คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2817/2562 ฉบับเต็ม

#635886
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2817/2562 พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร โจทก์ นาง ม. ผู้ร้อง นาย ว. จำเลย ป.อ. มาตรา 33 (1), มาตรา 36 พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61 วรรคหนึ่ง, มาตรา 73/2 เมื่อรถบรรทุกของกลางเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องซื้อมาด้วยเงินที่ได้มาระหว่างสมรส ผู้ร้องกับจำเลยจึงมีส่วนเป็นเจ้าของรวมกันคนละครึ่ง เมื่อจำเลยนำรถบรรทุกของกลางไปใช้ในการกระทำความผิดจนถูกศาลพิพากษาให้ริบไปแล้ว ผู้ร้องซึ่งมิได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยด้วย ย่อมมีสิทธิขอคืนได้กึ่งหนึ่ง ส่วนอีกกึ่งหนึ่งตกเป็นของอันพึงต้องริบ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61 วรรคหนึ่ง, 73/2 และริบรถบรรทุกหกล้อ หมายเลขทะเบียน 82 - 0321 กาฬสินธุ์ ของกลาง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนรถบรรทุกของกลางแก่ผู้ร้อง โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้คืนรถบรรทุก หมายเลขทะเบียน 82 - 0321 กาฬสินธุ์ ของกลางให้แก่ผู้ร้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องกับจำเลยเป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2537 ต่อมาวันที่ 11 ตุลาคม 2555 ผู้ร้องซื้อรถบรรทุกหกล้อ หมายเลขทะเบียน 82 - 0321 กาฬสินธุ์ ของกลาง ให้จำเลยนำไปรับจ้างบุคคลอื่น จากนั้นวันที่ 23 มีนาคม 2559 จำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในข้อหาใช้ยานพาหนะน้ำหนักบรรทุกเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดบนทางหลวง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยและริบรถบรรทุกของกลาง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ ผู้ร้องเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ผู้ร้องซื้อรถบรรทุกของกลางเพื่อให้จำเลยใช้ขับรับจ้างบุคคลอื่น เงินที่หามาได้จำเลยจะนำมามอบให้ผู้ร้องชำระหนี้และเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว เห็นว่า ตามคำเบิกความของผู้ร้องได้ความว่าวัตถุประสงค์ในการซื้อรถบรรทุกของกลางของผู้ร้องเพื่อให้จำเลยใช้ขับรถรับจ้างบุคคลอื่น ซึ่งเป็นอาชีพที่สุจริต โดยจำเลยรับผิดชอบงานด้วยตนเอง เมื่อจำเลยนำรถออกไปจากบ้านผู้ร้องซึ่งเป็นภริยามิได้ไปด้วย ที่เป็นความผิดก็เพราะจำเลยนำรถไปบรรทุกดินมากจนน้ำหนักเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดให้บรรทุกได้ ซึ่งน้ำหนักดินที่บรรทุกใส่รถจะมากน้อยเพียงใด เกินกำหนดหรือไม่เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของจำเลยผู้เป็นคนขับและรับผิดชอบรถอยู่ในขณะเกิดเหตุนั้นแต่เพียงผู้เดียว ผู้ร้องซึ่งเป็นภริยาอยู่ที่บ้านน่าจะไม่มีโอกาสได้ล่วงรู้ จะฟังว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้คืนรถบรรทุกของกลางแก่ผู้ร้องทั้งคันนั้น เห็นว่า ตามอุทธรณ์ของผู้ร้อง ฉบับลงวันที่ 30 สิงหาคม 2560 ผู้ร้องเพียงแต่อุทธรณ์ขอให้คืนรถบรรทุกของกลางแก่ผู้ร้องเพียงกึ่งหนึ่งเท่านั้นโดยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอคืนรถบรรทุกของกลางในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้คืนรถบรรทุกของกลางแก่ผู้ร้องทั้งคันจึงเป็นการมิชอบ และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่ารถบรรทุกของกลางเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องซื้อมาด้วยเงินที่ได้มาระหว่างสมรส ผู้ร้องกับจำเลยจึงมีส่วนเป็นเจ้าของรวมกันคนละครึ่ง เมื่อจำเลยนำรถบรรทุกของกลางไปใช้ในการกระทำความผิดจนถูกศาลพิพากษาให้ริบไปแล้ว ผู้ร้องซึ่งมิได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยด้วย ย่อมมีสิทธิขอคืนได้กึ่งหนึ่ง ส่วนอีกกึ่งหนึ่งตกเป็นของอันพึงต้องริบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนรถบรรทุกของกลางแก่ผู้ร้องกึ่งหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 (ธนาพนธ์ ชวรุ่ง-นิติ เอื้อจรัสพันธุ์-วันชัย ศศิโรจน์) ศาลจังหวัดยโสธร - นายอุทิศ อุ่นท้าว ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายอุเทน วิภาณุรัตน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1208/2561 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ขค1/2560 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ขค1/2560 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
635886
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดยโสธร",
        "judge": "นายอุทิศ อุ่นท้าว"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายอุเทน วิภาณุรัตน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081954798"
    }
}
date
2562
deka_no
2817/2562
deka_running_no
2817
deka_year
2562
department
แผนก
judges
[
    "ธนาพนธ์ ชวรุ่ง",
    "นิติ เอื้อจรัสพันธุ์",
    "วันชัย ศศิโรจน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 33 (1)",
            "ม. 36"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535",
        "sections": [
            "ม. 61 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 73/2"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นาง ม."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ว."
