คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14219/2558 ฉบับเต็ม

#635985
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14219/2558 บริษัท ซิตี้ลิสซิ่ง จำกัด โจทก์ สิบตำรวจโทมาโนตร์ บุญเสงี่ยม กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 323 เมื่อมีการวางเงินที่ศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทราบว่ามีเงินที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษานำมาวางที่ศาลเพื่อให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามารับไป เมื่อมีการดำเนินการแจ้งให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทราบแล้ว หากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่มารับเงินไปภายใน 5 ปีนับแต่วันที่วางเงิน เงินค้างจ่ายจำนวนดังกล่าวจึงตกเป็นของแผ่นดิน หลังจากจำเลยทั้งสามนำเงินจำนวนดังกล่าวมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ปรากฏว่าศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งหรือการดำเนินการใดๆ เพื่อให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทราบว่ามีเงินที่จำเลยทั้งสามนำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา เงินที่นำมาวางดังกล่าวจึงยังไม่เป็นเงินที่ค้างจ่ายอยู่ที่ศาลชั้นต้นที่ผู้มีสิทธิต้องเรียกเอาเสียภายในห้าปีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323 เงินดังกล่าวจึงยังไม่ตกเป็นของแผ่นดิน โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค้างจ่ายที่จำเลยทั้งสามนำมาวางเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำแถลงของโจทก์ฉบับแรกว่า โจทก์มิได้เรียกเอาเงินที่จำเลยทั้งสามนำมาวางศาลภายใน 5 ปี จึงตกเป็นของแผ่นดิน ให้ยกคำแถลง และมีคำสั่งคำแถลงของโจทก์ฉบับที่สองว่า กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำแถลง จึงไม่ถูกต้อง ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 100,466 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ต่อมาวันที่ 6 มิถุนายน 2546 จำเลยทั้งสามได้นำเงินจำนวน 117,331 บาท มาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ยื่นคำแถลงเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2552 ขอรับเงินที่จำเลยทั้งสามนำมาวางศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2552 ว่า จำเลยทั้งสาม นำมาวางศาลตั้งแต่ปี 2546 โจทก์มิได้เรียกเอาภายใน 5 ปี จึงตกเป็นของแผ่นดิน ให้ยกคำร้อง ต่อมาเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2552 โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินที่จำเลยทั้งสามนำมาวางศาลอีกครั้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2552 ว่า จำเลยทั้งสามนำมาวางศาลตั้งแต่ปี 2546 กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำแถลงขอ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายพร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาต แต่การที่จำเลยทั้งสามได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค้างจ่ายที่จำเลยทั้งสามนำมาวางเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ คดีจึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ต่อมาวันที่ 6 มิถุนายน 2546 จำเลยทั้งสามนำเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษามาวางที่ศาลชั้นต้นจำนวน 117,331 บาท ซึ่งรายงานเจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 6 มิถุนายน 2546 ระบุว่า "ได้รับเงินไว้แล้ว ขออนุญาตนำฝากธนาคาร" ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "อนุญาต" การวางเงินดังกล่าวไม่มีการแจ้งให้โจทก์ทราบ ต่อมาวันที่ 20 กรกฎาคม 2552 โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินที่จำเลยทั้งสามนำมาวางศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2552 ว่า "จำเลยทั้งสาม นำมาวางศาลตั้งแต่ปี 2546 โจทก์มิได้เรียกเอาภายใน 5 ปี จึงตกเป็นของแผ่นดิน ยกคำแถลง" วันที่ 3 ธันวาคม 2552 โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง วันที่ 22 ธันวาคม 2552 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งเงินดังกล่าวเป็นรายได้ของแผ่นดิน จากนั้นวันที่ 28 ธันวาคม 2552 ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งคำแถลงของโจทก์ว่า "กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ยกคำแถลงขอ" เห็นว่า เมื่อมีการวางเงินที่ศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทราบว่ามีเงินที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษานำมาวางที่ศาลเพื่อให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามารับไป เมื่อมีการดำเนินการแจ้งให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทราบแล้ว หากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่มารับเงินไปภายใน 5 ปีนับแต่วันที่วางเงิน เงินค้างจ่ายจำนวนดังกล่าวจึงตกเป็นของแผ่นดิน แต่คดีนี้หลังจากจำเลยทั้งสามนำเงินจำนวนดังกล่าวมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ปรากฏว่าศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งหรือการดำเนินการใดๆ เพื่อให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทราบว่ามีเงินที่จำเลยทั้งสามนำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา เงินที่นำมาวางดังกล่าวจึงยังไม่เป็นเงินที่ค้างจ่ายอยู่ที่ศาลชั้นต้นที่ผู้มีสิทธิต้องเรียกเอาเสียภายในห้าปีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 เงินดังกล่าวจึงยังไม่ตกเป็นของแผ่นดิน โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค้างจ่ายที่จำเลยทั้งสามนำมาวางเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำแถลงของโจทก์ฉบับแรกว่า โจทก์มิได้เรียกเอาเงินที่จำเลยทั้งสามนำมาวางศาลภายใน 5 ปี จึงตกเป็นของแผ่นดิน ให้ยกคำแถลง และมีคำสั่งคำแถลงของโจทก์ฉบับที่สองว่า กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำแถลง จึงไม่ถูกต้อง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้โจทก์มีสิทธิรับเงินจำนวน 117,331 บาท ที่จำเลยทั้งสามนำมาวางเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ (จรูญ ชีวิตโสภณ-อภิรัตน์ ลัดพลี-บุญไชย ธนาพันธ์สิน) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
635985
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081967052"
    }
}
date
2558
deka_no
14219/2558
deka_running_no
14219
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "จรูญ ชีวิตโสภณ",
    "อภิรัตน์ ลัดพลี",
    "บุญไชย ธนาพันธ์สิน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 323"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท ซิตี้ลิสซิ่ง จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "สิบตำรวจโทมาโนตร์ บุญเสงี่ยม กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 100,466 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ต่อมาวันที่ 6 มิถุนายน 2546 จำเลยทั้งสามได้นำเงินจำนวน 117,331 บาท มาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำแถลงเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2552 ขอรับเงินที่จำเลยทั้งสามนำมาวางศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2552 ว่า จำเลยทั้งสาม นำมาวางศาลตั้งแต่ปี 2546 โจทก์มิได้เรียกเอาภายใน 5 ปี จึงตกเป็นของแผ่นดิน ให้ยกคำร้อง

