คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6308/2558 ฉบับเต็ม

#634163
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6308/2558 นายชัยชุมพล สิริเวชชะพันธ์ กับพวก โจทก์ นายผาเมือง สิริเวชชะพันธ์ กับพวก ผู้ร้องสอด พันตรีรังสรรค์ ประดิษฐ์พงษ์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 271 แม้คำพิพากษาของศาลกำหนดให้จำเลยทั้งสี่ในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งทรัพย์สินให้แก่โจทก์ทั้งเก้าและผู้ร้องสอดทั้งสามตามอัตราส่วนแบ่งตามคำพิพากษา แต่เมื่อโจทก์ที่ 5 ในฐานะเจ้าของรวมซึ่งมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในที่ดินมรดกทุกแปลงของผู้ตายอีกคนหนึ่งมิได้ยินยอมด้วย ต้องถือว่าการแบ่งทรัพย์สินนั้นจำเลยทั้งสี่ไม่อาจกระทำได้ด้วยความยินยอมของเจ้าของรวมทุกคน ทั้งกรณีเป็นการแบ่งทรัพย์สิน มิใช่การทำนิติกรรมซึ่งโจทก์ที่ 5 จะให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสี่ในการแบ่งมรดกได้ โจทก์ที่ 5 ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงมีสิทธิขอให้ออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อบังคับยึดที่ดินมรดกออกขายทอดตลาดได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2543 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ในฐานะผู้จัดการมรดกจัดการแบ่งมรดกตามบัญชีทรัพย์ ยกเว้นที่ดินโฉนดเลขที่ 28421 แขวงบางกะปิ เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และโฉนดเลขที่ 6048 ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 คนละ 1 ใน 15 ส่วน และผู้ร้องสอดคนละ 1 ส่วน ของจำนวน 2 ใน 17 ส่วน หากจำเลยบางคนหรือหลายคนไม่จัดการหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ให้จำเลยส่วนที่เหลือเป็นผู้จัดการแบ่ง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามก็ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยถ้าไม่สามารถจัดสรรแบ่งได้ ไม่ว่ากรณีใด ๆ ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งแปดและผู้ร้องสอดทั้งสามตามอัตราส่วนดังกล่าว คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก คดีถึงที่สุด จำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ที่ 5 ขอให้ออกหมายบังคับคดีวันที่ 4 มิถุนายน 2553 และศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีวันที่ 21 มิถุนายน 2553 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินตามบัญชีทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในเขตบางกอกใหญ่และอำเภอธัญบุรีหลายแปลง กับมีหนังสือแจ้งอายัดที่ดินที่ตั้งอยู่ในอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี อีก 5 แปลง วันที่ 17 กันยายน 2553 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 7 ถึงที่ 9 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดี โจทก์ที่ 5 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง วันที่ 7 ธันวาคม 2553 โจทก์ที่ 5 ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งขยายระยะเวลาการบังคับคดีออกไปอีก 10 ปี นับแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2553 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง โจทก์ที่ 5 อุทธรณ์คำสั่ง วันที่ 22 มีนาคม 2554 ศาลชั้นต้นนัดพร้อมคดีที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 7 ถึงที่ 9 ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีที่ออกตามคำขอของโจทก์ที่ 5 ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คำสั่งออกหมายบังคับคดีเป็นไปโดยผิดหลง จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 โจทก์ที่ 5 อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ที่ 5 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 5 ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งเก้าในฐานะทายาทโดยธรรมของนายแผน ผู้ตาย ฟ้องจำเลยทั้งสี่ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายให้แบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่โจทก์ทั้งเก้า และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจัดการแบ่งมรดก ยกเว้นที่ดินโฉนดเลขที่ 28421 และเลขที่ 6048 ให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 คนละ 1 ใน 15 ส่วน และผู้ร้องสอดทั้งสามคนละ 1 ส่วน ของจำนวน 2 ใน 17 ส่วน จึงเป็นกรณีที่คำพิพากษาของศาลกำหนดให้จำเลยทั้งสี่ในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องให้แก่โจทก์ทั้งเก้าและผู้ร้องสอดทั้งสามตามอัตราส่วนแบ่งตามคำพิพากษา ซึ่งการแบ่งทรัพย์สินนั้น จำเลยทั้งสี่อาจกระทำได้โดยให้แบ่งทรัพย์สินนั้นเองระหว่างเจ้าของรวม ถ้าเจ้าของรวมไม่สามารถตกลงแบ่งกันเองได้ไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ต้องถือว่าจำเลยทั้งสี่ไม่อาจจัดสรรแบ่งทรัพย์สินได้ จำเลยทั้งสี่ก็ชอบที่จะนำออกขายทอดตลาดอันเป็นการบังคับตามคำพิพากษาในลำดับถัดไปแล้วนำเงินที่ได้จากการขายนั้นมาแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งเก้าและผู้ร้องสอดทั้งสามตามอัตราส่วนแบ่งต่อไป แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์บางคนและผู้ร้องสอดทั้งสามยินยอมให้ใส่ชื่อของตนถือกรรมสิทธิ์รวมตามอัตราส่วนแบ่งของแต่ละคนในโฉนดที่ดินมรดกก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ที่ 5 ในฐานะเจ้าของรวมซึ่งมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในที่ดินมรดกทุกแปลงของผู้ตายอีกคนหนึ่งมิได้ยินยอม ก็ต้องถือว่าการแบ่งทรัพย์สินนั้นจำเลยทั้งสี่ไม่อาจกระทำได้ด้วยความยินยอมของเจ้าของรวมทุกคน ทั้งกรณีเป็นการแบ่งทรัพย์สิน มิใช่การทำนิติกรรมในอันที่โจทก์ที่ 5 จะให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสี่ในการแบ่งมรดกได้ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย โจทก์ที่ 5 ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงมีสิทธิขอให้ออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อบังคับยึดที่ดินมรดกตามบัญชีทรัพย์เอกสารท้ายคำฟ้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นออกขายทอดตลาดได้ การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ที่ 5 นั้นชอบแล้ว คำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีนั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ที่ 5 ฟังขึ้น ฎีกาของโจทก์ที่ 5 ที่ขอให้ขยายระยะเวลาการบังคับคดีนั้น โจทก์ที่ 5 ยกขึ้นอ้างในอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวน เห็นว่า เมื่อโจทก์ที่ 5 ได้ร้องขอให้บังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดทรัพย์สินทั้งหมดตามบัญชีทรัพย์เอกสารท้ายคำฟ้อง ซึ่งโจทก์ที่ 5 มีสิทธิที่จะได้รับส่วนแบ่งตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นภายในกำหนดสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แล้ว แต่การบังคับคดียังไม่แล้วเสร็จ เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจดำเนินการบังคับคดีต่อไปจนกว่าจะเสร็จสิ้นได้ แม้จะพ้นกำหนดเวลาการบังคับคดีดังกล่าวแล้วก็ตาม จึงถือไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลาการบังคับคดีให้แก่โจทก์ที่ 5 ฎีกาของโจทก์ที่ 5 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 7 ถึงที่ 9 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (ไพโรจน์ วายุภาพ-กษิดิ์เดช จีนสลุต-สมพงษ์ เหมวิมล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
634163
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081971040"
    }
}
date
2558
deka_no
6308/2558
deka_running_no
6308
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "ไพโรจน์ วายุภาพ",
    "กษิดิ์เดช จีนสลุต",
    "สมพงษ์ เหมวิมล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 271"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายชัยชุมพล สิริเวชชะพันธ์ กับพวก"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้องสอด",
        "name": "นายผาเมือง สิริเวชชะพันธ์ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "พันตรีรังสรรค์ ประดิษฐ์พงษ์ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2543 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ในฐานะผู้จัดการมรดกจัดการแบ่งมรดกตามบัญชีทรัพย์ ยกเว้นที่ดินโฉนดเลขที่ 28421 แขวงบางกะปิ เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และโฉนดเลขที่ 6048 ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 คนละ 1 ใน 15 ส่วน และผู้ร้องสอดคนละ 1 ส่วน ของจำนวน 2 ใน 17 ส่วน หากจำเลยบางคนหรือหลายคนไม่จัดการหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ให้จำเลยส่วนที่เหลือเป็นผู้จัดการแบ่ง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามก็ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยถ้าไม่สามารถจัดสรรแบ่งได้ ไม่ว่ากรณีใด ๆ ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งแปดและผู้ร้องสอดทั้งสามตามอัตราส่วนดังกล่าว คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก คดีถึงที่สุด จำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ที่ 5 ขอให้ออกหมายบังคับคดีวันที่ 4 มิถุนายน 2553 และศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีวันที่ 21 มิถุนายน 2553 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินตามบัญชีทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในเขตบางกอกใหญ่และอำเภอธัญบุรีหลายแปลง กับมีหนังสือแจ้งอายัดที่ดินที่ตั้งอยู่ในอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี อีก 5 แปลง

