คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13385/2558 ฉบับเต็ม

#635981
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13385/2558 บริษัทเอ็ม พี ปิโตรเลียม จำกัด โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด รัฐวรรณ ปิโตรเลียม หล่มสัก กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), มาตรา 245 (1), มาตรา 247 ป.รัษฎากร มาตรา 118 โจทก์อ้างสัญญาเช่าซื้อเป็นพยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้าง สัญญาเช่าซื้อมีลักษณะเป็นตราสาร จึงต้องปิดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องครบถ้วนตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร แต่ปรากฏว่า สัญญาเช่าซื้อมิได้ปิดอากรแสตมป์ จึงไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ตามบทบัญญัติ ป.รัษฎากร มาตรา 118 ที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังสัญญาเช่าซื้อเป็นพยานหลักฐานจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ให้การต่อสู้คดีไว้หรือยกปัญหาในเรื่องสัญญาเช่าซื้อมิได้ปิดอากรแสตมป์ขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้ว่าสัญญาเช่าซื้อที่โจทก์ฟ้องเป็นเอกสารที่เกิดจากกลฉ้อฉลของโจทก์เพราะในการกรอกข้อความลงในเอกสารดังกล่าวไม่ตรงกับเงื่อนไขและข้อกำหนดที่จำเลยทั้งสามเสนอต่อโจทก์ เมื่อไม่อาจรับฟังสัญญาเช่าซื้อเป็นพยานหลักฐานได้ พยานหลักฐานอื่นของโจทก์ไม่มีน้ำหนักดีไปกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสาม ดังนั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ กรณีนี้เกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 ที่มิได้ฎีกาด้วย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 14,532,694.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,138.694.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามส่งมอบทรัพย์สินและอุปกรณ์ทั้งหมดคืนแก่โจทก์ หากไม่สามารถส่งคืนได้ให้ชดใช้ราคาแทน จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,343,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 6 มกราคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบกล่องป้ายเอ็ม พี จำนวน 3 ป้าย คืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากไม่สามารถส่งมอบคืนได้ ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 17,400 บาท กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางสาวมัลลิการ์ ทายาทของจำเลยที่ 3 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 4,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนางทิพวรรณ บุตรของจำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทน พิเคราะห์แล้วฟังได้ว่า นางทิพวรรณเป็นทายาทของจำเลยที่ 2 ผู้มรณะ จึงอนุญาตให้นางทิพวรรณเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเช่าซื้อและค่าขาดประโยชน์พร้อมดอกเบี้ย กับให้จำเลยทั้งสามส่งมอบทรัพย์สินและอุปกรณ์คืนโจทก์ โดยโจทก์อาศัยสัญญาเช่าซื้อ สัญญายืมทรัพย์สินและอุปกรณ์และสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาแต่งตั้งผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่สามารถดำเนินการตามข้อสัญญาได้ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและร่วมกันส่งมอบทรัพย์สินคืนให้แก่โจทก์ เห็นว่า ตามมาตรา 118 ประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า "ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้น เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งมิได้จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ที่ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้และขีดฆ่าแล้ว" ที่โจทก์อ้างสัญญาเช่าซื้อ เป็นพยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างนั้น สัญญาเช่าซื้อมีลักษณะเป็นตราสาร จึงต้องปิดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องครบถ้วนตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร แต่ปรากฏว่า สัญญาเช่าซื้อมิได้ปิดอากรแสตมป์ ดังนั้น สัญญาเช่าซื้อฉบับดังกล่าวจึงไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ตามบทบัญญัติประมวลรัษฎากรข้างต้น ที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังสัญญาเช่าซื้อเป็นพยานหลักฐานจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ให้การต่อสู้คดีไว้หรือยกปัญหาในเรื่องสัญญาเช่าซื้อมิได้ปิดอากรแสตมป์ขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้ว่าสัญญาเช่าซื้อที่โจทก์ฟ้องเป็นเอกสารที่เกิดจากกลฉ้อฉลของโจทก์เพราะในการกรอกข้อความลงในเอกสารดังกล่าวไม่ตรงกับเงื่อนไขและข้อกำหนดที่จำเลยทั้งสามเสนอต่อโจทก์ เมื่อไม่อาจรับฟังสัญญาเช่าซื้อเป็นพยานหลักฐานได้ พยานหลักฐานอื่นของโจทก์ไม่มีน้ำหนักดีไปกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสาม ดังนั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ กรณีนี้เกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 ที่มิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247 ส่วนความรับผิดในการคืนทรัพย์สินให้แก่โจทก์นั้น เมื่อได้ความว่า ตามสัญญายืมทรัพย์สินและอุปกรณ์มีเอกสารแนบท้ายระบุรายการทรัพย์สินที่ยืมซึ่งมีป้ายเอ็ม พี จำนวน 3 ป้าย แต่ตามใบรับคืนสินค้าขีดฆ่ารายการกล่องป้ายเอ็ม พี จำนวน 3 ป้าย ออก โดยมีข้อความว่า รายการที่ขีดฆ่า คือ รายการที่ยังไม่ได้ถอดถอนไป แสดงว่า ป้ายของโจทก์ยังอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อโจทก์ขอเรียกคืนทรัพย์สินดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องส่งมอบคืนโจทก์ โดยจำเลยที่ 3 ผู้ค้ำประกัน ต้องร่วมรับผิดด้วย เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในเรื่องค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้ออีก เพราะไม่มีผลต่อคดี ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยเพียงบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนคำขอตามสัญญาเช่าซื้อ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 (บุญไชย ธนาพันธ์สิน-วิรุฬห์ แสงเทียน-จรูญ ชีวิตโสภณ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
635981
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081967531"
    }
}
date
2558
deka_no
13385/2558
deka_running_no
13385
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "บุญไชย ธนาพันธ์สิน",
    "วิรุฬห์ แสงเทียน",
    "จรูญ ชีวิตโสภณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142 (5)",
            "ม. 245 (1)",
            "ม. 247"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 118"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทเอ็ม พี ปิโตรเลียม จำกัด"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัด รัฐวรรณ ปิโตรเลียม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "หล่มสัก กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 14,532,694.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,138.694.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามส่งมอบทรัพย์สินและอุปกรณ์ทั้งหมดคืนแก่โจทก์ หากไม่สามารถส่งคืนได้ให้ชดใช้ราคาแทน

