั้นจึงชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000291.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558