คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13140/2558 ฉบับเต็ม

#635375
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13140/2558 บริษัทอีซูซุพิษณุโลก ฮกอันตึ้ง จำกัด โจทก์ นางมนัสเนตร ดิษปาน ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน จำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, มาตรา 123 วรรคหนึ่ง, มาตรา 124 วรรคสาม ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 คำว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือนหรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้ ดังนั้นค่าจ้างจึงเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายแก่ลูกจ้างตามระยะเวลาการทำงานหรือเงินที่นายจ้างจ่ายโดยคำนวณตามผลงานก็ได้ ค่าคอมมิสชันเป็นเงินที่โจทก์จะจ่ายให้ลูกจ้างตามยอดของรถยนต์ที่ลูกจ้างจำหน่ายได้ ค่าคอมมิสชันจะได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนรถยนต์ที่ลูกจ้างจะจำหน่ายได้ ค่าคอมมิสชันจึงเป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานในการจำหน่ายรถยนต์ของลูกจ้าง โดยคำนวณจ่ายตามผลงานการขายรถยนต์แต่ละคันและมีกำหนดจ่ายทุกเดือน ค่าคอมมิสชันจึงเป็นค่าจ้าง เมื่อโจทก์ไม่จ่ายค่าคอมมิสชันของเดือนกุมภาพันธ์ 2551 ให้แก่ น. และค่าคอมมิสชันนั้นเป็นค่าจ้างอันเป็นเงินตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานจึงมีอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายเงินค่าคอมมิสชันให้แก่ น. ลูกจ้างได้ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 วรรคหนึ่ง และมาตรา 124 วรรคสาม ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 14/2551 จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 6 พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงรับและไม่ได้โต้แย้งกันว่า นางสาวนิรามัยลูกจ้างโจทก์ได้ลาออกจากบริษัทโจทก์ไปเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2551 โดยโจทก์ยังมิได้จ่ายค่าคอมมิสชันหรือค่าส่งเสริมการขายจำนวน 9,500 บาท แก่นางสาวนิรามัย ซึ่งโจทก์จะจ่ายให้แก่ลูกจ้างโดยคำนวณจากยอดจำหน่ายรถที่ลูกจ้างจำหน่ายได้ในแต่ละเดือน หากจำหน่ายได้มากก็จะได้ค่าคอมมิสชันมาก แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์จะจ่ายค่าคอมมิสชันให้แก่นางสาวนิรามัยซึ่งเป็นลูกจ้างตามอัตราที่ได้ตกลงกันไว้ โดยคำนวณจากยอดจำหน่ายรถ ค่าคอมมิสชันจึงเป็นค่าจ้างตามความหมายของบทบัญญัติมาตรา 5 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และเมื่อโจทก์ตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานกับโจทก์และลูกจ้างได้ทำงานตามตำแหน่งหน้าที่แล้ว โจทก์ก็มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างเพื่อเป็นค่าตอบแทนตามสัญญาจ้าง เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการจัดทำหนังสือลงลายมือชื่อลูกจ้างในการให้ความยินยอม หรือมีข้อตกลงกันไว้ให้ชัดเจนเป็นการเฉพาะว่าลูกจ้างยินยอมให้โจทก์หักค่าจ้างเพื่อชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 77 โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าคอมมิสชันจำนวน 9,500 บาท แก่นางสาวนิรามัยลูกจ้าง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่าเงินค่าคอมมิสชันเป็นค่าจ้างหรือไม่และพนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจออกคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าคอมมิสชันได้หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าค่าคอมมิสชันที่โจทก์จ่ายให้แก่นางสาวนิรามัยไม่ใช่ค่าจ้าง เนื่องจากนางสาวนิรามัยได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือนจากโจทก์แล้ว ค่าคอมมิสชันเป็นเพียงเงินรางวัลพิเศษที่โจทก์จ่ายให้แก่ลูกจ้างในการขายรถได้มากขึ้นตามเป้าหมายที่โจทก์กำหนด ค่าคอมมิสชันจึงไม่ใช่ค่าจ้างนั้น เห็นว่า ค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ได้กำหนดนิยามคำว่า ค่าจ้าง หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือนหรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้ ดังนั้นค่าจ้างจึงเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายแก่ลูกจ้างตามระยะเวลาการทำงานหรือเงินที่นายจ้างจ่ายโดยคำนวณตามผลงานก็ได้ เมื่อคดีนี้คู่ความแถลงรับกันว่าค่าคอมมิสชันหมายถึงเงินที่โจทก์จะจ่ายให้ลูกจ้างตามยอดของสินค้าที่ลูกจ้างจำหน่ายได้ เช่นหากลูกจ้างจำหน่ายรถได้จำนวนเท่าใดก็จะได้ค่าคอมมิสชันเป็นอัตราตามที่ได้ตกลงกันไว้ในแต่ละคัน ค่าคอมมิสชันจะได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนรถที่ลูกจ้างจะจำหน่ายได้ และโจทก์ยังมิได้จ่ายค่าคอมมิสชันของเดือนกุมภาพันธ์ 2551 ให้แก่นางสาวนิรามัยนั้น จากข้อเท็จจริงดังกล่าวค่าคอมมิสชันจึงเป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานในการจำหน่ายรถยนต์ของลูกจ้าง โดยคำนวณจ่ายตามผลงานการขายรถยนต์แต่ละคันและมีกำหนดงวดเวลาจ่ายไว้แน่นอนโดยกำหนดจ่ายทุกเดือน ค่าคอมมิสชันจึงเป็นค่าจ้างตามความหมายบทบัญญัติ มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งเมื่อโจทก์มิได้จ่ายค่าคอมมิสชันของเดือนกุมภาพันธ์ 2551 ให้แก่นางสาวนิรามัยและค่าคอมมิสชันนั้นเป็นค่าจ้างอันเป็นเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานจึงมีอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายเงินค่าคอมมิสชันดังกล่าวให้แก่นางสาวนิรามัยลูกจ้างได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 วรรคหนึ่ง และมาตรา 124 วรรคสาม คำพิพากษาศาลแรงงานภาค 6 ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (สุนทร ทรงฤกษ์-นิยุต สุภัทรพาหิรผล-ปดารณี ลัดพลี) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
