คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3795/2562 ฉบับเต็ม

#635851
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3795/2562 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นาย พ. จำเลย ป.อ. มาตรา 3 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 (เดิม), มาตรา 26/3 วรรคหนึ่ง, มาตรา 76 วรรคสอง (ใหม่) พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 มาตรา 8, มาตรา 9, มาตรา 17 ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 โดยมาตรา 8 ให้ยกเลิกบทความผิดในมาตรา 26 เดิม และมาตรา 9 บัญญัติความผิดฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นมาตรา 26/3 แทน และมาตรา 17 ให้ยกเลิกบทกำหนดโทษในมาตรา 76 เดิม ให้ใช้มาตรา 76 ที่แก้ไขใหม่แทน ซึ่งความผิดฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 76 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ มีระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท เพียงสถานเดียว แตกต่างกับมาตรา 76 วรรคสองเดิม ที่มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้นจึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเป็นคุณมากกว่าบังคับแก่จำเลย ตาม ป.อ. มาตรา 3 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 62, 89, 106 ทวิ, 116 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 76, 97, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 92 จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ปฏิเสธข้อหาร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีกำหนดและร่วมกันขายคีตามีน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีกำหนด จำคุก 5 ปี ฐานร่วมกันขายคีตามีน จำคุก 5 ปี ฐานร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพฐานร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง จำคุก 15 วัน ฐานร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีกำหนดและฐานร่วมกันขายคีตามีน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละหนึ่งในสาม ฐานร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีกำหนด จำคุก 2 ปี 16 เดือน ฐานร่วมกันขายคีตามีน จำคุก 2 ปี 16 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 32 เดือน 15 วัน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 3,000 บาท ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง ปรับ 1,500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีกำหนดและฐานร่วมกันขายคีตามีน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีกำหนด และฐานร่วมกันขายคีตามีนตามฟ้องด้วยหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานโจทก์ว่า ผู้ที่ลักลอบขายคีตามีน คือนายมงคล มิใช่จำเลย และวันเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจวางแผนให้สายลับล่อซื้อคีตามีนจากนายมงคลเพียงคนเดียว ทั้งผู้ที่นำคีตามีน 2 ขวด มาส่งมอบให้สายลับก็คือนายมงคล ข้อที่พยานโจทก์ทั้งสองปากอ้างว่า ก่อนมีการส่งมอบคีตามีน จำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์มาวนดูสายลับในลักษณะดูลาดเลาด้วย ทำนองว่าเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดโดยแบ่งหน้าที่กันทำกับนายมงคล นั้น ได้ความจากร้อยตำรวจโทภัตธนสันต์ เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะนั้นนายมงคลยืนอยู่ที่บริเวณปากซอยจินดาพงษ์ ห่างจากสายลับไม่เกิน 50 เมตร สามารถมองเห็นกันได้ เมื่อพิจารณาแผนที่สังเขปที่ผู้จับกุมจัดทำขึ้น ประกอบแล้วปรากฏว่า สายลับยืนอยู่ริมถนนซอยใกล้กับจุดที่นายมงคลจอดรถรออยู่ ซึ่งถนนซอยดังกล่าวเป็นทางตรง สามารถมองเห็นกันได้ชัดเจน ดังนั้น ย่อมไม่มีความจำเป็นที่นายมงคลจะต้องให้จำเลยขับรถจักรยานยนต์มาวนดูสายลับก่อน คำเบิกความของพยานโจทก์ในส่วนนี้จึงขัดต่อเหตุผล ไม่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ ในการค้นตัวจำเลยก็ไม่พบหลักฐานใด ๆ ที่บ่งชี้ให้เห็นว่าร่วมขายคีตามีนกับนายมงคล สำหรับคีตามีนของกลางอีก 149 ขวด ได้ความว่า ซุกซ่อนอยู่ภายในบ้านของนายมงคลอย่างมิดชิด ยากที่บุคคลภายนอกจะล่วงรู้ได้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยมีบ้านพักอาศัยอยู่ที่อื่น