คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13287/2558 ฉบับเต็ม

#634209
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13287/2558 นายพงษ์เทพ เลิศดำรงลักษณ์ กับพวก โจทก์ นางสาวขวัญใจ ฤกษ์พาเงิน ผู้ร้อง บริษัท พี. เอส. กิจรุ่งเรือง จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1393 ป.วิ.พ. มาตรา 55, มาตรา 142 (5), มาตรา 246, มาตรา 247 ป.พ.พ. มาตรา 1393 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้ามิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในนิติกรรมอันก่อให้เกิดภาระจำยอมไซร้ ท่านว่าภาระจำยอมย่อมติดไปกับสามยทรัพย์ซึ่งได้จำหน่ายหรือตกไปในบังคับแห่งสิทธิอื่น ซึ่งหมายความว่า ภาระจำยอมย่อมตกติดไปกับสามยทรัพย์เสมอ ไม่ว่าจะโอนสามยทรัพย์ให้ผู้ใด เว้นแต่กรณีภาระจำยอมได้มาโดยนิติกรรมและนิติกรรมที่ก่อตั้งภาระจำยอมได้จำกัดไว้ว่าให้ภาระจำยอมระงับไปเมื่อมีการโอนสามยทรัพย์ไปยังบุคคลอื่น ก็ต้องเป็นไปตามข้อตกลงนั้น ผู้ร้องได้รับโอนที่ดินสามยทรัพย์โฉนดเลขที่ 22177 และ 20634 มาจากโจทก์ที่ 1 โดยมิใช่เป็นนิติกรรมอำพราง ภาระจำยอมที่มีอยู่ในที่ดินพิพาทของจำเลยย่อมติดไปกับที่ดินสามยทรัพย์ที่โอนด้วย ผู้ร้องจึงมีสิทธิใช้ประโยชน์ในทางภาระจำยอมได้ ในกรณีเช่นนี้กฎหมายไม่เปิดช่องให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับโอนสามยทรัพย์ สามารถยื่นคำร้องขอต่อศาลให้รับรองสิทธิในภาระจำยอมได้ เพราะการเสนอคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 นั้น ต้องมีกฎหมายสนับสนุนด้วย ปัญหาเรื่องอำนาจในการเสนอคำร้องขอเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ที่ดินเฉพาะส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 14407 และ 40690 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ตามแนวเส้นสีชมพูในแผนที่วิวาท และที่ดินทั้งแปลงของที่ดินโฉนดเลขที่ 26037 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ตกเป็นภาระจำยอมโดยอายุความ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 22177 และ 26034 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 1 ให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 26037 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ทั้งแปลง ตกเป็นภาระจำยอมโดยอายุความ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 26036 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 3 ให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 26037 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ทั้งแปลง ตกเป็นภาระจำยอมโดยอายุความ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 11406 (ที่ถูก โฉนดเลขที่ 14406) แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 4 และให้จำเลยไปจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทดังกล่าวตกเป็นภาระจำยอมในที่ดินของโจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ห้ามจำเลยขัดขวางการที่โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ใช้ทางภาระจำยอมดังกล่าว ให้จำเลยรื้อถอนแนวกำแพงคอนกรีตที่สร้างปิดกั้นที่ดินโฉนดเลขที่ 22117 (ที่ถูก โฉนดเลขที่ 22177) และ 26034 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 26036 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 3 และที่ดินโฉนดเลขที่ 11406 (ที่ถูก โฉนดเลขที่ 14406) แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 4 ตามที่ปรากฏในแผนที่วิวาท คดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2549 ผู้ร้องได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 22177 และ 26034 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ที่ 1 ขอให้มีคำสั่งให้ที่ดินเฉพาะส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 14407 และ 40690 ตามแนวเส้นสีชมพูในแผนที่วิวาท และที่ดินทั้งแปลงของที่ดินโฉนดเลขที่ 26037 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของจำเลยตกเป็นภาระจำยอมของผู้ร้องแทนโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไม่คัดค้าน จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ระหว่างไต่สวนผู้ร้องแถลงว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 22177 และ 26034 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร เป็นของโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2549 ผู้ร้องได้ซื้อที่ดินดังกล่าวจากโจทก์ที่ 1 แล้วนำไปจำนองแก่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ในวันเดียวกัน เดิมโจทก์ที่ 1 ประกอบกิจการค้าขายแก๊สในนามห้างหุ้นส่วนจำกัด