คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13652/2558 ฉบับเต็ม

#634247
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13652/2558 นางบุญสนอง ประทีปแก้ว โดยนางสาวอิศราภรณ์ ประทีปแก้ว ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน โจทก์ นางณัฐณิชา เอี่ยมสอาด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 34 ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), มาตรา 246, มาตรา 247 การที่ศาลมีคำสั่งให้ บ. เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความพิทักษ์ของ อ. มีผลเพียง บ. ไม่สามารถที่จะกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดได้ด้วยตนเอง เพราะต้องได้รับความยินยอมของ อ. ผู้พิทักษ์ก่อน ตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 34 บัญญัติไว้เท่านั้น แต่มิได้มีผลทำให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้ที่มีอำนาจกระทำการต่าง ๆ แทนคนเสมือนไร้ความสามารถ ดังเช่นในกรณีของคนไร้ความสามารถที่ต้องให้ผู้อนุบาลกระทำการแทน ซึ่งการเสนอคดีต่อศาลหรือดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ถือเป็นการอย่างหนึ่งอย่างใดที่คนเสมือนไร้ความสามารถต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 34 (10) หากเป็นในกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดที่กล่าวมาได้ด้วยตนเอง เพราะเหตุมีกายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ศาลจะสั่งให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการนั้นแทนคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ให้นำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับผู้อนุบาลมาใช้บังคับแก่ผู้พิทักษ์โดยอนุโลม และคำสั่งของศาลดังกล่าวให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาตาม ป.พ.พ. มาตรา 34 วรรคสามและวรรคสี่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ โดยมี อ. เป็นผู้พิทักษ์ตามกฎหมาย แต่ อ. เป็นผู้ลงชื่อแต่งทนายความ และทนายความลงชื่อในคำฟ้องในฐานะโจทก์และผู้เรียงพิมพ์ ทั้งโจทก์ก็ไม่ได้มาเบิกความต่อศาลโดย อ. เป็นผู้มาเบิกความแทน จึงเท่ากับผู้พิทักษ์เป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนคนเสมือนไร้ความสามารถโดยไม่ได้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทน คำฟ้องของโจทก์จึงมิใช่เป็นเรื่องที่คนเสมือนไร้ความสามารถฟ้องคดีโดยได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ หรือศาลมีคำสั่งให้ผู้พิทักษ์ฟ้องคดีแทนในกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถเสนอคดีต่อศาลได้ด้วยตนเอง ตามเงื่อนไขของ ป.พ.พ. มาตรา 34 ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์และบกพร่องในเรื่องความสามารถของผู้ที่จะมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ เมื่อโจทก์มิได้แก้ไขเพื่อให้คำฟ้องสมบูรณ์เสียแต่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นจนคดีล่วงเลยมาสู่ศาลฎีกาเช่นนี้แล้ว จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นจึงไม่ชอบ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนข้อกำหนดในพินัยกรรมของนายปรีดา ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2553 ฉบับที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 และพินัยกรรมลงวันที่ 18 มิถุนายน 2553 บังคับให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับโฉนดเลขที่ 169655 เลขที่ดิน 277 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยส่งมอบอาวุธปืนขนาด .44 และขนาด 11 มม. พร้อมทะเบียนอาวุธปืนเพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินที่ได้แบ่งกันระหว่างโจทก์และจำเลยคนละกึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ส่งมอบให้จำเลยชำระเงินในส่วนของโจทก์ 50,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนข้อกำหนดในพินัยกรรมของนายปรีดา ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2553 ฉบับที่ 1 และฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2553 และพินัยกรรมลงวันที่ 10 มิถุนายน 2553 ฉบับที่ 2 และที่ 3 ให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 169655 เลขที่ดิน 277 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ให้โจทก์ และให้โจทก์แบ่งอาวุธปืนให้จำเลยครึ่งหนึ่ง วิธีการแบ่งให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 กับให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนข้อกำหนดพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 10 มิถุนายน 2553 ฉบับที่ 1 ที่ยกบ้านสองชั้นหนึ่งห้องบนที่ดินโฉนดเลขที่ 666 