คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11267/2558 ฉบับเต็ม

#635370
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11267/2558 นายชนะ วัณโณ โจทก์ สำนักงานประกันสังคม จำเลย พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 47 วรรคสี่ บทบัญญัติมาตรา 47 วรรคสี่ แห่ง พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 กำหนดระยะเวลาให้ผู้ประกันตนเรียกเอาเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนที่นายจ้างส่งให้แก่สำนักงานประกันสังคมเกินจำนวนที่ต้องชำระคืนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่นำส่งเงินสมทบหรือภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งให้มารับคืนนั้น เป็นกำหนดระยะเวลาเร่งรัดให้ผู้ประกันตนใช้สิทธิขอรับเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนที่นายจ้างเป็นผู้นำส่งให้แก่สำนักงานประกันสังคมเกินจำนวนที่ต้องชำระคืนโดยเร็ว ผู้ประกันตนจึงต้องได้ทราบว่านายจ้างนำส่งเงินสมทบดังกล่าวเกินจำนวนที่ต้องชำระด้วยหรือผู้ประกันตนต้องได้รับแจ้งให้มารับเงินนั้น เมื่อโจทก์ไม่เคยทราบมาก่อนว่านายจ้างนำส่งเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนเกินจำนวนที่ต้องชำระและจำเลยไม่เคยแจ้งให้โจทก์มารับเงินดังกล่าว แต่โจทก์เพิ่งทราบว่านายจ้างนำส่งเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนเกินจำนวนที่ต้องชำระในวันที่โจทก์มายื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ และโจทก์ได้ขอรับเงินสมทบที่นายจ้างนำส่งเกินดังกล่าวคืนในวันเดียวกันนั้น กรณีจึงต้องถือว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกเอาเงินส่วนของผู้ประกันตนที่นายจ้างนำส่งเกินคืนภายในกำหนดหนึ่งปีตามนัยแห่งบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว เงินนั้นยังไม่ตกเป็นของกองทุนประกันสังคม จำเลยต้องคืนเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1274/2549 ลงวันที่ 26 กันยายน 2549 และให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จกรณีชราภาพและคืนเงินสมทบที่ถูกหักไว้เกินจำนวนแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยและให้จำเลยจ่ายประโยชน์ทดแทน (บำเหน็จชราภาพ) 33,090 บาท และเงินสมทบส่วนที่เกิน 3,325 บาท แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2548 โจทก์ออกจากงานที่บริษัทมหาชัยร่วมใจพัฒนา จำกัด และสหกรณ์พัฒนาการประมงมหาชัย จำกัด โดยส่งเงินสมทบของโจทก์ระหว่างเดือนมีนาคม 2547 ถึงเดือนมีนาคม 2548 เกินจำนวน โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพจำนวน 33,090 บาท และเงินสมทบเกินจำนวน 3,325 บาท โจทก์ยื่นคำขอรับเงินบำเหน็จชราภาพและขอรับคืนเงินสมทบที่หักไว้เกินเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2549 สำหรับเงินสมทบส่วนที่เกินนั้นเป็นกรณีที่บริษัทมหาชัยร่วมใจพัฒนา จำกัด กับสหกรณ์พัฒนาการประมงมหาชัย จำกัด ซึ่งเป็นนายจ้างของโจทก์เป็นผู้หักค่าจ้างของโจทก์นำส่งกองทุนประกันสังคมเป็นเรื่องระหว่างนายจ้างกับจำเลย ทั้งนายจ้างและโจทก์ไม่ทราบมาก่อนว่าโจทก์ส่งเงินสมทบเกินจำนวน จำเลยไม่เคยแจ้งให้นายจ้างหรือโจทก์ทราบ โจทก์เพิ่งทราบว่ามีสิทธิได้รับเงินสมทบส่วนที่เกินในวันที่โจทก์ยื่นคำขอรับเงินประโยชน์ทดแทน จึงยื่นคำขอรับเงินในส่วนนี้ด้วย แล้ววินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 56 วรรคหนึ่ง ไม่ใช่บทบัญญัติตัดสิทธิผู้ยื่นคำขอไว้โดยเด็ดขาด กรณีของโจทก์มีเหตุอันสมควรที่จะต้องยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพล่าช้า