ต่อมาเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2552 โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินที่จำเลยทั้งสามนำมาวางศาลอีกครั้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2552 ว่า จำเลยทั้งสามนำมาวางศาลตั้งแต่ปี 2546 กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำแถลงขอ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายพร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาต แต่การที่จำเลยทั้งสามได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว

ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค้างจ่ายที่จำเลยทั้งสามนำมาวางเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ คดีจึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ต่อมาวันที่ 6 มิถุนายน 2546 จำเลยทั้งสามนำเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษามาวางที่ศาลชั้นต้นจำนวน 117,331 บาท ซึ่งรายงานเจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 6 มิถุนายน 2546 ระบุว่า "ได้รับเงินไว้แล้ว ขออนุญาตนำฝากธนาคาร" ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "อนุญาต" การวางเงินดังกล่าวไม่มีการแจ้งให้โจทก์ทราบ ต่อมาวันที่ 20 กรกฎาคม 2552 โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินที่จำเลยทั้งสามนำมาวางศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2552 ว่า "จำเลยทั้งสาม นำมาวางศาลตั้งแต่ปี 2546 โจทก์มิได้เรียกเอาภายใน 5 ปี จึงตกเป็นของแผ่นดิน ยกคำแถลง" วันที่ 3 ธันวาคม 2552 โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง วันที่ 22 ธันวาคม 2552 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งเงินดังกล่าวเป็นรายได้ของแผ่นดิน จากนั้นวันที่ 28 ธันวาคม 2552 ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งคำแถลงของโจทก์ว่า "กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ยกคำแถลงขอ" เห็นว่า เมื่อมีการวางเงินที่ศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทราบว่ามีเงินที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษานำมาวางที่ศาลเพื่อให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามารับไป เมื่อมีการดำเนินการแจ้งให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทราบแล้ว หากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่มารับเงินไปภายใน 5 ปีนับแต่วันที่วางเงิน เงินค้างจ่ายจำนวนดังกล่าวจึงตกเป็นของแผ่นดิน แต่คดีนี้หลังจากจำเลยทั้งสามนำเงินจำนวนดังกล่าวมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ปรากฏว่าศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งหรือการดำเนินการใดๆ เพื่อให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทราบว่ามีเงินที่จำเลยทั้งสามนำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา เงินที่นำมาวางดังกล่าวจึงยังไม่เป็นเงินที่ค้างจ่ายอยู่ที่ศาลชั้นต้นที่ผู้มีสิทธิต้องเรียกเอาเสียภายในห้าปีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 เงินดังกล่าวจึงยังไม่ตกเป็นของแผ่นดิน โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค้างจ่ายที่จำเลยทั้งสามนำมาวางเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำแถลงของโจทก์ฉบับแรกว่า โจทก์มิได้เรียกเอาเงินที่จำเลยทั้งสามนำมาวางศาลภายใน 5 ปี จึงตกเป็นของแผ่นดิน ให้ยกคำแถลง และมีคำสั่งคำแถลงของโจทก์ฉบับที่สองว่า กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำแถลง จึงไม่ถูกต้อง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้โจทก์มีสิทธิรับเงินจำนวน 117,331 บาท ที่จำเลยทั้งสามนำมาวางเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000245.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558