คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2494 -ที่ 2495/2562 ฉบับเต็ม

#635894
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2494 - 2495/2562 พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี โจทก์ นาย จ. โจทก์ร่วม นางสาว ส. กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย, มาตรา 212, มาตรา 215, มาตรา 225 ป.อ. มาตรา 80, มาตรา 289 (4), มาตรา 297, มาตรา 298 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ได้เข้าไปร่วมทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมตามที่วางแผนกันไว้ โดยอยู่ที่รถจักรยานยนต์ซึ่งจอดอยู่ด้านหลังรถยนต์ของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นระยะที่ใกล้ชิดกับสถานที่เกิดเหตุ อยู่ในลักษณะที่อาจเข้าไปช่วยเหลือให้การกระทำความผิดสำเร็จ มีลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ แต่การที่พวกของจำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าอย่างกะทันหันโดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 มิได้คบคิดนัดหมายมาก่อน จึงถือไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าโจทก์ร่วมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ต้องรับผลแห่งการกระทำของพวกด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นตัวการกระทำความผิดฐานทำร้ายจนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมรับอันตรายสาหัสโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตาม ป.อ. มาตรา 298 อันเป็นความผิดหลายอย่างซึ่งรวมอยู่ในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลฎีกาลงโทษในความผิดดังกล่าวตามที่พิจารณาได้ความได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 แม้โจทก์ไม่ได้ฎีกาขอให้ลงโทษก็ตาม เพราะการปรับบทลงโทษเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่เมื่อโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฐานร่วมกันทำร้ายจนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมรับอันตรายสาหัสตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเท่านั้น จึงไม่อาจกำหนดโทษให้สูงขึ้นในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายจนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมรับอันตรายสาหัสโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตาม ป.อ. มาตรา 298 เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 ___________________________ คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 3 ตามลำดับ โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 289 (4), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 3 แก้ไขคำให้การเป็นรับสารภาพข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย แต่ยังคงให้การปฏิเสธข้อหามีและพาอาวุธปืนฯ กับข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ระหว่างพิจารณา นายจักรกฤษณ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ศาลชั้นต้นอนุญาต โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาล 150,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมรถยนต์ 20,000 บาท ค่าเสียหายทางสภาพร่างกายและจิตใจ 70,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดเอากระสุนปืนที่ฝังอยู่ในร่างกายออก 100,000 บาท รวมเป็นค่าสินไหมทดแทน 340,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม จำเลยทั้งสามให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) (ที่ถูก ประกอบมาตรา 83) จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่ถูก (ที่แก้ไขใหม่)) ข้อหาอื่นให้ยก ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง นางสาวยอดกมล โทรศัพท์ชักชวนโจทก์ร่วมไปดูภาพยนตร์ที่ห้างสรรพสินค้า โจทก์ร่วมขับรถยนต์ไปถึงห้างสรรพสินค้าดังกล่าวแล้วโทรศัพท์ติดต่อนางสาวยอดกมล นางสาวยอดกมลบอกให้โจทก์ร่วมขับรถยนต์ไปที่ตลาดนัดบาซ่าด้านหลังห้างสรรพสินค้า โจทก์ร่วมขับรถยนต์ไปพบนางสาวยอดกมลที่ขับรถจักรยานยนต์มีจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นน้องสาวของนางสาวยอดกมลนั่งซ้อนท้าย นางสาวยอดกมลบอกว่าจะไปส่งจำเลยที่ 1 ก่อน ให้โจทก์ร่วมขับรถยนต์ติดตามไป นางสาวยอดกมลขับรถจักรยานยนต์ไปจอดริมถนนในซอยนารถมนตเสวี 30/10 ฝั่งตรงข้ามสวนท่านนารถซึ่งเป็นสวนสาธารณะขององค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี โจทก์ร่วมจอดรถยนต์ต่อท้ายรถจักรยานยนต์ของนางสาวยอดกมล จำเลยที่ 1 อยู่ที่รถจักรยานยนต์ของนางสาวยอดกมล ส่วนจำเลยที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์มีนายศุภชัยหรือเดี่ยว นั่งซ้อนท้ายไปจอดต่อท้ายรถยนต์ของโจทก์ร่วม แล้วจำเลยที่ 