โดยจำเลยนำสืบต่อสู้ว่า เป็นเพื่อนกับนายมงคล วันเกิดเหตุ จำเลยนำขนมปังที่คนรักทำขายมาส่งให้มารดานายมงคลแล้วนายมงคลให้จำเลยออกไปซื้อพืชกระท่อมเพื่อนำมาเสพด้วยกันเท่านั้น จำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับคีตามีนของกลาง ส่วนนายมงคลให้การรับสารภาพว่า คีตามีนดังกล่าวเป็นของตนเพียงคนเดียว ไม่ได้พาดพิงหรือซัดทอดถึงจำเลยแต่อย่างใด โดยในชั้นสอบสวนนายมงคลให้การว่า วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 20 นาฬิกา สายลับคดีนี้โทรศัพท์มาขอซื้อคีตามีน 2 ขวด จากนายมงคล นัดส่งมอบที่กลางซอยอ่อนนุช 30 เมื่อตกลงกันแล้ว นายมงคลขับรถจักรยานยนต์ออกไปที่จุดนัดหมาย พร้อมกับมอบคีตามีน 2 ขวด ให้แก่สายลับ และรับเงิน 2,000 บาท จากสายลับ เมื่อนายมงคลกลับไปที่บ้านพัก ก็ถูกเจ้าพนักงานตำรวจติดตามไปจับกุม และพบจำเลยซึ่งเป็นเพื่อนกันอยู่ด้วย เนื่องจากก่อนหน้านั้น เมื่อเวลาประมาณ 19 นาฬิกา จำเลยขับรถจักรยานยนต์มาพูดคุยด้วย และก่อนถูกจับกุมนายมงคลใช้ให้จำเลยไปซื้อพืชกระท่อม 2 ถุง เพื่อมาเสพด้วยกัน โดยยืนยันว่า จำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคีตามีนของกลาง ยิ่งไปกว่านั้น ในชั้นพิจารณานายมงคลยังมาเบิกความเป็นพยานจำเลยโดยยืนยันว่า จำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคีตามีนของกลาง ส่วนข้อที่โจทก์นำสืบว่า ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งพบในบ้านของนายมงคล มีข้อมูลการส่งข้อความให้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าเกี่ยวข้องกับการล่อซื้อคีตามีนในคดีนี้ เนื่องจากสายลับชำระเงินสดให้นายมงคล อีกทั้งโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า ก่อนหน้านั้นมีการโอนเงินค่าวัตถุออกฤทธิ์เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยมาแล้วหรือไม่ พอที่จะเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีพฤติการณ์จำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ร่วมกับนายมงคลมาก่อนจึงยังไม่อาจรับฟังให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยได้ อีกทั้งจำเลยนำสืบต่อสู้ว่า ก่อนเกิดเหตุนายมงคลขอยืมบัตรเอทีเอ็มของจำเลยไปใช้สำหรับโอนเงินให้ญาติ เนื่องจากนายมงคลอ้างว่าไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งในชั้นสอบสวนจำเลยก็ให้การไว้ในทำนองเดียวกัน ข้อเท็จจริงจึงอาจเป็นดังที่จำเลยนำสืบต่อสู้ก็ได้ ประกอบกับจำเลยให้การปฏิเสธตลอดมา โดยโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบพิสูจน์ความผิดของจำเลยให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัย พยานหลักฐานของโจทก์ดังที่กล่าวมาจึงยังมีความสงสัยอยู่ตามสมควรว่า จำเลยร่วมกับนายมงคลกระทำความผิดฐานมีคีตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีกำหนด และร่วมกันขายคีตามีนจริงตามฟ้องหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาดังกล่าว โดยยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 โดยมาตรา 8 ให้ยกเลิกบทความผิดในมาตรา 26 เดิม และมาตรา 9 บัญญัติความผิดฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นมาตรา 26/3 แทน และมาตรา 17 ให้ยกเลิกบทกำหนดโทษในมาตรา 76 เดิม ให้ใช้มาตรา 76 ที่แก้ไขใหม่แทน ซึ่งความผิดฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 76 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท เพียงสถานเดียว แตกต่างกับมาตรา 76 วรรคสองเดิม ที่มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้น จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเป็นคุณมากกว่าบังคับแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 อย่างไรก็ตาม เห็นว่าโทษปรับที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมาเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขให้เบาลงอีก พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26/3 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (พิชัย เพ็งผ่อง-อธิคม อินทุภูติ-จรัญ เนาวพนานนท์) ศาลจังหวัดพระโขนง - นายรณรงค์ คำทอน ศาลอุทธรณ์ - นายครรชิต วงศ์ไทย แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.3125/2561 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ535/2560 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ2447/2560 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