เซ็นต์หลุยส์แก๊สและการเกษตร บนที่ดินดังกล่าวร่วมกับนายสมชาติ ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นบิดาของผู้ร้อง ส่วนโจทก์ที่ 1 เป็นลุงของผู้ร้อง หลังจากโจทก์ที่ 1 ขายที่ดินดังกล่าวให้ผู้ร้องแล้ว ยังโอนกิจการค้าขายแก๊สส่วนที่เป็นของโจทก์ที่ 1 ให้ผู้ร้องด้วย ปัจจุบันผู้ร้องกับนายสมชาติประกอบกิจการค้าขายแก๊สดังกล่าวร่วมกันในลักษณะกงสี โดยนายสมชาติเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อมีภาระจำยอมเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์แก่สามยทรัพย์แล้ว ไม่ว่าสามยทรัพย์นั้นจะโอนไปเป็นของผู้ใด ภาระจำยอมย่อมตกติดไปเพื่อประโยชน์แก่สามยทรัพย์อยู่เสมอ โดยไม่คำนึงถึงตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของ เพราะภาระจำยอมเป็นทรัพยสิทธิที่ผูกพันอสังหาริมทรัพย์เพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์ มิใช่เพื่อประโยชน์แก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ และภาระจำยอมจะระงับสิ้นไปเมื่อภารยทรัพย์หรือสามยทรัพย์สลายไปทั้งหมด หรือมิได้ใช้ภาระจำยอมสิบปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1397 และ 1399 ฉะนั้นตราบใดที่ภาระจำยอมยังมิได้ระงับสิ้นไป ภาระจำยอมก็ต้องคงอยู่เพื่อประโยชน์แก่สามยทรัพย์นั้นตลอดไป โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้ใดจะเป็นเจ้าของสามยทรัพย์ ดังนั้น เมื่อที่ดินภารยทรัพย์ของจำเลยตกเป็นภาระจำยอมสำหรับที่ดินสามยทรัพย์ของโจทก์ที่ 1 และต่อมาผู้ร้องได้รับโอนที่ดินสามยทรัพย์จากโจทก์ที่ 1 ภาระจำยอมดังกล่าวจึงตกติดไปกับสามยทรัพย์ด้วย ผู้ร้องจึงใช้สิทธิภาระจำยอมเหนือที่ดินภารยทรัพย์ของจำเลยในฐานะที่เป็นเจ้าของสามยทรัพย์ได้ โดยจำเลยไม่มีอำนาจมาขัดขวางหรือหวงห้ามแต่ประการใด กรณีไม่มีเหตุที่จะอนุญาตตามคำร้อง จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าเดิมโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 22177 และ 20634 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2546 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 14407 และ 40690 กับที่ดินทั้งแปลงของที่ดินโฉนดเลขที่ 26037 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของจำเลยตกเป็นภาระจำยอมโดยอายุความสำหรับที่ดินของโจทก์ที่ 1โฉนดเลขที่ 22177 และ 20634 วันที่ 1 สิงหาคม 2550 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืน ต่อมาวันที่ 26 พฤศจิกายน 2550 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ก่อนศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษาวันที่ 12 เมษายน 2549 ผู้ร้องซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 22177 และ 20634 ดังกล่าวจากโจทก์ที่ 1 ตามสำเนาหนังสือสัญญาขาย และสำเนาใบแทนโฉนดที่ดินเอกสารท้ายคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 14407 และ 40690 กับที่ดินทั้งแปลงของที่ดินโฉนดเลขที่ 26037 ของจำเลยตกเป็นภาระจำยอมสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 22177 และ 20634 ของผู้ร้องแทนโจทก์ที่ 1 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องหรือไม่เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1393 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้ามิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในนิติกรรมอันก่อให้เกิดภาระจำยอมไซร้ ท่านว่าภาระจำยอมย่อมติดไปกับสามยทรัพย์ซึ่งได้จำหน่ายหรือตกไปในบังคับแห่งสิทธิอื่น ซึ่งหมายความว่า ภาระจำยอมย่อมตกติดไปกับสามยทรัพย์เสมอ ไม่ว่าจะโอนสามยทรัพย์ให้ผู้ใด เว้นแต่กรณีภาระจำยอมได้มาโดยนิติกรรมและนิติกรรมที่ก่อตั้งภาระจำยอมได้จำกัดไว้ว่าให้ภาระจำยอมระงับไปเมื่อมีการโอนสามยทรัพย์ไปยังบุคคลอื่น ก็ต้องเป็นไปตามข้อตกลงนั้น ดังนั้น หากจะฟังตามคำร้องว่าผู้ร้องได้รับโอนที่ดินสามยทรัพย์โฉนดเลขที่ 22177 และ 20634 มาจากโจทก์ที่ 1 โดยมิใช่เป็นนิติกรรมอำพราง ภาระจำยอมที่มีอยู่ในที่ดินพิพาทของจำเลยก็ติดไปกับที่ดินสามยทรัพย์ที่โอนด้วย ผู้ร้องจึงมีสิทธิใช้ประโยชน์ในทางภาระจำยอมได้ ในกรณีเช่นนี้กฎหมายไม่เปิดช่องให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับโอนสามยทรัพย์ สามารถยื่นคำร้องต่อศาลขอให้รับรองสิทธิในภาระจำยอมได้ เพราะการเสนอคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 นั้น ต้องมีกฎหมายสนับสนุนด้วย ที่จำเลยฎีกาว่า คดีมีประเด็นตามคำร้องและคำคัดค้านเพียงว่า นิติกรรมการซื้อขายที่ดินสามยทรัพย์ระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวหรือไม่ แต่ศาลล่างทั้งสองไม่วินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ เห็นว่า ปัญหาเรื่องอำนาจในการเสนอคำร้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 เมื่อยกคำร้องของผู้ร้องตามมาตราดังกล่าวแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อที่จำเลยต่อสู้อีก เพราะไม่เป็นสาระแก่คดีและไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (วิวรรต นิ่มละมัย-สมยศ เข็มทอง-สุรทิน สาเรือง) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