จำเลยจึงไม่อาจนำระยะเวลาที่โจทก์มิได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายใน 1 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนมาตัดสิทธิของโจทก์ได้ ทั้งมาตรา 47 วรรคสี่ ก็มิใช่บทบัญญัติตัดสิทธิเด็ดขาด เมื่อโจทก์ไม่เคยทราบมาก่อนว่าโจทก์ส่งเงินสมทบเกิน และจำเลยไม่เคยแจ้งให้โจทก์ทราบ โจทก์เพิ่งทราบว่ามีสิทธิได้รับคืนเงินสมทบที่ส่งไว้เกินในวันที่โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ กรณีมีเหตุอันสมควรที่โจทก์ต้องใช้สิทธิล่าช้า จึงไม่ตัดสิทธิโจทก์ในการขอรับเงินคืน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยและจ่ายเงินสมทบส่วนที่เกินจำนวน 3,325 บาท ให้แก่โจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 47 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 กำหนดระยะเวลาให้ผู้ประกันตนเรียกเอาเงินสมทบที่นายจ้างส่งให้แก่สำนักงานประกันสังคมเกินจำนวนที่ต้องชำระคืนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่นำส่งเงินสมทบหรือภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งให้มารับคืนนั้น เป็นกำหนดระยะเวลาเร่งรัดให้ผู้ประกันตนใช้สิทธิขอรับเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนที่นายจ้างเป็นผู้นำส่งให้แก่สำนักงานประกันสังคมเกินจำนวนที่ต้องชำระคืนโดยเร็ว ผู้ประกันตนจึงต้องได้ทราบว่านายจ้างนำส่งเงินสมทบดังกล่าวเกินจำนวนที่ต้องชำระด้วยหรือผู้ประกันตนต้องได้รับแจ้งให้มารับเงินนั้น เมื่อโจทก์ไม่เคยทราบมาก่อนว่านายจ้างนำส่งเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนเกินจำนวนที่ต้องชำระและจำเลยไม่เคยแจ้งให้โจทก์มารับเงินดังกล่าว แต่โจทก์เพิ่งทราบว่านายจ้างนำส่งเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนเกินจำนวนที่ต้องชำระในวันที่โจทก์มายื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ และโจทก์ได้ขอรับเงินสมทบที่นายจ้างนำส่งเกินดังกล่าวคืนในวันเดียวกันนั้น กรณีจึงต้องถือว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกเอาเงินส่วนของผู้ประกันตนที่นายจ้างนำส่งเกินคืนภายในกำหนดหนึ่งปีตามนัยแห่งบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว เงินนั้นยังไม่ตกเป็นของกองทุนประกันสังคม จำเลยต้องคืนเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน-นิยุต สุภัทรพาหิรผล-ทวีป ตันสวัสดิ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
635370
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081968519"
    }
}
date
2558
deka_no
11267/2558
deka_running_no
11267
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน",
    "นิยุต สุภัทรพาหิรผล",
    "ทวีป ตันสวัสดิ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533",
        "sections": [
            "ม. 47 วรรคสี่"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายชนะ วัณโณ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "สำนักงานประกันสังคม"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1274/2549 ลงวันที่ 26 กันยายน 2549 และให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จกรณีชราภาพและคืนเงินสมทบที่ถูกหักไว้เกินจำนวนแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยและให้จำเลยจ่ายประโยชน์ทดแทน (บำเหน็จชราภาพ) 33,090 บาท และเงินสมทบส่วนที่เกิน 3,325 บาท แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2548 โจทก์ออกจากงานที่บริษัทมหาชัยร่วมใจพัฒนา จำกัด