คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3622/2562 ฉบับเต็ม

#635883
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3622/2562 พนักงานอัยการจังหวัดมุกดาหาร โจทก์ นาย ช. กับพวก จำเลย พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 31, มาตรา 38 เหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 คือ เพื่อให้การปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นจำเป็นต้องมีการกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการปราบปรามผู้กระทำความผิดตามกฎหมายดังกล่าวขึ้นโดยเฉพาะ ตามที่ปรากฏในหมายเหตุท้าย พ.ร.บ.ดังกล่าว มาตรการริบทรัพย์สินตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 จึงมีส่วนช่วยเสริมประสิทธิภาพในการริบทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้กว้างขวางกว่าที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา และกฎหมายฉบับอื่น และยังเปลี่ยนแปลงปลายทางของทรัพย์สินเหล่านี้ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ไม่ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษได้มีโอกาสใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินนั้น อันเป็นประโยชน์ต่อการปราบปรามยาเสพติดของประเทศ โดยมาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวกำหนดให้ทรัพย์สินที่ศาลมีคำสั่งให้ริบ ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ดังนั้น เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ริบทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแล้ว ทรัพย์สินดังกล่าวย่อมตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในทันที โดยมิต้องดำเนินการใด ๆ เพื่อให้ทรัพย์สินนั้นต้องตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเพิ่มเติมอีก ส่วนการเปลี่ยนแปลงชื่อบัญชีเงินฝากของธนาคารไปเป็นชื่อของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดนั้น เป็นเรื่องของการบริหารจัดการทรัพย์สินของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งต้องเป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกองทุนกำหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลังตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 38 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว และระยะเวลาในการบริหารจัดการทรัพย์สินของกองทุนเช่นว่ามานี้ ไม่ใช่เรื่องของกำหนดอายุความไม่ว่าจะเป็นในทางแพ่งหรือทางอาญา จึงไม่ตกอยู่ในกำหนดอายุความทั่วไป 10 ปี ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดยืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 และศาลชั้นต้นให้ริบทรัพย์สินรวม 11 รายการ ของจำเลยที่ 2 อันได้แก่ เงินสด 965,620 บาท สร้อยคอทองคำ ลายข้อหกเหลี่ยมสลับห่วง 1 เส้น สร้อยคอทองคำ ลายข้อกลมสลับห่วง 1 เส้น สร้อยข้อมือทองคำ 1 เส้น พระโลหะปางสมาธิพร้อมกรอบทองคำ 1 องค์ โลหะชุบทองประดับหินสีขาว เงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์พิเศษ และเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เลขที่บัญชี 151 - 6 - 00xxx - x และ 151 - 2 - 28xxx - x เงินฝากสะสมทรัพย์ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เลขที่ 362 - 0 - 65xxx - x เงินฝากในบัญชีออมทรัพย์ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ 325 - 1 - 07xxx - x ในชื่อบัญชีจำเลยที่ 2 พร้อมดอกเบี้ย และที่ดินตามโฉนดที่ดิน เลขที่ 4691 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29, 31 ต่อมาวันที่ 4 เมษายน 2560 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เงินฝากในบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เลขที่บัญชี 151 - 6 - 00xxx - x และ 151 - 2 - 28xxx - x เงินฝากสะสมทรัพย์ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เลขที่ 362 - 0 - 65xxx - x โจทก์ไม่ได้บังคับคดีและไม่ได้ดำเนินการให้ทรัพย์สินตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภายในกำหนด 10 ปี นับแต่คดีถึงที่สุด จึงขาดอายุความตามกฎหมาย ขอให้ศาลสั่งให้คืนทรัพย์สินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงตามคำร้อง ก็ไม่มีเหตุที่จะคืนทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแล้วให้แก่จำเลยที่ 2 ได้ ยกคำร้อง จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า มีเหตุที่จะต้องสั่งให้คืนทรัพย์สินตามคำร้องแก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาในทำนองว่า แม้ศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแล้ว แต่ก็มิได้ดำเนินการให้มีการริบทรัพย์สินเกี่ยวกับเงินฝากในบัญชีธนาคารตามคำร้องของจำเลยที่ 2 ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งมีกำหนดอายุความทั้งทางแพ่งและทางอาญา เมื่อพ้นกำหนดอายุความ 10 ปี จึงต้องคืนทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ที่เป็นเจ้าของเดิม เห็นว่า เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 คือ เพื่อให้การปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นจำเป็นต้องมีการกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการปราบปรามผู้กระทำความผิดตามกฎหมายดังกล่าวขึ้นโดยเฉพาะ ตามที่ปรากฏในหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรการริบทรัพย์สินตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 จึงมีส่วนช่วยเสริมประสิทธิภาพในการริบทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้กว้างขวางกว่าที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา และกฎหมายฉบับอื่น และยังเปลี่ยนแปลงปลายทางของทรัพย์สินเหล่านี้ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ไม่ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษได้มีโอกาสใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินนั้น อันเป็นประโยชน์ต่อการปราบปรามยาเสพติดของประเทศ โดยมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ทรัพย์สินที่ศาลมีคำสั่งให้ริบ ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ดังนั้น เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ริบทรัพย์สินตามคำร้องของจำเลยที่ 2 ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแล้ว ทรัพย์สินดังกล่าวย่อมตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในทันที โดยมิต้องมีการดำเนินการใด ๆ เพื่อให้ทรัพย์สินนั้นต้องตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเพิ่มเติมอีก ส่วนการเปลี่ยนแปลงชื่อบัญชีเงินฝากของธนาคารไปเป็นชื่อของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดนั้น