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,343,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 6 มกราคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบกล่องป้ายเอ็ม พี จำนวน 3 ป้าย คืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากไม่สามารถส่งมอบคืนได้ ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 17,400 บาท กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางสาวมัลลิการ์ ทายาทของจำเลยที่ 3 เข้าเป็นคู่ความแทน

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 4,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนางทิพวรรณ บุตรของจำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทน พิเคราะห์แล้วฟังได้ว่า นางทิพวรรณเป็นทายาทของจำเลยที่ 2 ผู้มรณะ จึงอนุญาตให้นางทิพวรรณเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเช่าซื้อและค่าขาดประโยชน์พร้อมดอกเบี้ย กับให้จำเลยทั้งสามส่งมอบทรัพย์สินและอุปกรณ์คืนโจทก์ โดยโจทก์อาศัยสัญญาเช่าซื้อ สัญญายืมทรัพย์สินและอุปกรณ์และสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาแต่งตั้งผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่สามารถดำเนินการตามข้อสัญญาได้ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและร่วมกันส่งมอบทรัพย์สินคืนให้แก่โจทก์ เห็นว่า ตามมาตรา 118 ประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า "ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้น เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งมิได้จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ที่ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้และขีดฆ่าแล้ว" ที่โจทก์อ้างสัญญาเช่าซื้อ เป็นพยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างนั้น สัญญาเช่าซื้อมีลักษณะเป็นตราสาร จึงต้องปิดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องครบถ้วนตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร แต่ปรากฏว่า สัญญาเช่าซื้อมิได้ปิดอากรแสตมป์ ดังนั้น สัญญาเช่าซื้อฉบับดังกล่าวจึงไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ตามบทบัญญัติประมวลรัษฎากรข้างต้น ที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังสัญญาเช่าซื้อเป็นพยานหลักฐานจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ให้การต่อสู้คดีไว้หรือยกปัญหาในเรื่องสัญญาเช่าซื้อมิได้ปิดอากรแสตมป์ขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้ว่าสัญญาเช่าซื้อที่โจทก์ฟ้องเป็นเอกสารที่เกิดจากกลฉ้อฉลของโจทก์เพราะในการกรอกข้อความลงในเอกสารดังกล่าวไม่ตรงกับเงื่อนไขและข้อกำหนดที่จำเลยทั้งสามเสนอต่อโจทก์ เมื่อไม่อาจรับฟังสัญญาเช่าซื้อเป็นพยานหลักฐานได้ พยานหลักฐานอื่นของโจทก์ไม่มีน้ำหนักดีไปกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสาม ดังนั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ กรณีนี้เกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 ที่มิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247

ส่วนความรับผิดในการคืนทรัพย์สินให้แก่โจทก์นั้น เมื่อได้ความว่า ตามสัญญายืมทรัพย์สินและอุปกรณ์มีเอกสารแนบท้ายระบุรายการทรัพย์สินที่ยืมซึ่งมีป้ายเอ็ม พี จำนวน 3 ป้าย แต่ตามใบรับคืนสินค้าขีดฆ่ารายการกล่องป้ายเอ็ม พี จำนวน 3 ป้าย ออก โดยมีข้อความว่า รายการที่ขีดฆ่า คือ รายการที่ยังไม่ได้ถอดถอนไป แสดงว่า ป้ายของโจทก์ยังอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อโจทก์ขอเรียกคืนทรัพย์สินดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องส่งมอบคืนโจทก์ โดยจำเลยที่ 3 ผู้ค้ำประกัน ต้องร่วมรับผิดด้วย เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในเรื่องค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้ออีก เพราะไม่มีผลต่อคดี ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยเพียงบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนคำขอตามสัญญาเช่าซื้อ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000249.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558