และสหกรณ์พัฒนาการประมงมหาชัย จำกัด โดยส่งเงินสมทบของโจทก์ระหว่างเดือนมีนาคม 2547 ถึงเดือนมีนาคม 2548 เกินจำนวน โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพจำนวน 33,090 บาท และเงินสมทบเกินจำนวน 3,325 บาท โจทก์ยื่นคำขอรับเงินบำเหน็จชราภาพและขอรับคืนเงินสมทบที่หักไว้เกินเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2549 สำหรับเงินสมทบส่วนที่เกินนั้นเป็นกรณีที่บริษัทมหาชัยร่วมใจพัฒนา จำกัด กับสหกรณ์พัฒนาการประมงมหาชัย จำกัด ซึ่งเป็นนายจ้างของโจทก์เป็นผู้หักค่าจ้างของโจทก์นำส่งกองทุนประกันสังคมเป็นเรื่องระหว่างนายจ้างกับจำเลย ทั้งนายจ้างและโจทก์ไม่ทราบมาก่อนว่าโจทก์ส่งเงินสมทบเกินจำนวน จำเลยไม่เคยแจ้งให้นายจ้างหรือโจทก์ทราบ โจทก์เพิ่งทราบว่ามีสิทธิได้รับเงินสมทบส่วนที่เกินในวันที่โจทก์ยื่นคำขอรับเงินประโยชน์ทดแทน จึงยื่นคำขอรับเงินในส่วนนี้ด้วย แล้ววินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 56 วรรคหนึ่ง ไม่ใช่บทบัญญัติตัดสิทธิผู้ยื่นคำขอไว้โดยเด็ดขาด กรณีของโจทก์มีเหตุอันสมควรที่จะต้องยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพล่าช้า จำเลยจึงไม่อาจนำระยะเวลาที่โจทก์มิได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายใน 1 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนมาตัดสิทธิของโจทก์ได้ ทั้งมาตรา 47 วรรคสี่ ก็มิใช่บทบัญญัติตัดสิทธิเด็ดขาด เมื่อโจทก์ไม่เคยทราบมาก่อนว่าโจทก์ส่งเงินสมทบเกิน และจำเลยไม่เคยแจ้งให้โจทก์ทราบ โจทก์เพิ่งทราบว่ามีสิทธิได้รับคืนเงินสมทบที่ส่งไว้เกินในวันที่โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ กรณีมีเหตุอันสมควรที่โจทก์ต้องใช้สิทธิล่าช้า จึงไม่ตัดสิทธิโจทก์ในการขอรับเงินคืน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยและจ่ายเงินสมทบส่วนที่เกินจำนวน 3,325 บาท ให้แก่โจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 47 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 กำหนดระยะเวลาให้ผู้ประกันตนเรียกเอาเงินสมทบที่นายจ้างส่งให้แก่สำนักงานประกันสังคมเกินจำนวนที่ต้องชำระคืนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่นำส่งเงินสมทบหรือภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งให้มารับคืนนั้น เป็นกำหนดระยะเวลาเร่งรัดให้ผู้ประกันตนใช้สิทธิขอรับเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนที่นายจ้างเป็นผู้นำส่งให้แก่สำนักงานประกันสังคมเกินจำนวนที่ต้องชำระคืนโดยเร็ว ผู้ประกันตนจึงต้องได้ทราบว่านายจ้างนำส่งเงินสมทบดังกล่าวเกินจำนวนที่ต้องชำระด้วยหรือผู้ประกันตนต้องได้รับแจ้งให้มารับเงินนั้น เมื่อโจทก์ไม่เคยทราบมาก่อนว่านายจ้างนำส่งเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนเกินจำนวนที่ต้องชำระและจำเลยไม่เคยแจ้งให้โจทก์มารับเงินดังกล่าว แต่โจทก์เพิ่งทราบว่านายจ้างนำส่งเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนเกินจำนวนที่ต้องชำระในวันที่โจทก์มายื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ และโจทก์ได้ขอรับเงินสมทบที่นายจ้างนำส่งเกินดังกล่าวคืนในวันเดียวกันนั้น กรณีจึงต้องถือว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกเอาเงินส่วนของผู้ประกันตนที่นายจ้างนำส่งเกินคืนภายในกำหนดหนึ่งปีตามนัยแห่งบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว เงินนั้นยังไม่ตกเป็นของกองทุนประกันสังคม จำเลยต้องคืนเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000258.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558