3 รออยู่ที่รถจักรยานยนต์ ส่วนนายพลวัต นายศุภชัย และนายภูวรินทร์ เข้าไปใช้วัตถุของแข็งทุบรถยนต์ของโจทก์ร่วม โดยนายภูวรินทร์ใช้อาวุธปืนปากกาทุบรถยนต์ ของโจทก์ร่วมเป็นเหตุให้กระสุนปืนลั่นถูกนายภูวรินทร์ถึงแก่ความตาย ส่วนนายพลวัตถืออาวุธปืนจ่อยิงที่กระจกรถด้านขวา กระสุนปืนถูกที่ไหล่ขวาของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมขับรถยนต์หลบหนี โจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลกระดูกไหล่ขวาหัก กระสุนฝังใน แพทย์ผ่าตัดกระสุนปืนที่ฝังในออกและลงความเห็นว่าใช้เวลารักษา 3 เดือน อาจจะแทรกซ้อนได้ เป็นอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน และจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน และข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่มีความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผย โดยไม่มีเหตุสมควร และโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้อง และจำเลยที่ 2 ไม่มีความผิดตามฟ้อง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกันทำร้ายจนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมรับอันตรายสาหัสตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมีพันตำรวจโทวุฒินันท์ พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า พยานแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ระบุว่า พนักงานสอบสวนแจ้งสิทธิและดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 มาตรา 134/3 และมาตรา 134/4 แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 3 เต็มใจให้การ โดยไม่ปรากฏว่า พนักงานสอบสวนทำหรือจัดให้ทำการใด ๆ ซึ่งเป็นการให้คำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง ทรมาน ใช้กำลังบังคับ หรือกระทำโดยมิชอบประการใด ๆ เพื่อจูงใจให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การอย่างใด ๆ ในเรื่องที่ต้องหานั้น เมื่อพิจารณาตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยซึ่งเป็นพยานบอกเล่านั้นน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/4 วรรคท้าย และมาตรา 226/3 วรรคสอง (1) ประกอบกับจำเลยที่ 1 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า นางสาวยอดกมลชักชวนจำเลยที่ 1 ไปเคลียร์ธุระกับโจทก์ร่วม ซึ่งจำเลยที่ 1 เข้าใจว่าการไปเคลียร์อาจมีการทำร้ายร่างกายกันซึ่งเจือสมคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 1 บอกจำเลยที่ 3 ว่า นางสาวยอดกมลชักชวนจำเลยที่ 1 ไปเคลียร์กับโจทก์ร่วม เมื่อนางสาวยอดกมลขับรถจักรยานยนต์มีจำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้ายออกไปแล้ว จำเลยที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์มีนายศุภชัยนั่งซ้อนท้ายติดตามรถจักรยานยนต์ของนางสาวยอดกมลไป ระหว่างทาง นายศุภชัยเล่าให้ฟังว่า โจทก์ร่วมกล่าวหานางสาวยอดกมลในทางเสียหาย จึงมีการนัดเคลียร์กัน จำเลยที่ 3 ทราบแต่เพียงว่า จำเลยที่ 3 เดินทางไปยังสถานที่เกิดเหตุเพื่อจะไปเคลียร์กับโจทก์ร่วมและยืนยันกับพนักงานสอบสวนตั้งแต่แรก แล้วจำเลยที่ 3 เบิกความตอบคำถามของทนายจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามที่ได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นว่า ขณะที่มีการวางแผนที่อู่ต้นตาลมีการพูดแต่เพียงว่าจะพากันไปเคลียร์กับโจทก์ร่วม ซึ่งเจือสมคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 คำเบิกความดังกล่าวของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ย่อมใช้ยันจำเลยที่ 1 และที่ 3 นั้นได้ และอาจรับฟังคำเบิกความนั้นประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 233 วรรคสอง พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมารับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีเจตนาร่วมกับนายพลวัต นายศุภชัย นายภูวรินทร์ และนางสาวยอดกมลทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเท่านั้น แม้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ได้เข้าไปร่วมทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วม แต่ขณะที่นายพลวัต นายศุภชัย และนายภูวรินทร์กับพวกเข้าไปทุบรถยนต์ของโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 อยู่ที่รถจักรยานยนต์ของนางสาวยอดกมลซึ่งจอดอยู่ด้านหน้ารถยนต์ของโจทก์ร่วม และจำเลยที่ 3 อยู่ที่รถจักรยานยนต์ซึ่งจอดอยู่ด้านหลังรถยนต์ของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นระยะที่ใกล้ชิดกับสถานที่เกิดเหตุ อยู่ในลักษณะที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 อาจจะเข้าช่วยเหลือขจัดอุปสรรคอันอาจมีขึ้นได้ทันและสามารถช่วยเหลือให้การกระทำความผิดของนายพลวัต นายศุภชัย และนายภูวรินทร์กับพวกให้สำเร็จลุล่วงไปได้ ซึ่งมีลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ แต่การที่นายพลวัตใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าอย่างกะทันหันโดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 มิได้คบคิดนัดหมายกับนายพลวัตมาก่อน เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ได้เจตนาร่วมกัน และมีการกระทำร่วมกันกับนายพลวัตในการใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม จึงถือไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นตัวการร่วมกับนายพลวัตกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าโจทก์ร่วมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ก็ต้องรับผลแห่งการกระทำของนายพลวัตด้วย การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นตัวการกระทำความผิดฐานทำร้ายจนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมรับอันตรายสาหัสโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 298 อันเป็นความผิดหลายอย่างซึ่งรวมอยู่ในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามที่โจทก์ฟ้อง และเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลฎีกาลงโทษในความผิดดังกล่าวตามที่พิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 แม้โจทก์ไม่ได้ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฐานร่วมกันทำร้ายจนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมรับอันตรายสาหัสโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 298 แต่การปรับบทลงโทษเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 อย่างไรก็ตาม โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฐานร่วมกันทำร้ายจนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมรับอันตรายสาหัสตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเท่านั้น ศาลฎีกาจึงไม่อาจกำหนดโทษให้สูงขึ้นในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายจนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมรับอันตรายสาหัสโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 298 ได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อนึ่ง เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2560 มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 298 และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน โดยระวางโทษตามกฎหมายเดิมมีโทษจำคุกเพียงสถานเดียว แต่ระวางโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ แม้จะมีระวางโทษจำคุกเท่ากัน แต่มีระวางโทษปรับด้วย ดังนั้น กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 298 (เดิม) ส่วนโทษให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 (กิตติพงษ์ ศิริโรจน์-สุรทิน สาเรือง-กึกก้อง สมเกียรติเจริญ) ศาลจังหวัดชลบุรี - นางสาวนวมลล์ ไวยาวัจมัย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นางสาวกรวรรณ อาธารมาศ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ2565/2561 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ3525/2558 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ3932/2559 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
635894
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดชลบุรี",
        "judge": "นางสาวนวมลล์ ไวยาวัจมัย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นางสาวกรวรรณ อาธารมาศ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081954925"
    }
}
date
2562
deka_no
2495/2562
deka_running_no
2495
deka_year
2562
department
แผนก
judges
[
    "กิตติพงษ์ ศิริโรจน์",
    "สุรทิน สาเรือง",
    "กึกก้อง สมเกียรติเจริญ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 192 วรรคท้าย",
            "ม. 212",
            "ม. 215",
            "ม. 225"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 80",
            "ม. 289 (4)",
            "ม. 297",
            "ม. 298"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นาย จ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาว ส. กับพวก"
    }
]
long_text