635375
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081967747"
    }
}
date
2558
deka_no
13140/2558
deka_running_no
13140
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "สุนทร ทรงฤกษ์",
    "นิยุต สุภัทรพาหิรผล",
    "ปดารณี ลัดพลี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 5",
            "ม. 123 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 124 วรรคสาม"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทอีซูซุพิษณุโลก ฮกอันตึ้ง จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางมนัสเนตร ดิษปาน ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 14/2551

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 6 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงรับและไม่ได้โต้แย้งกันว่า นางสาวนิรามัยลูกจ้างโจทก์ได้ลาออกจากบริษัทโจทก์ไปเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2551 โดยโจทก์ยังมิได้จ่ายค่าคอมมิสชันหรือค่าส่งเสริมการขายจำนวน 9,500 บาท แก่นางสาวนิรามัย ซึ่งโจทก์จะจ่ายให้แก่ลูกจ้างโดยคำนวณจากยอดจำหน่ายรถที่ลูกจ้างจำหน่ายได้ในแต่ละเดือน หากจำหน่ายได้มากก็จะได้ค่าคอมมิสชันมาก แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์จะจ่ายค่าคอมมิสชันให้แก่นางสาวนิรามัยซึ่งเป็นลูกจ้างตามอัตราที่ได้ตกลงกันไว้ โดยคำนวณจากยอดจำหน่ายรถ ค่าคอมมิสชันจึงเป็นค่าจ้างตามความหมายของบทบัญญัติมาตรา 5 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และเมื่อโจทก์ตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานกับโจทก์และลูกจ้างได้ทำงานตามตำแหน่งหน้าที่แล้ว โจทก์ก็มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างเพื่อเป็นค่าตอบแทนตามสัญญาจ้าง เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการจัดทำหนังสือลงลายมือชื่อลูกจ้างในการให้ความยินยอม หรือมีข้อตกลงกันไว้ให้ชัดเจนเป็นการเฉพาะว่าลูกจ้างยินยอมให้โจทก์หักค่าจ้างเพื่อชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 77 โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าคอมมิสชันจำนวน 9,500 บาท แก่นางสาวนิรามัยลูกจ้าง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่าเงินค่าคอมมิสชันเป็นค่าจ้างหรือไม่และพนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจออกคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าคอมมิสชันได้หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าค่าคอมมิสชันที่โจทก์จ่ายให้แก่นางสาวนิรามัยไม่ใช่ค่าจ้าง เนื่องจากนางสาวนิรามัยได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือนจากโจทก์แล้ว ค่าคอมมิสชันเป็นเพียงเงินรางวัลพิเศษที่โจทก์จ่ายให้แก่ลูกจ้างในการขายรถได้มากขึ้นตามเป้าหมายที่โจทก์กำหนด ค่าคอมมิสชันจึงไม่ใช่ค่าจ้างนั้น เห็นว่า ค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ได้กำหนดนิยามคำว่า ค่าจ้าง หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือนหรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้ ดังนั้นค่าจ้างจึงเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายแก่ลูกจ้างตามระยะเวลาการทำงานหรือเงินที่นายจ้างจ่ายโดยคำนวณตามผลงานก็ได้ เมื่อคดีนี้คู่ความแถลงรับกันว่าค่าคอมมิสชันหมายถึงเงินที่โจทก์จะจ่ายให้ลูกจ้างตามยอดของสินค้าที่ลูกจ้างจำหน่ายได้ เช่นหากลูกจ้างจำหน่ายรถได้จำนวนเท่าใดก็จะได้ค่าคอมมิสชันเป็นอัตราตามที่ได้ตกลงกันไว้ในแต่ละคัน ค่าคอมมิสชันจะได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนรถที่ลูกจ้างจะจำหน่ายได้ และโจทก์ยังมิได้จ่ายค่าคอมมิสชันของเดือนกุมภาพันธ์ 2551 ให้แก่นางสาวนิรามัยนั้น จากข้อเท็จจริงดังกล่าวค่าคอมมิสชันจึงเป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานในการจำหน่ายรถยนต์ของลูกจ้าง โดยคำนวณจ่ายตามผลงานการขายรถยนต์แต่ละคันและมีกำหนดงวดเวลาจ่ายไว้แน่นอนโดยกำหนดจ่ายทุกเดือน ค่าคอมมิสชันจึงเป็นค่าจ้างตามความหมายบทบัญญัติ มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งเมื่อโจทก์มิได้จ่ายค่าคอมมิสชันของเดือนกุมภาพันธ์ 2551 ให้แก่นางสาวนิรามัยและค่าคอมมิสชันนั้นเป็นค่าจ้างอันเป็นเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานจึงมีอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายเงินค่าคอมมิสชันดังกล่าวให้แก่นางสาวนิรามัยลูกจ้างได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 วรรคหนึ่ง และมาตรา 124 วรรคสาม คำพิพากษาศาลแรงงานภาค 6 ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000251.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558