เป็นเรื่องของการบริหารจัดการทรัพย์สินของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งต้องเป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกองทุนกำหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลังตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และระยะเวลาในการบริหารจัดการทรัพย์สินของกองทุนเช่นว่ามานี้ ไม่ใช่เรื่องของกำหนดอายุความไม่ว่าจะเป็นในทางแพ่งหรือทางอาญา จึงไม่ตกอยู่ในกำหนดอายุความทั่วไป 10 ปี ดังที่จำเลยที่ 2 อ้าง ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 มานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (ประทีป อ่าววิจิตรกุล-ปกรณ์ วงศาโรจน์-เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์) ศาลจังหวัดมุกดาหาร - นายพิทยา เพ็ญประชุม ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายสม กุมศัสตรา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1028/2561 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ม1/2541 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ม1/2543 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
635883
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดมุกดาหาร",
        "judge": "นายพิทยา เพ็ญประชุม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายสม กุมศัสตรา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081954672"
    }
}
date
2562
deka_no
3622/2562
deka_running_no
3622
deka_year
2562
department
แผนก
judges
[
    "ประทีป อ่าววิจิตรกุล",
    "ปกรณ์ วงศาโรจน์",
    "เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 31",
            "ม. 38"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดมุกดาหาร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ช. กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดยืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 และศาลชั้นต้นให้ริบทรัพย์สินรวม 11 รายการ ของจำเลยที่ 2 อันได้แก่ เงินสด 965,620 บาท สร้อยคอทองคำ ลายข้อหกเหลี่ยมสลับห่วง 1 เส้น สร้อยคอทองคำ ลายข้อกลมสลับห่วง 1 เส้น สร้อยข้อมือทองคำ 1 เส้น พระโลหะปางสมาธิพร้อมกรอบทองคำ 1 องค์ โลหะชุบทองประดับหินสีขาว เงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์พิเศษ และเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เลขที่บัญชี 151 - 6 - 00xxx - x และ 151 - 2 - 28xxx - x เงินฝากสะสมทรัพย์ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เลขที่ 362 - 0 - 65xxx - x เงินฝากในบัญชีออมทรัพย์ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ 325 - 1 - 07xxx - x ในชื่อบัญชีจำเลยที่ 2 พร้อมดอกเบี้ย และที่ดินตามโฉนดที่ดิน เลขที่ 4691 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29, 31 ต่อมาวันที่ 4 เมษายน 2560 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เงินฝากในบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เลขที่บัญชี 151 - 6 - 00xxx - x และ 151 - 2 - 28xxx - x เงินฝากสะสมทรัพย์ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เลขที่ 362 - 0 - 65xxx - x โจทก์ไม่ได้บังคับคดีและไม่ได้ดำเนินการให้ทรัพย์สินตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภายในกำหนด 10 ปี นับแต่คดีถึงที่สุด จึงขาดอายุความตามกฎหมาย ขอให้ศาลสั่งให้คืนทรัพย์สินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงตามคำร้อง ก็ไม่มีเหตุที่จะคืนทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแล้วให้แก่จำเลยที่ 2 ได้ ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า มีเหตุที่จะต้องสั่งให้คืนทรัพย์สินตามคำร้องแก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาในทำนองว่า แม้ศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแล้ว แต่ก็มิได้ดำเนินการให้มีการริบทรัพย์สินเกี่ยวกับเงินฝากในบัญชีธนาคารตามคำร้องของจำเลยที่ 2 ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งมีกำหนดอายุความทั้งทางแพ่งและทางอาญา เมื่อพ้นกำหนดอายุความ 10 ปี จึงต้องคืนทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ที่เป็นเจ้าของเดิม เห็นว่า เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 คือ เพื่อให้การปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นจำเป็นต้องมีการกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการปราบปรามผู้กระทำความผิดตามกฎหมายดังกล่าวขึ้นโดยเฉพาะ ตามที่ปรากฏในหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรการริบทรัพย์สินตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 จึงมีส่วนช่วยเสริมประสิทธิภาพในการริบทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้กว้างขวางกว่าที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา และกฎหมายฉบับอื่น และยังเปลี่ยนแปลงปลายทางของทรัพย์สินเหล่านี้ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ไม่ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษได้มีโอกาสใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินนั้น อันเป็นประโยชน์ต่อการปราบปรามยาเสพติดของประเทศ โดยมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ทรัพย์สินที่ศาลมีคำสั่งให้ริบ ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ดังนั้น เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ริบทรัพย์สินตามคำร้องของจำเลยที่ 2 ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแล้ว ทรัพย์สินดังกล่าวย่อมตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในทันที โดยมิต้องมีการดำเนินการใด ๆ เพื่อให้ทรัพย์สินนั้นต้องตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเพิ่มเติมอีก ส่วนการเปลี่ยนแปลงชื่อบัญชีเงินฝากของธนาคารไปเป็นชื่อของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดนั้น เป็นเรื่องของการบริหารจัดการทรัพย์สินของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งต้องเป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกองทุนกำหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลังตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และระยะเวลาในการบริหารจัดการทรัพย์สินของกองทุนเช่นว่ามานี้ ไม่ใช่เรื่องของกำหนดอายุความไม่ว่าจะเป็นในทางแพ่งหรือทางอาญา จึงไม่ตกอยู่ในกำหนดอายุความทั่วไป 10 ปี ดังที่จำเลยที่ 2 อ้าง ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 มานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
ม1/2541
primary_red_case_no
ม1/2543
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000142.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1028/2561
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2562