คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15641/2558 ฉบับเต็ม

#636003
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15641/2558 บริษัทบริหารสินทรัพย์ สุขุมวิท จำกัด โจทก์ บริษัทส่งเสริมบริการ (เรือขาว) จำกัด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1273/3, มาตรา 1273/4 ป.วิ.พ. มาตรา 55 ป.พ.พ. มาตรา 1273/3 และ 1273/4 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2551 มาตรา 19 และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2551 บัญญัติให้บริษัทนั้นสิ้นสภาพนิติบุคคลตั้งแต่เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อบริษัทออกเสียจากทะเบียน และบริษัทที่ถูกขีดชื่อจะกลับคืนสู่ทะเบียนมีฐานะนิติบุคคลอีกครั้ง เมื่อศาลสั่งให้จดชื่อบริษัทกลับคืนเข้าสู่ทะเบียน เมื่อปรากฏว่าในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีล้มละลายนี้ (วันที่ 15 สิงหาคม 2554) ศาลยังมิได้มีคำสั่งให้จดชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับคืนเข้าสู่ทะเบียน ขณะฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยจึงไม่มีฐานะนิติบุคคลที่โจทก์จะฟ้องได้ แม้ต่อมาภายหลังศาลมีคำสั่งให้จดชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับคืนเข้าสู่ทะเบียนเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2554 และตามมาตรา 1273/4 กำหนดให้ถือว่าบริษัทนั้นยังคงอยู่ตลอดมาเสมือนมิได้มีการขีดชื่อออกเลย ก็เป็นเพียงการรับรองสภาพนิติบุคคลภายหลังศาลมีคำสั่งเท่านั้น หาทำให้โจทก์ซึ่งไม่มีอำนาจฟ้องมาตั้งแต่ต้นกลับกลายเป็นมีอำนาจฟ้องไปไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 4 ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลล้มละลายกลางตรวจสำนวนแล้ว ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียน จึงสิ้นสภาพบุคคลตั้งแต่นั้น จึงมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 และให้จำหน่ายคดีของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากสารบบความ โจทก์ยื่นคำแถลงโต้แย้งคำสั่ง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร โจทก์อุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าแม้ขณะโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 นายทะเบียนจะได้ขีดชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากทะเบียนแล้วก็ตาม แต่เมื่อยังไม่มีการชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เสร็จสิ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1249 และ 1251 ดังนั้น จึงมิใช่เป็นการเลิกบริษัทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1236 สถานะนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังไม่สิ้นสุดลง ศาลล้มละลายกลางต้องรับฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1273/3 และ 1273/4 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2551 มาตรา 19 และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2551 บัญญัติให้บริษัทนั้นสิ้นสภาพนิติบุคคลตั้งแต่เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อบริษัทออกเสียจากทะเบียน และบริษัทที่ถูกขีดชื่อจะกลับคืนสู่ทะเบียนมีฐานะนิติบุคคลอีกครั้ง เมื่อศาลสั่งให้จดชื่อบริษัทกลับคืนเข้าสู่ทะเบียน เมื่อปรากฏว่าในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีล้มละลายนี้ (วันที่ 15 สิงหาคม 2554) ศาลจังหวัดนครสวรรค์ยังมิได้มีคำสั่งให้จดชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับคืนเข้าสู่ทะเบียน ขณะฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยจึงไม่มีฐานะนิติบุคคลที่โจทก์จะฟ้องได้ แม้ต่อมาภายหลังศาลจังหวัดนครสวรรค์มีคำสั่งให้จดชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับคืนเข้าสู่ทะเบียนเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2554 และตามมาตรา 1273/4 กำหนดให้ถือว่าบริษัทนั้นยังคงอยู่ตลอดมาเสมือนมิได้มีการขีดชื่อออกเลย ก็เป็นเพียงการรับรองสภาพนิติบุคคลภายหลังศาลมีคำสั่งเท่านั้น หาทำให้โจทก์ซึ่งไม่มีอำนาจฟ้องมาตั้งแต่ต้นกลับกลายเป็นมีอำนาจฟ้องไปไม่ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 และให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากสารบบความนั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ (ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ-ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์-จินดา ปัณฑะโชติ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
636003
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081965894"
    }
}
date
2558
deka_no
15641/2558
deka_running_no
15641
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ",
    "ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์",
    "จินดา ปัณฑะโชติ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1273/3",
            "ม. 1273/4"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทบริหารสินทรัพย์ สุขุมวิท จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทส่งเสริมบริการ (เรือขาว) จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลล้มละลายกลางตรวจสำนวนแล้ว ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียน จึงสิ้นสภาพบุคคลตั้งแต่นั้น จึงมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 และให้จำหน่ายคดีของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากสารบบความ

โจทก์ยื่นคำแถลงโต้แย้งคำสั่ง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าแม้ขณะโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 นายทะเบียนจะได้ขีดชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากทะเบียนแล้วก็ตาม แต่เมื่อยังไม่มีการชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เสร็จสิ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1249 และ 1251 ดังนั้น จึงมิใช่เป็นการเลิกบริษัทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1236 สถานะนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังไม่สิ้นสุดลง ศาลล้มละลายกลางต้องรับฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1273/3 และ 1273/4 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2551 มาตรา 19 และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2551 บัญญัติให้บริษัทนั้นสิ้นสภาพนิติบุคคลตั้งแต่เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อบริษัทออกเสียจากทะเบียน และบริษัทที่ถูกขีดชื่อจะกลับคืนสู่ทะเบียนมีฐานะนิติบุคคลอีกครั้ง เมื่อศาลสั่งให้จดชื่อบริษัทกลับคืนเข้าสู่ทะเบียน เมื่อปรากฏว่าในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีล้มละลายนี้ (วันที่ 15 สิงหาคม 2554) ศาลจังหวัดนครสวรรค์ยังมิได้มีคำสั่งให้จดชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับคืนเข้าสู่ทะเบียน ขณะฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยจึงไม่มีฐานะนิติบุคคลที่โจทก์จะฟ้องได้ แม้ต่อมาภายหลังศาลจังหวัดนครสวรรค์มีคำสั่งให้จดชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับคืนเข้าสู่ทะเบียนเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2554 และตามมาตรา 1273/4 กำหนดให้ถือว่าบริษัทนั้นยังคงอยู่ตลอดมาเสมือนมิได้มีการขีดชื่อออกเลย ก็เป็นเพียงการรับรองสภาพนิติบุคคลภายหลังศาลมีคำสั่งเท่านั้น หาทำให้โจทก์ซึ่งไม่มีอำนาจฟ้องมาตั้งแต่ต้นกลับกลายเป็นมีอำนาจฟ้องไปไม่ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 และให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากสารบบความนั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000235.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558