คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4195/2558 ฉบับเต็ม

#635364
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4195/2558 นายคณิน เชยปทุม กับพวก โจทก์ นางจิรพรรณ สุวรรณกาญจน์ กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 184 ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5), มาตรา 170, มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งว่าฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 มีมูล ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 170 การที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษากลับให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วย จึงมิชอบตามบทกฎหมายดังกล่าว เว้นแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง เมื่อข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ทุกข้อเป็นการวินิจฉัยพยานหลักฐานในคดี จึงเป็นการยกปัญหาข้อเท็จจริงขึ้นทบทวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ไม่อาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้โจทก์ทั้งหกจะมิได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ข้อหาตาม ป.อ. มาตรา 184 โจทก์ทั้งหกบรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรื้อถอนบ้านและมิเตอร์ไฟฟ้าออกไป อันเป็นการร่วมกันทำลายวัตถุพยานหลักฐานในการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ จนทำให้การพิสูจน์หลักฐานไม่สามารถระบุถึงสาเหตุเพลิงไหม้ที่แน่ชัด โดยมิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันกระทำการดังกล่าวเพื่อจะช่วยเหลือผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษ หรือให้รับโทษน้อยลง จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบของความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว คำฟ้องโจทก์ทั้งหกในข้อหานี้จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ___________________________ โจทก์ทั้งหกฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218, 220, 225, 184, 59, 83, 91 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 23, 26, 57, 65 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหาย 5,115,020 บาท กับค่าเช่าบ้านเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2555 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 ยกฟ้องโจทก์ทั้งหกสำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์ทั้งหกอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหกในส่วนคดีอาญาสำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย โจทก์ทั้งหกฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติในชั้นนี้มีว่า เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2555 เกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านเลขที่ 474 เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ของจำเลยทั้งสองแล้วลุกลามไหม้บ้านเลขที่ 476 ของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ที่โจทก์ทั้งหกใช้เป็นที่อยู่อาศัยเป็นเหตุให้บ้านอันเป็นที่อยู่อาศัยของโจทก์ทั้งหกได้รับความเสียหาย สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งหกไม่ฎีกา คดีของโจทก์ทั้งหกในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 จึงยุติไป คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งหกว่า คดีของโจทก์ทั้งหกในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 มีมูลหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งว่าฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 มีมูล ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณาแล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 170 ฉะนั้นการที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วกลับพิพากษาให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วย จึงมิชอบตามบทกฎหมายดังกล่าว เว้นแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง เมื่อข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ทุกข้อเป็นการวินิจฉัยพยานหลักฐานในคดี จึงเป็นการยกปัญหาข้อเท็จจริงขึ้นทบทวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ไม่อาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้โจทก์ทั้งหกจะมิได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 อย่างไรก็ตาม การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 เป็นความเสียหายต่อรัฐ รัฐเท่านั้นมีหน้าที่ควบคุมให้มีการปฏิบัติไปตามกฎหมาย จึงเป็นความผิดต่อรัฐ ไม่ใช่ความผิดต่อเอกชนโจทก์ทั้งหกจึงมิใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานนี้ จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 (2) ส่วนข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 184 โจทก์ทั้งหกบรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรื้อถอนบ้านและมิเตอร์ไฟฟ้าออกไป อันเป็นการร่วมกันทำลายวัตถุพยานหลักฐานในการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ จนทำให้การพิสูจน์หลักฐานไม่สามารถระบุถึงสาเหตุเพลิงไหม้ที่แน่ชัด โดยมิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันกระทำการดังกล่าวเพื่อจะช่วยเหลือผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษ หรือให้รับโทษน้อยลง จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบของความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว คำฟ้องโจทก์ทั้งหกในข้อหานี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 ไว้ตามคำสั่งศาลชั้นต้น ยกเว้นข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 184 และข้อหาตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (วันทนี กีรติพิบูล-โสภณ โรจน์อนนท์-สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
635364
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081972175"
    }
}
date
2558
deka_no
4195/2558
deka_running_no
4195
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "วันทนี กีรติพิบูล",
    "โสภณ โรจน์อนนท์",
    "สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 184"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158 (5)",
            "ม. 170",
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายคณิน เชยปทุม กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางจิรพรรณ สุวรรณกาญจน์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งหกฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218, 220, 225, 184, 59, 83, 91 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 23, 26, 57, 65 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหาย 5,115,020 บาท กับค่าเช่าบ้านเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2555 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 ยกฟ้องโจทก์ทั้งหกสำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์ทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหกในส่วนคดีอาญาสำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย

โจทก์ทั้งหกฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติในชั้นนี้มีว่า เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2555 เกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านเลขที่ 474 เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ของจำเลยทั้งสองแล้วลุกลามไหม้บ้านเลขที่ 476 ของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ที่โจทก์ทั้งหกใช้เป็นที่อยู่อาศัยเป็นเหตุให้บ้านอันเป็นที่อยู่อาศัยของโจทก์ทั้งหกได้รับความเสียหาย สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งหกไม่ฎีกา คดีของโจทก์ทั้งหกในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 จึงยุติไป คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งหกว่า คดีของโจทก์ทั้งหกในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 มีมูลหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งว่าฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 มีมูล ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณาแล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 170 ฉะนั้นการที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วกลับพิพากษาให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วย จึงมิชอบตามบทกฎหมายดังกล่าว เว้นแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง เมื่อข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ทุกข้อเป็นการวินิจฉัยพยานหลักฐานในคดี จึงเป็นการยกปัญหาข้อเท็จจริงขึ้นทบทวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ไม่อาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้โจทก์ทั้งหกจะมิได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 อย่างไรก็ตาม การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 เป็นความเสียหายต่อรัฐ รัฐเท่านั้นมีหน้าที่ควบคุมให้มีการปฏิบัติไปตามกฎหมาย จึงเป็นความผิดต่อรัฐ ไม่ใช่ความผิดต่อเอกชนโจทก์ทั้งหกจึงมิใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานนี้ จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 (2) ส่วนข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 184 โจทก์ทั้งหกบรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรื้อถอนบ้านและมิเตอร์ไฟฟ้าออกไป อันเป็นการร่วมกันทำลายวัตถุพยานหลักฐานในการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ จนทำให้การพิสูจน์หลักฐานไม่สามารถระบุถึงสาเหตุเพลิงไหม้ที่แน่ชัด โดยมิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันกระทำการดังกล่าวเพื่อจะช่วยเหลือผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษ หรือให้รับโทษน้อยลง จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบของความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว คำฟ้องโจทก์ทั้งหกในข้อหานี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 ไว้ตามคำสั่งศาลชั้นต้น ยกเว้นข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 184 และข้อหาตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000290.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558