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61 วรรคหนึ่ง, 73/2 และริบรถบรรทุกหกล้อ หมายเลขทะเบียน 82 - 0321 กาฬสินธุ์ ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนรถบรรทุกของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้คืนรถบรรทุก หมายเลขทะเบียน 82 - 0321 กาฬสินธุ์ ของกลางให้แก่ผู้ร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องกับจำเลยเป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2537 ต่อมาวันที่ 11 ตุลาคม 2555 ผู้ร้องซื้อรถบรรทุกหกล้อ หมายเลขทะเบียน 82 - 0321 กาฬสินธุ์ ของกลาง ให้จำเลยนำไปรับจ้างบุคคลอื่น จากนั้นวันที่ 23 มีนาคม 2559 จำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในข้อหาใช้ยานพาหนะน้ำหนักบรรทุกเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดบนทางหลวง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยและริบรถบรรทุกของกลาง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ ผู้ร้องเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ผู้ร้องซื้อรถบรรทุกของกลางเพื่อให้จำเลยใช้ขับรับจ้างบุคคลอื่น เงินที่หามาได้จำเลยจะนำมามอบให้ผู้ร้องชำระหนี้และเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว เห็นว่า ตามคำเบิกความของผู้ร้องได้ความว่าวัตถุประสงค์ในการซื้อรถบรรทุกของกลางของผู้ร้องเพื่อให้จำเลยใช้ขับรถรับจ้างบุคคลอื่น ซึ่งเป็นอาชีพที่สุจริต โดยจำเลยรับผิดชอบงานด้วยตนเอง เมื่อจำเลยนำรถออกไปจากบ้านผู้ร้องซึ่งเป็นภริยามิได้ไปด้วย ที่เป็นความผิดก็เพราะจำเลยนำรถไปบรรทุกดินมากจนน้ำหนักเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดให้บรรทุกได้ ซึ่งน้ำหนักดินที่บรรทุกใส่รถจะมากน้อยเพียงใด เกินกำหนดหรือไม่เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของจำเลยผู้เป็นคนขับและรับผิดชอบรถอยู่ในขณะเกิดเหตุนั้นแต่เพียงผู้เดียว ผู้ร้องซึ่งเป็นภริยาอยู่ที่บ้านน่าจะไม่มีโอกาสได้ล่วงรู้ จะฟังว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้คืนรถบรรทุกของกลางแก่ผู้ร้องทั้งคันนั้น เห็นว่า ตามอุทธรณ์ของผู้ร้อง ฉบับลงวันที่ 30 สิงหาคม 2560 ผู้ร้องเพียงแต่อุทธรณ์ขอให้คืนรถบรรทุกของกลางแก่ผู้ร้องเพียงกึ่งหนึ่งเท่านั้นโดยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอคืนรถบรรทุกของกลางในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้คืนรถบรรทุกของกลางแก่ผู้ร้องทั้งคันจึงเป็นการมิชอบ และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่ารถบรรทุกของกลางเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องซื้อมาด้วยเงินที่ได้มาระหว่างสมรส ผู้ร้องกับจำเลยจึงมีส่วนเป็นเจ้าของรวมกันคนละครึ่ง เมื่อจำเลยนำรถบรรทุกของกลางไปใช้ในการกระทำความผิดจนถูกศาลพิพากษาให้ริบไปแล้ว ผู้ร้องซึ่งมิได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยด้วย ย่อมมีสิทธิขอคืนได้กึ่งหนึ่ง ส่วนอีกกึ่งหนึ่งตกเป็นของอันพึงต้องริบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนรถบรรทุกของกลางแก่ผู้ร้องกึ่งหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
opensearch_id
primary_black_case_no
ขค1/2560
primary_red_case_no
ขค1/2560
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000143.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1208/2561
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2562