635851
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพระโขนง",
        "judge": "นายรณรงค์ คำทอน"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายครรชิต วงศ์ไทย"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081954561"
    }
}
date
2562
deka_no
3795/2562
deka_running_no
3795
deka_year
2562
department
แผนก
judges
[
    "พิชัย เพ็งผ่อง",
    "อธิคม อินทุภูติ",
    "จรัญ เนาวพนานนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 3"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 26 (เดิม)",
            "ม. 26/3 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 76 วรรคสอง (ใหม่)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562",
        "sections": [
            "ม. 8",
            "ม. 9",
            "ม. 17"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย พ."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 62, 89, 106 ทวิ, 116 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 76, 97, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 92

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ปฏิเสธข้อหาร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีกำหนดและร่วมกันขายคีตามีน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีกำหนด จำคุก 5 ปี ฐานร่วมกันขายคีตามีน จำคุก 5 ปี ฐานร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพฐานร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง จำคุก 15 วัน ฐานร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีกำหนดและฐานร่วมกันขายคีตามีน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละหนึ่งในสาม ฐานร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีกำหนด จำคุก 2 ปี 16 เดือน ฐานร่วมกันขายคีตามีน จำคุก 2 ปี 16 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 32 เดือน 15 วัน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 3,000 บาท ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง ปรับ 1,500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีกำหนดและฐานร่วมกันขายคีตามีน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีกำหนด และฐานร่วมกันขายคีตามีนตามฟ้องด้วยหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานโจทก์ว่า ผู้ที่ลักลอบขายคีตามีน คือนายมงคล มิใช่จำเลย และวันเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจวางแผนให้สายลับล่อซื้อคีตามีนจากนายมงคลเพียงคนเดียว ทั้งผู้ที่นำคีตามีน 2 ขวด มาส่งมอบให้สายลับก็คือนายมงคล ข้อที่พยานโจทก์ทั้งสองปากอ้างว่า ก่อนมีการส่งมอบคีตามีน จำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์มาวนดูสายลับในลักษณะดูลาดเลาด้วย ทำนองว่าเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดโดยแบ่งหน้าที่กันทำกับนายมงคล นั้น ได้ความจากร้อยตำรวจโทภัตธนสันต์ เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะนั้นนายมงคลยืนอยู่ที่บริเวณปากซอยจินดาพงษ์ ห่างจากสายลับไม่เกิน 50 เมตร สามารถมองเห็นกันได้ เมื่อพิจารณาแผนที่สังเขปที่ผู้จับกุมจัดทำขึ้น ประกอบแล้วปรากฏว่า สายลับยืนอยู่ริมถนนซอยใกล้กับจุดที่นายมงคลจอดรถรออยู่ ซึ่งถนนซอยดังกล่าวเป็นทางตรง สามารถมองเห็นกันได้ชัดเจน ดังนั้น ย่อมไม่มีความจำเป็นที่นายมงคลจะต้องให้จำเลยขับรถจักรยานยนต์มาวนดูสายลับก่อน คำเบิกความของพยานโจทก์ในส่วนนี้จึงขัดต่อเหตุผล ไม่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ ในการค้นตัวจำเลยก็ไม่พบหลักฐานใด ๆ ที่บ่งชี้ให้เห็นว่าร่วมขายคีตามีนกับนายมงคล สำหรับคีตามีนของกลางอีก 149 ขวด ได้ความว่า ซุกซ่อนอยู่ภายในบ้านของนายมงคลอย่างมิดชิด ยากที่บุคคลภายนอกจะล่วงรู้ได้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยมีบ้านพักอาศัยอยู่ที่อื่น โดยจำเลยนำสืบต่อสู้ว่า