คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12251/2558 ฉบับเต็ม

#635972
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12251/2558 นางสาวสาวิตรี สุขเมือง โจทก์ สิบเอกหญิงนฤมล วัดบุญเลี้ยง ผู้ร้อง นายสัญชัย วัดบุญเลี้ยง จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 271 สัญญาประกันที่ผู้ร้องทำไว้ต่อศาลชั้นต้นมีข้อความระบุว่า "ข้าพเจ้า... ขอทำสัญญาค้ำประกันต่อศาลว่า ถ้าจำเลยแพ้คดีโจทก์และไม่นำเงินมาชำระให้โจทก์ตามคำพิพากษาเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้นเท่าใด ข้าพเจ้ายอมให้บังคับคดีเอาจากหลักประกันในคดีนี้ได้ทันที..." ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นบางส่วนโดยยังคงให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และคดีถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์แล้ว เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดีและมิได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ ผู้ร้องจึงต้องรับผิดตามข้อความที่ระบุในสัญญาประกันดังกล่าว ความรับผิดของผู้ร้องตามสัญญาประกันฉบับนี้จะสิ้นไปก็ต่อเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง หรือโจทก์มิได้ร้องขอให้บังคับคดีแก่จำเลยและผู้ร้องภายในสิบปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาของศาลชั้นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 เมื่อคดียังอยู่ในระยะเวลาสิบปีที่โจทก์จะบังคับคดีได้ตามบทมาตราดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับคดีแก่หลักประกันของผู้ร้องได้ ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอรับหลักประกันคืน ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 80,715 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ให้นำเงิน 50,000 บาท ที่จำเลยมาวางต่อศาลเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2551 มาหักดอกเบี้ย ณ วันดังกล่าวก่อน เสร็จแล้วเหลือเท่าใดให้นำมาหักต้นเงินกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี และให้จำเลยชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่โจทก์ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งว่าถ้าจำเลยหาประกันสำหรับจำนวนเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันทราบคำสั่งและต่อไปอีก 1 ปี มาวางศาลจนเป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง ผู้ร้องได้มอบอำนาจให้จำเลยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 108364 ตำบลสะเดียง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ มาวางเป็นหลักประกันและทำสัญญาค้ำประกันต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นรับไว้เป็นหลักประกันและอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ไว้ตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 กับแจ้งอายัดไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์และให้ผู้ร้องทำสัญญาประกัน ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เป็นเงิน 5,000 บาท ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่กำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น กับให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยฎีกาและยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 6 อนุญาตให้ฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้ฎีกา ยกคำร้อง โดยศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งของประธานศาลอุทธรณ์ภาค 6 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2557 และมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 จำเลยทราบคำสั่งไม่รับฎีกาเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2557 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอถอนหลักประกันและขอรับโฉนดที่ดินที่วางเป็นประกันคืน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอรับโฉนดที่ดินที่วางเป็นหลักประกันในการขอทุเลาการบังคับระหว่างอุทธรณ์คืนหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องเป็นผู้ค้ำประกันในการทุเลาการบังคับเฉพาะในชั้นอุทธรณ์ มิได้ค้ำประกันไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด และในการบังคับคดีจะต้องบังคับภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษา มิใช่นับแต่วันมีคำพิพากษาเป็นที่สุดนั้น เห็นว่า ตามสัญญาประกันที่ผู้ร้องทำไว้ต่อศาลชั้นต้นมีข้อความระบุว่า "ข้าพเจ้า... ขอทำสัญญาค้ำประกันต่อศาลว่า ถ้าจำเลยแพ้คดีโจทก์และไม่นำเงินมาชำระให้โจทก์ตามคำพิพากษาเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้นเท่าใด ข้าพเจ้ายอมให้บังคับคดีเอาจากหลักประกันในคดีนี้ได้ทันที..." ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นบางส่วนโดยยังคงให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และคดีถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์แล้ว เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดีและมิได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ ผู้ร้องจึงต้องรับผิดตามข้อความที่ระบุในสัญญาประกันดังกล่าว ความรับผิดของผู้ร้องตามสัญญาประกันฉบับนี้จะสิ้นไปก็ต่อเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง หรือโจทก์มิได้ร้องขอให้บังคับคดีแก่จำเลยและผู้ร้องภายในสิบปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาของศาลชั้นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 เมื่อคดียังอยู่ในระยะเวลาสิบปีที่โจทก์จะบังคับคดีได้ตามบทมาตราดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับคดีแก่หลักประกันของผู้ร้องได้ ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอรับหลักประกันคืน ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์-ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร-แก้ว เวศอุไร) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
