คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12356/2558 ฉบับเต็ม

#635371
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12356/2558 นางนัยนา ศรีจันทรา โจทก์ นางกาญจนา เสียงสนั่น ผู้ร้อง นางกุลธิดา เสียงสนั่น จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 6, มาตรา 1299 ป.วิ.พ. มาตรา 296 จัตวา (3) โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจาก จ. และ ม. และจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์แล้ว ผู้ร้องซึ่งอ้างว่าได้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทมาก่อนที่โจทก์จะซื้อที่ดินพิพาท เพื่อแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลว่าผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจำเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 จัตวา (3) ผู้ร้องจึงต้องแสดงให้เห็นว่าผู้ร้องมีสิทธิดีกว่าโจทก์อย่างไร ทั้งตามคำร้องเป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ร้องได้สิทธิมาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมและยังมิได้จดทะเบียน กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง ที่ห้ามมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว เมื่อผู้ร้องมิได้ตั้งประเด็นในคำร้องว่า โจทก์มิใช่บุคคลภายนอกและซื้อที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริต คดีจึงไม่มีประเด็นที่ผู้ร้องจะนำสืบว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริต จึงต้องฟังว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจาก จ. และ ม. โดยสุจริตตามข้อสันนิษฐานของ ป.พ.พ. มาตรา 6 นอกจากนี้ ผู้ร้องยังมิได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามคำร้องว่า ผู้ร้องครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์แล้วก่อนโจทก์จะจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทก็ตาม แต่เมื่อผู้ร้องมิได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ร้องจึงยกเอาสิทธิที่ได้มาอยู่ก่อนและยังมิได้จดทะเบียนขึ้นใช้ยันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วไม่ได้ตามบทมาตราดังกล่าว และเมื่อตามคำร้องของผู้ร้องไม่สามารถแสดงอำนาจพิเศษให้ศาลเห็นได้ว่าผู้ร้องมีสิทธิดีกว่าโจทก์ที่อยู่ในที่ดินพิพาทได้จึงต้องถือว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลย ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจสั่งยกคำร้องโดยไม่จำต้องทำการไต่สวน ___________________________ คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1296 ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ และจำเลยตกลงยกบ้านเลขที่ 27/5 และบ้านไม่มีเลขที่รวม 2 หลัง ให้โจทก์ โดยโจทก์ยอมชำระเงินค่าขนย้ายให้แก่จำเลยและบริวาร 200,000 บาท ชำระในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ 150,000 บาท ส่วนที่เหลือชำระให้เมื่อจำเลยพร้อมบริวารขนยกสิ่งของออกจากบ้านและที่ดินดังกล่าวให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 20 พฤษภาคม 2555 ครบกำหนดจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้นำประกาศลงวันที่ 1 มีนาคม 2556 ไปปิดประกาศให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของจำเลยยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนด 8 วัน นับแต่วันปิดประกาศ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจำเลย เนื่องจากผู้ร้องอยู่บ้านเลขที่ 27/11 ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ได้ปลูกสร้างบ้านมาตั้งแต่ปี 2540 บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1296 ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งปัจจุบันโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว และได้ครอบครองทำประโยชน์โดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเรื่อยมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี ผู้ร้องจึงได้สิทธิมาโดยการครอบครองปรปักษ์ อาศัยอำนาจพิเศษดังกล่าว ขอให้เจ้าพนักงานระงับการบังคับคดีแก่ผู้ร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้องโดยไม่ทำการไต่สวนและศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนชอบหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องปลูกบ้านเลขที่ 21/11 ถนนหลักเมืองตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1296 ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ของโจทก์มาตั้งแต่ปี 2540 โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมา ผู้ร้องมีประเด็นที่จะนำพยานเข้าสืบตามคำร้องเพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์ซื้อที่ดินมาโดยสุจริตและผู้ร้องมีสิทธิดีกว่าโจทก์นั้น เห็นว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1296 จากนายจุลพนธ์และนายเมธี เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2554 และจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์แล้ว ผู้ร้องซึ่งอ้างว่าได้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2540 ก่อนที่โจทก์จะซื้อที่ดินพิพาท เพื่อแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลว่าผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) ผู้ร้องจึงต้องแสดงให้เห็นว่าผู้ร้องมีสิทธิดีกว่าโจทก์อย่างไร ทั้งตามคำร้องเป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ร้องได้สิทธิมาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมและยังมิได้จดทะเบียน กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง ที่ห้ามมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว เมื่อผู้ร้องมิได้ตั้งประเด็นในคำร้องว่า โจทก์มิใช่บุคคลภายนอกและซื้อที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริต คดีจึงไม่มีประเด็นที่ผู้ร้องจะนำสืบว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริตดังที่ผู้ร้องฎีกา จึงต้องฟังว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากนายจุลพนธ์และนายเมธีโดยสุจริตตามข้อสันนิษฐานของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 นอกจากนี้ ผู้ร้องยังมิได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามคำร้องว่า ผู้ร้องครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์แล้วก่อนโจทก์จะจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทก็ตาม แต่เมื่อผู้ร้องมิได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ร้องจึงยกเอาสิทธิที่ได้มาอยู่ก่อนและยังมิได้จดทะเบียนขึ้นใช้ยันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วไม่ได้ตามบทมาตราดังกล่าว และเมื่อตามคำร้องของผู้ร้องไม่สามารถแสดงอำนาจพิเศษให้ศาลเห็นได้ว่าผู้ร้องมีสิทธิดีกว่าโจทก์ที่อยู่ในที่ดินพิพาทได้จึงต้องถือว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลย ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจสั่งยกคำร้องโดยไม่จำต้องทำการไต่สวน ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องมานั้นชอบแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น และไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของผู้ร้องต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ชาญวิทย์ รักษ์กุลชน-ธงชัย เสนามนตรี-สัณธาน ขันทมณี) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