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เฉพาะส่วนของโจทก์ให้แบ่งกันคนละครึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางสาวอิศราภรณ์บุตรของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ศาลมีคำสั่งให้นางบุญสนองเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความพิทักษ์ของนางสาวอิศราภรณ์นั้น มีผลเพียงนางบุญสนองไม่สามารถที่จะกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดได้ด้วยตนเอง เพราะต้องได้รับความยินยอมของนางสาวอิศราภรณ์ผู้พิทักษ์ก่อน ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34 บัญญัติไว้เท่านั้น แต่มิได้มีผลทำให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้ที่มีอำนาจกระทำการต่าง ๆ แทนคนเสมือนไร้ความสามารถ เนื่องจากผู้พิทักษ์มิใช่เป็นผู้แทนของคนเสมือนไร้ความสามารถ ดังเช่นในกรณีของคนไร้ความสามารถที่ต้องให้ผู้อนุบาลกระทำการแทน ซึ่งการเสนอคดีต่อศาลหรือดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ถือเป็นการอย่างหนึ่งอย่างใดที่คนเสมือนไร้ความสามารถต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34 (10) หากเป็นในกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดที่กล่าวมาได้ด้วยตนเอง เพราะเหตุมีกายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ศาลจะสั่งให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการนั้นแทนคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ให้นำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับผู้อนุบาลมาใช้บังคับแก่ผู้พิทักษ์โดยอนุโลม และคำสั่งของศาลดังกล่าวให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34 วรรคสามและวรรคสี่ ดังนี้ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ โดยมีนางสาวอิศราภรณ์เป็นผู้พิทักษ์ตามกฎหมาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามสำนวนปรากฏว่า นางสาวอิศราภรณ์ผู้พิทักษ์เป็นผู้ลงชื่อแต่งทนายความ และทนายความลงชื่อในคำฟ้องในฐานะโจทก์และผู้เรียงพิมพ์ ทั้งโจทก์ก็ไม่ได้มาเบิกความต่อศาลโดยนางสาวอิศราภรณ์ผู้พิทักษ์เป็นผู้มาเบิกความแทน จึงเท่ากับเป็นการที่ผู้พิทักษ์เป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนคนเสมือนไร้ความสามารถโดยไม่ได้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทน คำฟ้องของโจทก์จึงมิใช่เป็นเรื่องที่คนเสมือนไร้ความสามารถฟ้องคดีโดยได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ หรือศาลมีคำสั่งให้ผู้พิทักษ์ฟ้องคดีแทนในกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถเสนอคดีต่อศาลได้ด้วยตนเอง เพราะเหตุมีกายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบโดยประกาศคำสั่งในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ตามเงื่อนไขของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34 ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์และบกพร่องในเรื่องความสามารถของผู้ที่จะมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ เมื่อโจทก์มิได้แก้ไขเพื่อให้คำฟ้องสมบูรณ์เสียแต่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นจนคดีล่วงเลยมาสู่ศาลฎีกาเช่นนี้แล้ว จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นจึงไม่ชอบ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นตามที่โจทก์และจำเลยฎีกาอีกต่อไป พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (ธราธร ศิลปโอสถ-สุรพันธุ์ ละอองมณี-ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
634247
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081967406"
    }
}
date
2558
deka_no
13652/2558
deka_running_no
13652
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "ธราธร ศิลปโอสถ",
    "สุรพันธุ์ ละอองมณี",
    "ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 34"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142 (5)",
            "ม. 246",
            "ม. 247"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "นางบุญสนอง ประทีปแก้ว โดยนางสาวอิศราภรณ์"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ประทีปแก้ว ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางณัฐณิชา เอี่ยมสอาด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนข้อกำหนดในพินัยกรรมของนายปรีดา ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2553 ฉบับที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 และพินัยกรรมลงวันที่ 18 มิถุนายน 2553 บังคับให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับโฉนดเลขที่ 169655 เลขที่ดิน 277 