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 3 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 289 (4), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 3 แก้ไขคำให้การเป็นรับสารภาพข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย แต่ยังคงให้การปฏิเสธข้อหามีและพาอาวุธปืนฯ กับข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ระหว่างพิจารณา นายจักรกฤษณ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาล 150,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมรถยนต์ 20,000 บาท ค่าเสียหายทางสภาพร่างกายและจิตใจ 70,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดเอากระสุนปืนที่ฝังอยู่ในร่างกายออก 100,000 บาท รวมเป็นค่าสินไหมทดแทน 340,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสามให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) (ที่ถูก ประกอบมาตรา 83) จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่ถูก (ที่แก้ไขใหม่)) ข้อหาอื่นให้ยก ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง นางสาวยอดกมล โทรศัพท์ชักชวนโจทก์ร่วมไปดูภาพยนตร์ที่ห้างสรรพสินค้า โจทก์ร่วมขับรถยนต์ไปถึงห้างสรรพสินค้าดังกล่าวแล้วโทรศัพท์ติดต่อนางสาวยอดกมล นางสาวยอดกมลบอกให้โจทก์ร่วมขับรถยนต์ไปที่ตลาดนัดบาซ่าด้านหลังห้างสรรพสินค้า โจทก์ร่วมขับรถยนต์ไปพบนางสาวยอดกมลที่ขับรถจักรยานยนต์มีจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นน้องสาวของนางสาวยอดกมลนั่งซ้อนท้าย นางสาวยอดกมลบอกว่าจะไปส่งจำเลยที่ 1 ก่อน ให้โจทก์ร่วมขับรถยนต์ติดตามไป นางสาวยอดกมลขับรถจักรยานยนต์ไปจอดริมถนนในซอยนารถมนตเสวี 30/10 ฝั่งตรงข้ามสวนท่านนารถซึ่งเป็นสวนสาธารณะขององค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี โจทก์ร่วมจอดรถยนต์ต่อท้ายรถจักรยานยนต์ของนางสาวยอดกมล จำเลยที่ 1 อยู่ที่รถจักรยานยนต์ของนางสาวยอดกมล ส่วนจำเลยที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์มีนายศุภชัยหรือเดี่ยว นั่งซ้อนท้ายไปจอดต่อท้ายรถยนต์ของโจทก์ร่วม แล้วจำเลยที่ 3 รออยู่ที่รถจักรยานยนต์ ส่วนนายพลวัต นายศุภชัย และนายภูวรินทร์ เข้าไปใช้วัตถุของแข็งทุบรถยนต์ของโจทก์ร่วม โดยนายภูวรินทร์ใช้อาวุธปืนปากกาทุบรถยนต์ ของโจทก์ร่วมเป็นเหตุให้กระสุนปืนลั่นถูกนายภูวรินทร์ถึงแก่ความตาย ส่วนนายพลวัตถืออาวุธปืนจ่อยิงที่กระจกรถด้านขวา กระสุนปืนถูกที่ไหล่ขวาของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมขับรถยนต์หลบหนี โจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลกระดูกไหล่ขวาหัก กระสุนฝังใน แพทย์ผ่าตัดกระสุนปืนที่ฝังในออกและลงความเห็นว่าใช้เวลารักษา 3 เดือน อาจจะแทรกซ้อนได้ เป็นอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน และจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน และข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่มีความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผย โดยไม่มีเหตุสมควร และโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้อง และจำเลยที่ 2 ไม่มีความผิดตามฟ้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกันทำร้ายจนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมรับอันตรายสาหัสตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมีพันตำรวจโทวุฒินันท์ พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า พยานแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมนุมชน และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ระบุว่า พนักงานสอบสวนแจ้งสิทธิและดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 มาตรา 134/3 และมาตรา 134/4 แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 3 เต็มใจให้การ โดยไม่ปรากฏว่า พนักงานสอบสวนทำหรือจัดให้ทำการใด ๆ ซึ่งเป็นการให้คำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง ทรมาน ใช้กำลังบังคับ หรือกระทำโดยมิชอบประการใด ๆ เพื่อจูงใจให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การอย่างใด ๆ ในเรื่องที่ต้องหานั้น เมื่อพิจารณาตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยซึ่งเป็นพยานบอกเล่านั้นน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/4 วรรคท้าย และมาตรา 226/3 วรรคสอง (1) ประกอบกับจำเลยที่ 1 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า นางสาวยอดกมลชักชวนจำเลยที่ 1 ไปเคลียร์ธุระกับโจทก์ร่วม ซึ่งจำเลยที่ 1 เข้าใจว่าการไปเคลียร์อาจมีการทำร้ายร่างกายกันซึ่งเจือสมคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 1 บอกจำเลยที่ 3 ว่า นางสาวยอดกมลชักชวนจำเลยที่ 1 ไปเคลียร์กับโจทก์ร่วม เมื่อนางสาวยอดกมลขับรถจักรยานยนต์มีจำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้ายออกไปแล้ว จำเลยที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์มีนายศุภชัยนั่งซ้อนท้ายติดตามรถจักรยานยนต์ของนางสาวยอดกมลไป ระหว่างทาง นายศุภชัยเล่าให้ฟังว่า โจทก์ร่วมกล่าวหานางสาวยอดกมลในทางเสียหาย จึงมีการนัดเคลียร์กัน จำเลยที่ 3 ทราบแต่เพียงว่า จำเลยที่ 3 เดินทางไปยังสถานที่เกิดเหตุเพื่อจะไปเคลียร์กับโจทก์ร่วมและยืนยันกับพนักงานสอบสวนตั้งแต่แรก