คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14499/2558 ฉบับเต็ม

#635216
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14499/2558 พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี โจทก์ นางสุทรรศ บรรจงเพียร โจทก์ร่วม นางสาวโอมาร์หรือโอมาน จอร์ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 40 สิทธิในการฎีกาในคดีส่วนแพ่งนั้น ต้องพิจารณาจากทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 70,000 บาท จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาในคดีส่วนแพ่งจึงไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40 ฎีกาของจำเลยโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและดุลพินิจในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางสุทรรศ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยมิได้เป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วม จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม ขอให้ยกคำร้องศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) จำคุก 3 ปี และให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ร่วม โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 6 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาล ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมเป็นอาของนายทวี และเป็นเจ้าของบ้านเกิดเหตุร่วมกันกับนายทวี ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ประมาณเดือนพฤศจิกายน 2552 นายทวีพาจำเลยซึ่งเป็นคนเชื้อชาติพม่า สัญชาติพม่าและอยู่กินฉันสามีภริยากับนายทวีเข้ามาพักอาศัยอยู่ในบ้านเกิดเหตุด้วย ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง โจทก์ร่วมกับจำเลยอยู่ที่บ้านเกิดเหตุเพียงสองคนและเกิดมีปากเสียงโต้เถียงกัน แล้วโจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บกระดูกต้นแขนขวาหักกับมีรอยฟกชํ้าบริเวณหน้าอก เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ และภาพถ่ายบาดแผลของผู้กล่าวหา จำเลยฎีกาในคดีส่วนแพ่งว่า โจทก์ร่วมมีส่วนในการกระทำความผิด เป็นผู้ก่อภัยขึ้นก่อน จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนแพ่ง และโจทก์ร่วมไม่มีพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความเสียหายว่า โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายอย่างไร ศาลจึงไม่สามารถกำหนดค่าสินไหมทดแทนในคดีส่วนแพ่งให้แก่โจทก์ร่วมได้นั้น เห็นว่า สิทธิในการฎีกาในคดีส่วนแพ่งนั้น ต้องพิจารณาจากทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกา เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 70,000 บาท จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาในคดีส่วนแพ่งจึงไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ฎีกาของจำเลยข้อนี้เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและดุลพินิจในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ร่วม 15,000 บาท แต่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้นำเงินจำนวนดังกล่าวมาหักจากค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องชดใช้ให้แก่โจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ และเมื่อฟังได้ว่าจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ร่วมแล้ว 15,000 บาท จึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวมาหักจากค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์ร่วม ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทน 55,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 (ธีระ เบญจรัศมีโรจน์-สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย-สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
635216
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081966832"
    }
}
date
2558
deka_no
14499/2558
deka_running_no
14499
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "ธีระ เบญจรัศมีโรจน์",
    "สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย",
    "สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 248 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 40"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นางสุทรรศ บรรจงเพียร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวโอมาร์หรือโอมาน จอร์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสุทรรศ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยมิได้เป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วม จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม ขอให้ยกคำร้องศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) จำคุก 3 ปี และให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ร่วม โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 6 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาล ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมเป็นอาของนายทวี และเป็นเจ้าของบ้านเกิดเหตุร่วมกันกับนายทวี ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ประมาณเดือนพฤศจิกายน 2552 นายทวีพาจำเลยซึ่งเป็นคนเชื้อชาติพม่า สัญชาติพม่าและอยู่กินฉันสามีภริยากับนายทวีเข้ามาพักอาศัยอยู่ในบ้านเกิดเหตุด้วย ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง โจทก์ร่วมกับจำเลยอยู่ที่บ้านเกิดเหตุเพียงสองคนและเกิดมีปากเสียงโต้เถียงกัน แล้วโจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บกระดูกต้นแขนขวาหักกับมีรอยฟกชํ้าบริเวณหน้าอก เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ และภาพถ่ายบาดแผลของผู้กล่าวหา

จำเลยฎีกาในคดีส่วนแพ่งว่า โจทก์ร่วมมีส่วนในการกระทำความผิด เป็นผู้ก่อภัยขึ้นก่อน จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนแพ่ง และโจทก์ร่วมไม่มีพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความเสียหายว่า โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายอย่างไร ศาลจึงไม่สามารถกำหนดค่าสินไหมทดแทนในคดีส่วนแพ่งให้แก่โจทก์ร่วมได้นั้น เห็นว่า สิทธิในการฎีกาในคดีส่วนแพ่งนั้น ต้องพิจารณาจากทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกา เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 70,000 บาท จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาในคดีส่วนแพ่งจึงไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ฎีกาของจำเลยข้อนี้เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและดุลพินิจในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ร่วม 15,000 บาท แต่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้นำเงินจำนวนดังกล่าวมาหักจากค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องชดใช้ให้แก่โจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ และเมื่อฟังได้ว่าจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ร่วมแล้ว 15,000 บาท จึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวมาหักจากค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์ร่วม ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทน 55,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000243.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558