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยส่งมอบอาวุธปืนขนาด .44 และขนาด 11 มม. พร้อมทะเบียนอาวุธปืนเพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินที่ได้แบ่งกันระหว่างโจทก์และจำเลยคนละกึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ส่งมอบให้จำเลยชำระเงินในส่วนของโจทก์ 50,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนข้อกำหนดในพินัยกรรมของนายปรีดา ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2553 ฉบับที่ 1 และฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2553 และพินัยกรรมลงวันที่ 10 มิถุนายน 2553 ฉบับที่ 2 และที่ 3 ให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 169655 เลขที่ดิน 277 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ให้โจทก์ และให้โจทก์แบ่งอาวุธปืนให้จำเลยครึ่งหนึ่ง วิธีการแบ่งให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 กับให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนข้อกำหนดพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 10 มิถุนายน 2553 ฉบับที่ 1 ที่ยกบ้านสองชั้นหนึ่งห้องบนที่ดินโฉนดเลขที่ 666 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เฉพาะส่วนของโจทก์ให้แบ่งกันคนละครึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางสาวอิศราภรณ์บุตรของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ศาลมีคำสั่งให้นางบุญสนองเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความพิทักษ์ของนางสาวอิศราภรณ์นั้น มีผลเพียงนางบุญสนองไม่สามารถที่จะกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดได้ด้วยตนเอง เพราะต้องได้รับความยินยอมของนางสาวอิศราภรณ์ผู้พิทักษ์ก่อน ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34 บัญญัติไว้เท่านั้น แต่มิได้มีผลทำให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้ที่มีอำนาจกระทำการต่าง ๆ แทนคนเสมือนไร้ความสามารถ เนื่องจากผู้พิทักษ์มิใช่เป็นผู้แทนของคนเสมือนไร้ความสามารถ ดังเช่นในกรณีของคนไร้ความสามารถที่ต้องให้ผู้อนุบาลกระทำการแทน ซึ่งการเสนอคดีต่อศาลหรือดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ถือเป็นการอย่างหนึ่งอย่างใดที่คนเสมือนไร้ความสามารถต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34 (10) หากเป็นในกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดที่กล่าวมาได้ด้วยตนเอง เพราะเหตุมีกายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ศาลจะสั่งให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการนั้นแทนคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ให้นำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับผู้อนุบาลมาใช้บังคับแก่ผู้พิทักษ์โดยอนุโลม และคำสั่งของศาลดังกล่าวให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34 วรรคสามและวรรคสี่ ดังนี้ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ โดยมีนางสาวอิศราภรณ์เป็นผู้พิทักษ์ตามกฎหมาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามสำนวนปรากฏว่า นางสาวอิศราภรณ์ผู้พิทักษ์เป็นผู้ลงชื่อแต่งทนายความ และทนายความลงชื่อในคำฟ้องในฐานะโจทก์และผู้เรียงพิมพ์ ทั้งโจทก์ก็ไม่ได้มาเบิกความต่อศาลโดยนางสาวอิศราภรณ์ผู้พิทักษ์เป็นผู้มาเบิกความแทน จึงเท่ากับเป็นการที่ผู้พิทักษ์เป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนคนเสมือนไร้ความสามารถโดยไม่ได้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทน คำฟ้องของโจทก์จึงมิใช่เป็นเรื่องที่คนเสมือนไร้ความสามารถฟ้องคดีโดยได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ หรือศาลมีคำสั่งให้ผู้พิทักษ์ฟ้องคดีแทนในกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถเสนอคดีต่อศาลได้ด้วยตนเอง เพราะเหตุมีกายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบโดยประกาศคำสั่งในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ตามเงื่อนไขของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34 ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์และบกพร่องในเรื่องความสามารถของผู้ที่จะมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ เมื่อโจทก์มิได้แก้ไขเพื่อให้คำฟ้องสมบูรณ์เสียแต่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นจนคดีล่วงเลยมาสู่ศาลฎีกาเช่นนี้แล้ว จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นจึงไม่ชอบ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นตามที่โจทก์และจำเลยฎีกาอีกต่อไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000248.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558