วันที่ 17 กันยายน 2553 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 7 ถึงที่ 9 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดี

โจทก์ที่ 5 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

วันที่ 7 ธันวาคม 2553 โจทก์ที่ 5 ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งขยายระยะเวลาการบังคับคดีออกไปอีก 10 ปี นับแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2553

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์ที่ 5 อุทธรณ์คำสั่ง

วันที่ 22 มีนาคม 2554 ศาลชั้นต้นนัดพร้อมคดีที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 7 ถึงที่ 9 ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีที่ออกตามคำขอของโจทก์ที่ 5 ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คำสั่งออกหมายบังคับคดีเป็นไปโดยผิดหลง จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27

โจทก์ที่ 5 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 5 ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งเก้าในฐานะทายาทโดยธรรมของนายแผน ผู้ตาย ฟ้องจำเลยทั้งสี่ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายให้แบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่โจทก์ทั้งเก้า และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจัดการแบ่งมรดก ยกเว้นที่ดินโฉนดเลขที่ 28421 และเลขที่ 6048 ให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 คนละ 1 ใน 15 ส่วน และผู้ร้องสอดทั้งสามคนละ 1 ส่วน ของจำนวน 2 ใน 17 ส่วน จึงเป็นกรณีที่คำพิพากษาของศาลกำหนดให้จำเลยทั้งสี่ในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องให้แก่โจทก์ทั้งเก้าและผู้ร้องสอดทั้งสามตามอัตราส่วนแบ่งตามคำพิพากษา ซึ่งการแบ่งทรัพย์สินนั้น จำเลยทั้งสี่อาจกระทำได้โดยให้แบ่งทรัพย์สินนั้นเองระหว่างเจ้าของรวม ถ้าเจ้าของรวมไม่สามารถตกลงแบ่งกันเองได้ไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ต้องถือว่าจำเลยทั้งสี่ไม่อาจจัดสรรแบ่งทรัพย์สินได้ จำเลยทั้งสี่ก็ชอบที่จะนำออกขายทอดตลาดอันเป็นการบังคับตามคำพิพากษาในลำดับถัดไปแล้วนำเงินที่ได้จากการขายนั้นมาแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งเก้าและผู้ร้องสอดทั้งสามตามอัตราส่วนแบ่งต่อไป แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์บางคนและผู้ร้องสอดทั้งสามยินยอมให้ใส่ชื่อของตนถือกรรมสิทธิ์รวมตามอัตราส่วนแบ่งของแต่ละคนในโฉนดที่ดินมรดกก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ที่ 5 ในฐานะเจ้าของรวมซึ่งมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในที่ดินมรดกทุกแปลงของผู้ตายอีกคนหนึ่งมิได้ยินยอม ก็ต้องถือว่าการแบ่งทรัพย์สินนั้นจำเลยทั้งสี่ไม่อาจกระทำได้ด้วยความยินยอมของเจ้าของรวมทุกคน ทั้งกรณีเป็นการแบ่งทรัพย์สิน มิใช่การทำนิติกรรมในอันที่โจทก์ที่ 5 จะให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสี่ในการแบ่งมรดกได้ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย โจทก์ที่ 5 ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงมีสิทธิขอให้ออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อบังคับยึดที่ดินมรดกตามบัญชีทรัพย์เอกสารท้ายคำฟ้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นออกขายทอดตลาดได้ การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ที่ 5 นั้นชอบแล้ว คำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีนั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ที่ 5 ฟังขึ้น

ฎีกาของโจทก์ที่ 5 ที่ขอให้ขยายระยะเวลาการบังคับคดีนั้น โจทก์ที่ 5 ยกขึ้นอ้างในอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวน เห็นว่า เมื่อโจทก์ที่ 5 ได้ร้องขอให้บังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดทรัพย์สินทั้งหมดตามบัญชีทรัพย์เอกสารท้ายคำฟ้อง ซึ่งโจทก์ที่ 5 มีสิทธิที่จะได้รับส่วนแบ่งตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นภายในกำหนดสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แล้ว แต่การบังคับคดียังไม่แล้วเสร็จ เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจดำเนินการบังคับคดีต่อไปจนกว่าจะเสร็จสิ้นได้ แม้จะพ้นกำหนดเวลาการบังคับคดีดังกล่าวแล้วก็ตาม จึงถือไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลาการบังคับคดีให้แก่โจทก์ที่ 5 ฎีกาของโจทก์ที่ 5 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 7 ถึงที่ 9 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000280.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558