เป็นเพื่อนกับนายมงคล วันเกิดเหตุ จำเลยนำขนมปังที่คนรักทำขายมาส่งให้มารดานายมงคลแล้วนายมงคลให้จำเลยออกไปซื้อพืชกระท่อมเพื่อนำมาเสพด้วยกันเท่านั้น จำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับคีตามีนของกลาง ส่วนนายมงคลให้การรับสารภาพว่า คีตามีนดังกล่าวเป็นของตนเพียงคนเดียว ไม่ได้พาดพิงหรือซัดทอดถึงจำเลยแต่อย่างใด โดยในชั้นสอบสวนนายมงคลให้การว่า วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 20 นาฬิกา สายลับคดีนี้โทรศัพท์มาขอซื้อคีตามีน 2 ขวด จากนายมงคล นัดส่งมอบที่กลางซอยอ่อนนุช 30 เมื่อตกลงกันแล้ว นายมงคลขับรถจักรยานยนต์ออกไปที่จุดนัดหมาย พร้อมกับมอบคีตามีน 2 ขวด ให้แก่สายลับ และรับเงิน 2,000 บาท จากสายลับ เมื่อนายมงคลกลับไปที่บ้านพัก ก็ถูกเจ้าพนักงานตำรวจติดตามไปจับกุม และพบจำเลยซึ่งเป็นเพื่อนกันอยู่ด้วย เนื่องจากก่อนหน้านั้น เมื่อเวลาประมาณ 19 นาฬิกา จำเลยขับรถจักรยานยนต์มาพูดคุยด้วย และก่อนถูกจับกุมนายมงคลใช้ให้จำเลยไปซื้อพืชกระท่อม 2 ถุง เพื่อมาเสพด้วยกัน โดยยืนยันว่า จำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคีตามีนของกลาง ยิ่งไปกว่านั้น ในชั้นพิจารณานายมงคลยังมาเบิกความเป็นพยานจำเลยโดยยืนยันว่า จำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคีตามีนของกลาง ส่วนข้อที่โจทก์นำสืบว่า ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งพบในบ้านของนายมงคล มีข้อมูลการส่งข้อความให้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าเกี่ยวข้องกับการล่อซื้อคีตามีนในคดีนี้ เนื่องจากสายลับชำระเงินสดให้นายมงคล อีกทั้งโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า ก่อนหน้านั้นมีการโอนเงินค่าวัตถุออกฤทธิ์เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยมาแล้วหรือไม่ พอที่จะเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีพฤติการณ์จำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ร่วมกับนายมงคลมาก่อนจึงยังไม่อาจรับฟังให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยได้ อีกทั้งจำเลยนำสืบต่อสู้ว่า ก่อนเกิดเหตุนายมงคลขอยืมบัตรเอทีเอ็มของจำเลยไปใช้สำหรับโอนเงินให้ญาติ เนื่องจากนายมงคลอ้างว่าไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งในชั้นสอบสวนจำเลยก็ให้การไว้ในทำนองเดียวกัน ข้อเท็จจริงจึงอาจเป็นดังที่จำเลยนำสืบต่อสู้ก็ได้ ประกอบกับจำเลยให้การปฏิเสธตลอดมา โดยโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบพิสูจน์ความผิดของจำเลยให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัย พยานหลักฐานของโจทก์ดังที่กล่าวมาจึงยังมีความสงสัยอยู่ตามสมควรว่า จำเลยร่วมกับนายมงคลกระทำความผิดฐานมีคีตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีกำหนด และร่วมกันขายคีตามีนจริงตามฟ้องหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาดังกล่าว โดยยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 โดยมาตรา 8 ให้ยกเลิกบทความผิดในมาตรา 26 เดิม และมาตรา 9 บัญญัติความผิดฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นมาตรา 26/3 แทน และมาตรา 17 ให้ยกเลิกบทกำหนดโทษในมาตรา 76 เดิม ให้ใช้มาตรา 76 ที่แก้ไขใหม่แทน ซึ่งความผิดฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 76 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท เพียงสถานเดียว แตกต่างกับมาตรา 76 วรรคสองเดิม ที่มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้น จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเป็นคุณมากกว่าบังคับแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 อย่างไรก็ตาม เห็นว่าโทษปรับที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมาเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขให้เบาลงอีก

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26/3 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
อ535/2560
primary_red_case_no
อ2447/2560
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000141.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.3125/2561
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2562