635371
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081968304"
    }
}
date
2558
deka_no
12356/2558
deka_running_no
12356
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "ชาญวิทย์ รักษ์กุลชน",
    "ธงชัย เสนามนตรี",
    "สัณธาน ขันทมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 6",
            "ม. 1299"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 296 จัตวา (3)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางนัยนา ศรีจันทรา"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นางกาญจนา เสียงสนั่น"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางกุลธิดา เสียงสนั่น"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1296 ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ และจำเลยตกลงยกบ้านเลขที่ 27/5 และบ้านไม่มีเลขที่รวม 2 หลัง ให้โจทก์ โดยโจทก์ยอมชำระเงินค่าขนย้ายให้แก่จำเลยและบริวาร 200,000 บาท ชำระในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ 150,000 บาท ส่วนที่เหลือชำระให้เมื่อจำเลยพร้อมบริวารขนยกสิ่งของออกจากบ้านและที่ดินดังกล่าวให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 20 พฤษภาคม 2555 ครบกำหนดจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้นำประกาศลงวันที่ 1 มีนาคม 2556 ไปปิดประกาศให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของจำเลยยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนด 8 วัน นับแต่วันปิดประกาศ

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจำเลย เนื่องจากผู้ร้องอยู่บ้านเลขที่ 27/11 ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ได้ปลูกสร้างบ้านมาตั้งแต่ปี 2540 บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1296 ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งปัจจุบันโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว และได้ครอบครองทำประโยชน์โดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเรื่อยมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี ผู้ร้องจึงได้สิทธิมาโดยการครอบครองปรปักษ์ อาศัยอำนาจพิเศษดังกล่าว ขอให้เจ้าพนักงานระงับการบังคับคดีแก่ผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้องโดยไม่ทำการไต่สวนและศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนชอบหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องปลูกบ้านเลขที่ 21/11 ถนนหลักเมืองตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1296 ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ของโจทก์มาตั้งแต่ปี 2540 โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมา ผู้ร้องมีประเด็นที่จะนำพยานเข้าสืบตามคำร้องเพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์ซื้อที่ดินมาโดยสุจริตและผู้ร้องมีสิทธิดีกว่าโจทก์นั้น เห็นว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1296 จากนายจุลพนธ์และนายเมธี เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2554 และจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์แล้ว ผู้ร้องซึ่งอ้างว่าได้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2540 ก่อนที่โจทก์จะซื้อที่ดินพิพาท เพื่อแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลว่าผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) ผู้ร้องจึงต้องแสดงให้เห็นว่าผู้ร้องมีสิทธิดีกว่าโจทก์อย่างไร ทั้งตามคำร้องเป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ร้องได้สิทธิมาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมและยังมิได้จดทะเบียน กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง ที่ห้ามมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว เมื่อผู้ร้องมิได้ตั้งประเด็นในคำร้องว่า โจทก์มิใช่บุคคลภายนอกและซื้อที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริต คดีจึงไม่มีประเด็นที่ผู้ร้องจะนำสืบว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริตดังที่ผู้ร้องฎีกา จึงต้องฟังว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากนายจุลพนธ์และนายเมธีโดยสุจริตตามข้อสันนิษฐานของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 นอกจากนี้ ผู้ร้องยังมิได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามคำร้องว่า ผู้ร้องครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์แล้วก่อนโจทก์จะจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทก็ตาม แต่เมื่อผู้ร้องมิได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ร้องจึงยกเอาสิทธิที่ได้มาอยู่ก่อนและยังมิได้จดทะเบียนขึ้นใช้ยันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วไม่ได้ตามบทมาตราดังกล่าว และเมื่อตามคำร้องของผู้ร้องไม่สามารถแสดงอำนาจพิเศษให้ศาลเห็นได้ว่าผู้ร้องมีสิทธิดีกว่าโจทก์ที่อยู่ในที่ดินพิพาทได้จึงต้องถือว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลย ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจสั่งยกคำร้องโดยไม่จำต้องทำการไต่สวน ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องมานั้นชอบแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น และไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของผู้ร้องต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000256.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558