635972
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081968405"
    }
}
date
2558
deka_no
12251/2558
deka_running_no
12251
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์",
    "ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร",
    "แก้ว เวศอุไร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 271"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวสาวิตรี สุขเมือง"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "สิบเอกหญิงนฤมล วัดบุญเลี้ยง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสัญชัย วัดบุญเลี้ยง"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 80,715 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ให้นำเงิน 50,000 บาท ที่จำเลยมาวางต่อศาลเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2551 มาหักดอกเบี้ย ณ วันดังกล่าวก่อน เสร็จแล้วเหลือเท่าใดให้นำมาหักต้นเงินกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี และให้จำเลยชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่โจทก์ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งว่าถ้าจำเลยหาประกันสำหรับจำนวนเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันทราบคำสั่งและต่อไปอีก 1 ปี มาวางศาลจนเป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง ผู้ร้องได้มอบอำนาจให้จำเลยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 108364 ตำบลสะเดียง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ มาวางเป็นหลักประกันและทำสัญญาค้ำประกันต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นรับไว้เป็นหลักประกันและอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ไว้ตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 กับแจ้งอายัดไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์และให้ผู้ร้องทำสัญญาประกัน ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เป็นเงิน 5,000 บาท ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่กำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น กับให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยฎีกาและยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 6 อนุญาตให้ฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้ฎีกา ยกคำร้อง โดยศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งของประธานศาลอุทธรณ์ภาค 6 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2557 และมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 จำเลยทราบคำสั่งไม่รับฎีกาเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2557

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอถอนหลักประกันและขอรับโฉนดที่ดินที่วางเป็นประกันคืน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอรับโฉนดที่ดินที่วางเป็นหลักประกันในการขอทุเลาการบังคับระหว่างอุทธรณ์คืนหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องเป็นผู้ค้ำประกันในการทุเลาการบังคับเฉพาะในชั้นอุทธรณ์ มิได้ค้ำประกันไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด และในการบังคับคดีจะต้องบังคับภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษา มิใช่นับแต่วันมีคำพิพากษาเป็นที่สุดนั้น เห็นว่า ตามสัญญาประกันที่ผู้ร้องทำไว้ต่อศาลชั้นต้นมีข้อความระบุว่า "ข้าพเจ้า... ขอทำสัญญาค้ำประกันต่อศาลว่า ถ้าจำเลยแพ้คดีโจทก์และไม่นำเงินมาชำระให้โจทก์ตามคำพิพากษาเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้นเท่าใด ข้าพเจ้ายอมให้บังคับคดีเอาจากหลักประกันในคดีนี้ได้ทันที..." ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นบางส่วนโดยยังคงให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และคดีถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์แล้ว เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดีและมิได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ ผู้ร้องจึงต้องรับผิดตามข้อความที่ระบุในสัญญาประกันดังกล่าว ความรับผิดของผู้ร้องตามสัญญาประกันฉบับนี้จะสิ้นไปก็ต่อเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง หรือโจทก์มิได้ร้องขอให้บังคับคดีแก่จำเลยและผู้ร้องภายในสิบปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาของศาลชั้นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 เมื่อคดียังอยู่ในระยะเวลาสิบปีที่โจทก์จะบังคับคดีได้ตามบทมาตราดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับคดีแก่หลักประกันของผู้ร้องได้ ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอรับหลักประกันคืน ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000257.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558