แล้วจำเลยที่ 3 เบิกความตอบคำถามของทนายจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามที่ได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นว่า ขณะที่มีการวางแผนที่อู่ต้นตาลมีการพูดแต่เพียงว่าจะพากันไปเคลียร์กับโจทก์ร่วม ซึ่งเจือสมคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 คำเบิกความดังกล่าวของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ย่อมใช้ยันจำเลยที่ 1 และที่ 3 นั้นได้ และอาจรับฟังคำเบิกความนั้นประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 233 วรรคสอง พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมารับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีเจตนาร่วมกับนายพลวัต นายศุภชัย นายภูวรินทร์ และนางสาวยอดกมลทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเท่านั้น แม้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ได้เข้าไปร่วมทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วม แต่ขณะที่นายพลวัต นายศุภชัย และนายภูวรินทร์กับพวกเข้าไปทุบรถยนต์ของโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 อยู่ที่รถจักรยานยนต์ของนางสาวยอดกมลซึ่งจอดอยู่ด้านหน้ารถยนต์ของโจทก์ร่วม และจำเลยที่ 3 อยู่ที่รถจักรยานยนต์ซึ่งจอดอยู่ด้านหลังรถยนต์ของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นระยะที่ใกล้ชิดกับสถานที่เกิดเหตุ อยู่ในลักษณะที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 อาจจะเข้าช่วยเหลือขจัดอุปสรรคอันอาจมีขึ้นได้ทันและสามารถช่วยเหลือให้การกระทำความผิดของนายพลวัต นายศุภชัย และนายภูวรินทร์กับพวกให้สำเร็จลุล่วงไปได้ ซึ่งมีลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ แต่การที่นายพลวัตใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าอย่างกะทันหันโดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 มิได้คบคิดนัดหมายกับนายพลวัตมาก่อน เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ได้เจตนาร่วมกัน และมีการกระทำร่วมกันกับนายพลวัตในการใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม จึงถือไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นตัวการร่วมกับนายพลวัตกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าโจทก์ร่วมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ก็ต้องรับผลแห่งการกระทำของนายพลวัตด้วย การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นตัวการกระทำความผิดฐานทำร้ายจนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมรับอันตรายสาหัสโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 298 อันเป็นความผิดหลายอย่างซึ่งรวมอยู่ในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามที่โจทก์ฟ้อง และเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลฎีกาลงโทษในความผิดดังกล่าวตามที่พิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 แม้โจทก์ไม่ได้ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฐานร่วมกันทำร้ายจนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมรับอันตรายสาหัสโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 298 แต่การปรับบทลงโทษเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 อย่างไรก็ตาม โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฐานร่วมกันทำร้ายจนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมรับอันตรายสาหัสตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเท่านั้น ศาลฎีกาจึงไม่อาจกำหนดโทษให้สูงขึ้นในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายจนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมรับอันตรายสาหัสโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 298 ได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2560 มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 298 และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน โดยระวางโทษตามกฎหมายเดิมมีโทษจำคุกเพียงสถานเดียว แต่ระวางโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ แม้จะมีระวางโทษจำคุกเท่ากัน แต่มีระวางโทษปรับด้วย ดังนั้น กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 298 (เดิม) ส่วนโทษให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
opensearch_id
primary_black_case_no
อ3525/2558
primary_red_case_no
อ3932/2559
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000144.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ2565/2561
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2494 -
year
2562