634209
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081967634"
    }
}
date
2558
deka_no
13287/2558
deka_running_no
13287
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "วิวรรต นิ่มละมัย",
    "สมยศ เข็มทอง",
    "สุรทิน สาเรือง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1393"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55",
            "ม. 142 (5)",
            "ม. 246",
            "ม. 247"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายพงษ์เทพ เลิศดำรงลักษณ์ กับพวก"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นางสาวขวัญใจ ฤกษ์พาเงิน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท พี. เอส. กิจรุ่งเรือง จำกัด"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ที่ดินเฉพาะส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 14407 และ 40690 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ตามแนวเส้นสีชมพูในแผนที่วิวาท และที่ดินทั้งแปลงของที่ดินโฉนดเลขที่ 26037 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ตกเป็นภาระจำยอมโดยอายุความ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 22177 และ 26034 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 1 ให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 26037 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ทั้งแปลง ตกเป็นภาระจำยอมโดยอายุความ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 26036 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 3 ให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 26037 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ทั้งแปลง ตกเป็นภาระจำยอมโดยอายุความ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 11406 (ที่ถูก โฉนดเลขที่ 14406) แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 4 และให้จำเลยไปจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทดังกล่าวตกเป็นภาระจำยอมในที่ดินของโจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ห้ามจำเลยขัดขวางการที่โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ใช้ทางภาระจำยอมดังกล่าว ให้จำเลยรื้อถอนแนวกำแพงคอนกรีตที่สร้างปิดกั้นที่ดินโฉนดเลขที่ 22117 (ที่ถูก โฉนดเลขที่ 22177) และ 26034 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 26036 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 3 และที่ดินโฉนดเลขที่ 11406 (ที่ถูก โฉนดเลขที่ 14406) แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 4 ตามที่ปรากฏในแผนที่วิวาท คดีถึงที่สุดแล้ว

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2549 ผู้ร้องได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 22177 และ 26034 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ที่ 1 ขอให้มีคำสั่งให้ที่ดินเฉพาะส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 14407 และ 40690 ตามแนวเส้นสีชมพูในแผนที่วิวาท และที่ดินทั้งแปลงของที่ดินโฉนดเลขที่ 26037 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของจำเลยตกเป็นภาระจำยอมของผู้ร้องแทนโจทก์ที่ 1

โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไม่คัดค้าน

จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างไต่สวนผู้ร้องแถลงว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 22177 และ 26034 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร เป็นของโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2549 ผู้ร้องได้ซื้อที่ดินดังกล่าวจากโจทก์ที่ 1 แล้วนำไปจำนองแก่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ในวันเดียวกัน เดิมโจทก์ที่ 1 ประกอบกิจการค้าขายแก๊สในนามห้างหุ้นส่วนจำกัด เซ็นต์หลุยส์แก๊สและการเกษตร บนที่ดินดังกล่าวร่วมกับนายสมชาติ ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นบิดาของผู้ร้อง ส่วนโจทก์ที่ 1 เป็นลุงของผู้ร้อง หลังจากโจทก์ที่ 1 ขายที่ดินดังกล่าวให้ผู้ร้องแล้ว ยังโอนกิจการค้าขายแก๊สส่วนที่เป็นของโจทก์ที่ 1 ให้ผู้ร้องด้วย ปัจจุบันผู้ร้องกับนายสมชาติประกอบกิจการค้าขายแก๊สดังกล่าวร่วมกันในลักษณะกงสี โดยนายสมชาติเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อมีภาระจำยอมเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์แก่สามยทรัพย์แล้ว ไม่ว่าสามยทรัพย์นั้นจะโอนไปเป็นของผู้ใด ภาระจำยอมย่อมตกติดไปเพื่อประโยชน์แก่สามยทรัพย์อยู่เสมอ โดยไม่คำนึงถึงตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของ เพราะภาระจำยอมเป็นทรัพยสิทธิที่ผูกพันอสังหาริมทรัพย์เพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์ มิใช่เพื่อประโยชน์แก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ และภาระจำยอมจะระงับสิ้นไปเมื่อภารยทรัพย์หรือสามยทรัพย์สลายไปทั้งหมด หรือมิได้ใช้ภาระจำยอมสิบปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1397 และ 1399 ฉะนั้นตราบใดที่ภาระจำยอมยังมิได้ระงับสิ้นไป ภาระจำยอมก็ต้องคงอยู่เพื่อประโยชน์แก่สามยทรัพย์นั้นตลอดไป โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้ใดจะเป็นเจ้าของสามยทรัพย์ ดังนั้น เมื่อที่ดินภารยทรัพย์ของจำเลยตกเป็นภาระจำยอมสำหรับที่ดินสามยทรัพย์ของโจทก์ที่ 1 และต่อมาผู้ร้องได้รับโอนที่ดินสามยทรัพย์จากโจทก์ที่ 1 ภาระจำยอมดังกล่าวจึงตกติดไปกับสามยทรัพย์ด้วย ผู้ร้องจึงใช้สิทธิภาระจำยอมเหนือที่ดินภารยทรัพย์ของจำเลยในฐานะที่เป็นเจ้าของสามยทรัพย์ได้ โดยจำเลยไม่มีอำนาจมาขัดขวางหรือหวงห้ามแต่ประการใด กรณีไม่มีเหตุที่จะอนุญาตตามคำร้อง จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าเดิมโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 22177 และ 20634 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2546 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 14407 และ 40690 กับที่ดินทั้งแปลงของที่ดินโฉนดเลขที่ 26037 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ของจำเลยตกเป็นภาระจำยอมโดยอายุความสำหรับที่ดินของโจทก์ที่ 1โฉนดเลขที่ 22177 และ 20634 วันที่ 1 สิงหาคม 2550 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืน ต่อมาวันที่ 26 พฤศจิกายน 2550 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ก่อนศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษาวันที่ 12 เมษายน 2549 ผู้ร้องซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 22177 และ 20634 ดังกล่าวจากโจทก์ที่ 1 ตามสำเนาหนังสือสัญญาขาย และสำเนาใบแทนโฉนดที่ดินเอกสารท้ายคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 14407 และ 40690 กับที่ดินทั้งแปลงของที่ดินโฉนดเลขที่ 26037 ของจำเลยตกเป็นภาระจำยอมสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 22177 และ 20634 ของผู้ร้องแทนโจทก์ที่ 1 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องหรือไม่เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1393 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้ามิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในนิติกรรมอันก่อให้เกิดภาระจำยอมไซร้ ท่านว่าภาระจำยอมย่อมติดไปกับสามยทรัพย์ซึ่งได้จำหน่ายหรือตกไปในบังคับแห่งสิทธิอื่น ซึ่งหมายความว่า ภาระจำยอมย่อมตกติดไปกับสามยทรัพย์เสมอ ไม่ว่าจะโอนสามยทรัพย์ให้ผู้ใด เว้นแต่กรณีภาระจำยอมได้มาโดยนิติกรรมและนิติกรรมที่ก่อตั้งภาระจำยอมได้จำกัดไว้ว่าให้ภาระจำยอมระงับไปเมื่อมีการโอนสามยทรัพย์ไปยังบุคคลอื่น ก็ต้องเป็นไปตามข้อตกลงนั้น ดังนั้น หากจะฟังตามคำร้องว่าผู้ร้องได้รับโอนที่ดินสามยทรัพย์โฉนดเลขที่ 22177 และ 20634 มาจากโจทก์ที่ 1 โดยมิใช่เป็นนิติกรรมอำพราง ภาระจำยอมที่มีอยู่ในที่ดินพิพาทของจำเลยก็ติดไปกับที่ดินสามยทรัพย์ที่โอนด้วย ผู้ร้องจึงมีสิทธิใช้ประโยชน์ในทางภาระจำยอมได้ ในกรณีเช่นนี้กฎหมายไม่เปิดช่องให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับโอนสามยทรัพย์ สามารถยื่นคำร้องต่อศาลขอให้รับรองสิทธิในภาระจำยอมได้ เพราะการเสนอคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 นั้น ต้องมีกฎหมายสนับสนุนด้วย ที่จำเลยฎีกาว่า คดีมีประเด็นตามคำร้องและคำคัดค้านเพียงว่า นิติกรรมการซื้อขายที่ดินสามยทรัพย์ระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวหรือไม่ แต่ศาลล่างทั้งสองไม่วินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ เห็นว่า ปัญหาเรื่องอำนาจในการเสนอคำร้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 เมื่อยกคำร้องของผู้ร้องตามมาตราดังกล่าวแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อที่จำเลยต่อสู้อีก เพราะไม่เป็นสาระแก่คดีและไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000250.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558