ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13146/2558
นางสาวลัดดา คลองรั้ว
โจทก์
นายจตุพงศ์ กริชกำจร
จำเลย
ป.วิ.พ. มาตรา 23
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 26, มาตรา 31
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 26 บัญญัติเรื่องการขยายระยะเวลาไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำ ป.วิ.พ. มาตรา 23 มาอนุโลมใช้ตามมาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ได้ ซึ่งมาตรา 26 บัญญัติว่า ระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่ศาลแรงงานได้กำหนด ศาลแรงงานมีอำนาจย่นหรือขยายได้ตามความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม หาได้กำหนดหลักเกณฑ์ว่าคู่ความต้องยื่นคำร้องต่อศาลแรงงานก่อนสิ้นระยะเวลาตามที่กำหนดไว้และจะต้องมีพฤติการณ์พิเศษหรือจะต้องมีเหตุสุดวิสัยอันไม่อาจก้าวล่วงได้เช่นที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 23 ไม่
จำเลยอ้างว่าเสมียนทนายจำเลยบกพร่อง ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ต่อศาลแรงงานภาค 8 ซึ่งเหตุดังกล่าวทนายจำเลยสามารถตรวจสอบและแก้ไขด้วยการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดได้แต่หาทำไม่ แสดงให้เห็นว่าทนายจำเลยไม่เอาใจใส่ในคดี ถือเป็นความบกพร่องของทนายจำเลยเองกรณีจึงไม่มีความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะต้องขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 26
___________________________
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 93,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่าจำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์แต่โจทก์ขาดงานโดยไม่มาทำงานให้แก่จำเลย ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยเป็นฝ่ายเลิกจ้างโจทก์ หาใช่โจทก์ขาดงานไปเอง และเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2556 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 93,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 3 ตุลาคม 2555) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2556 อ้างเหตุว่าจำเลยมีความประสงค์ที่จะยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์วันที่ 4 กรกฎาคม 2556 แต่ก่อนสิ้นสุดระยะเวลายื่นอุทธรณ์จำเลยมอบฉันทะให้เสมียนทนายไปยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ที่ศาลแรงงานภาค 8 แล้ว ซึ่งจำเลยสอบถามเสมียนทนายแล้วทราบว่าได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ต่อศาลแล้ว แต่เมื่อจำเลยติดตามคำสั่งด้วยตนเองเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2556 จำเลยจึงทราบว่าไม่มีคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ในสำนวนดคีและไม่สามารถติดต่อกับเสมียนทนายได้ ด้วยความจำเป็นและพฤติการณ์ความไม่รับผิดชอบของเสมียนทนายอันเป็นเหตุสุดวิสัย ขอให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 1 เดือน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 4 สิงหาคม 2556
ศาลแรงงานภาค 8 พิจารณาแล้วปรากฏข้อเท็จจริงตามรายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2556 ว่าเจ้าหน้าที่ศาลได้รับโทรศัพท์จากจำเลยสอบถามเกี่ยวกับการพิมพ์คำพิพากษาหลังวันอ่านคำพิพากษาประมาณ 3 ถึง 4 วัน และในวันที่ 10 กรกฎาคม 2556 ทนายจำเลยได้สอบถามเรื่องคำพิพากษาขณะศาลไปนั่งพิจารณาคดีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกระบี่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ศาลได้แจ้งให้ทนายจำเลยทราบว่าคำพิพากษายังไม่แล้วเสร็จ ให้ยื่นขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เข้ามาก่อน และได้ตรวจสำนวนแล้วไม่ปรากฏว่ามีการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แต่อย่างใด และมีคำสั่งว่า พฤติการณ์ตามคำร้องมิใช่พฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลาให้ได้ เพราะจำเลยสามารถยื่นคำร้องเข้ามาเพื่อให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ก่อนสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์ได้ แต่หาได้กระทำไม่ ข้ออ้างของจำเลยที่อ้างว่าเสมียนทนายจำเลยไม่ยื่นคำร้องก็เป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอยและหากเป็นเช่นนั้นก็เป็นความบกพร่องของจำเลยเองที่ปล่อยปละละเลยไม่ติดตามเรื่อง ครบกำหนดอุทธรณ์วันที่ 4 กรกฎาคม 2556 จำเลยยื่นอุทธรณ์ (ที่ถูกเป็นคำร้อง) วันนี้ (19 กรกฎาคม 2556) โดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุสุดวิสัย ให้ยกคำร้อง
จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า มีเหตุสมควรขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า การที่เสมียนทนายจำเลยไม่ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ต่อศาลแรงงานภาค 8 ตามที่ได้รับมอบหมาย โดยจำเลยไม่สามารถล่วงรู้พฤติกรรมอันไม่รับผิดชอบของเสมียนทนายจำเลยได้ เป็นความบกพร่องของบุคคลภายนอกมิใช่จากตัวจำเลยจึงเป็นเหตุสุดวิสัย ประกอบกับช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ในระหว่างจัดเรียงคำพิพากษาทำให้ไม่อาจคัดถ่ายคำพิพากษาและเอกสารอื่น ๆ เพื่อใช้ประกอบในการเรียงคำฟ้องอุทธรณ์เพื่อยื่นต่อศาลได้นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 26 บัญญัติเรื่องการขยายระยะเวลาไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 มาอนุโลมใช้ตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ได้ ซึ่งมาตรา 26 บัญญัติว่า ระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่ศาลแรงงานได้กำหนด ศาลแรงงานมีอำนาจย่นหรือขยายได้ตามความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม หาได้กำหนดหลักเกณฑ์ว่าคู่ความต้องยื่นคำร้องต่อศาลแรงงานก่อนสิ้นระยะเวลาตามที่กำหนดไว้และจะต้องมีพฤติการณ์พิเศษหรือจะต้องมีเหตุสุดวิสัยอันไม่อาจก้าวล่วงได้เช่นที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ไม่ ที่ศาลแรงงานภาค 8 มีคำสั่งว่าพฤติการณ์ตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์มิใช่พฤติการณ์พิเศษ จำเลยไม่ได้ยื่นก่อนสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์และไม่ปรากฏเหตุสุดวิสัยจึงไม่ถูกต้อง แต่เพื่อความสะดวกรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยฉบับลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2556 เสียเองโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานภาค 8 มีคำสั่งใหม่ เมื่อพิจารณาเหตุในการขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว ที่จำเลยอ้างว่าเสมียนทนายจำเลยบกพร่อง ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ต่อศาลแรงงานภาค 8 ซึ่งเหตุดังกล่าวทนายจำเลยสามารถตรวจสอบและแก้ไขด้วยการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดได้แต่หาทำไม่ แสดงให้เห็นว่าทนายจำเลยไม่เอาใจใส่ในคดี ถือเป็นความบกพร่องของทนายจำเลยเอง กรณีจึงไม่มีความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะต้องขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 26 ที่ศาลแรงงานภาค 8 มีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
(ธีระ เบญจรัศมีโรจน์-นิยุต สุภัทรพาหิรผล-ภาติยะ ดวงมณี)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา