คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2401/2558 ฉบับเต็ม

#636221
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2401/2558 บริษัทแอพพลายด์ ไซแอนทิฟิค อินสตรูเม้นท์ส จำกัด โจทก์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ร้อง บริษัทกระดาษศรีสยาม จำกัด (มหาชน) จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 144, มาตรา 147 ป.วิ.พ. มาตรา 290 สายไฟฟ้ามิใช่ส่วนซึ่งโดยสภาพแห่งทรัพย์หรือโดยจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นเป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของอาคารโรงงานอันเป็นสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน ซึ่งจำเลยจำนองแก่ผู้ร้องและที่ผู้ร้องยึดไว้ในคดีที่ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลย ก่อนที่โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดในคดีนี้ ทั้งไม่อาจแยกจากกันได้นอกจากจะทำลาย ทำให้บุบสลาย หรือทำให้ทรัพย์นั้นเปลี่ยนแปลงรูปทรงหรือสภาพไป สายไฟฟ้าพิพาทจึงไม่เป็นส่วนควบของโรงงานของจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 144 ทั้งมิใช่เป็นของใช้ประจำอยู่กับโรงงานดังกล่าวที่เป็นทรัพย์ประธานเป็นอาจิณเพื่อประโยชน์แก่การจัดดูแล ใช้สอย หรือรักษาทรัพย์ที่เป็นประธาน จึงไม่ต้องด้วยลักษณะเป็นอุปกรณ์ของโรงงานนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 147 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานำยึดสายไฟฟ้าพิพาทในคดีนี้ จึงไม่เป็นการยึดซ้ำอันจะต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 ถังน้ำพิพาทเป็นชุดเตรียมสารเคมีซึ่งเป็นอุปกรณ์ส่วนหนึ่งของเครื่องจักรที่จำเลยจำนองแก่ผู้ร้อง การที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดอย่างไม่มีภาระจำนองนั้น จำนองเป็นทรัพยสิทธิซึ่งตกติดไปกับตัวทรัพย์ การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดโดยไม่มีภาระจำนองตามคำขอของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ก็ไม่มีผลทำให้สิทธิจำนองที่ผู้ร้องมีอยู่เสื่อมเสียไป สิทธิจำนองของผู้ร้องมีอยู่อย่างไรก็คงมีอยู่อย่างนั้น แม้โจทก์จะมิได้แจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบซึ่งการจำนองที่มีอยู่ในทรัพย์สินนั้นก็ไม่ทำให้การยึดเสียไป และชอบที่ผู้ร้องจะใช้สิทธิขอรับชำระหนี้จำนองจากทรัพย์สินซึ่งจำนอง จะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดโดยอ้างเหตุว่าการยึดไม่ชอบตามคำร้องของผู้ร้องไม่ได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยตกลงชำระเงิน 1,839,586.80 บาท แก่โจทก์ โดยผ่อนชำระ หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีของจำนวนหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดสายไฟฟ้า น้ำหนักรวม 4,806 กิโลกรัม ราคา 400,000 บาท และถังน้ำสูงประมาณ 9 เมตร จำนวน 8 ใบ ราคา 800,000 บาท รวมราคา 1,200,000 บาท ที่สถานประกอบกิจการของจำเลยเลขที่ 9/1 หมู่ที่ 2 ตำบลท่าตลาด อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2554 วันที่ 5 มิถุนายน 2555 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์ดังกล่าว โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องประการหลังที่ว่า โจทก์นำยึดสายไฟฟ้าและถังน้ำพิพาทคดีนี้ชอบหรือไม่ ในข้อนี้ได้ความจากนายพิชิต ทนายความผู้ร้องเบิกความว่า พยานตรวจสอบสำนวนพบว่าสายไฟฟ้าพิพาทที่โจทก์นำยึดเป็นสายไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับตู้ควบคุมไฟฟ้าเพื่อส่งกระแสไฟฟ้าไปที่เครื่องจักรผลิตกระดาษที่ตั้งอยู่ภายในโรงงานของจำเลย ตรงกับคำเบิกความของนางสาวกรทอง กรรมการผู้จัดการจำเลยที่เบิกความในคดีที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ถอนการยึดสายไฟฟ้าพิพาท ดังนั้น สายไฟฟ้าพิพาทจึงมิใช่ส่วนซึ่งโดยสภาพแห่งทรัพย์หรือโดยจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นเป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของอาคารโรงงานอันเป็นสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินซึ่งจำเลยจำนองแก่ผู้ร้องและที่ผู้ร้องยึดไว้ในคดีที่ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.1093/2553 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2554 ก่อนที่โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดในคดีนี้เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2554 ทั้งไม่อาจแยกจากกันได้นอกจากจะทำลาย ทำให้บุบสลาย หรือทำให้ทรัพย์นั้นเปลี่ยนแปลงรูปทรงหรือสภาพไป สายไฟฟ้าพิพาทจึงไม่เป็นส่วนควบของโรงงานของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 144 ทั้งมิใช่เป็นของใช้ประจำอยู่กับโรงงานดังกล่าวที่เป็นทรัพย์ประธานเป็นอาจิณเพื่อประโยชน์แก่การจัดดูแล ใช้สอย หรือรักษาทรัพย์ที่เป็นประธาน จึงไม่ต้องด้วยลักษณะเป็นอุปกรณ์ของโรงงานนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 147 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานำยึดสายไฟฟ้าพิพาทในคดีนี้ จึงไม่เป็นการยึดซ้ำอันจะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 สำหรับถังน้ำพิพาทจำนวน 8 ใบนั้น ผู้ร้องนำสืบว่า ถังน้ำพิพาทเป็นชุดเตรียมสารเคมีซึ่งเป็นอุปกรณ์ส่วนหนึ่งของเครื่องจักรที่จำเลยจำนองแก่ผู้ร้อง การที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดอย่างไม่มีภาระจำนอง จึงเป็นการบังคับคดีที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายนั้น เห็นว่า จำนองเป็นทรัพยสิทธิซึ่งตกติดไปกับตัวทรัพย์ การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดโดยไม่มีภาระจำนองตามคำขอของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ก็ไม่มีผลทำให้สิทธิจำนองที่ผู้ร้องมีอยู่เสื่อมเสียไป สิทธิจำนองของผู้ร้องมีอยู่อย่างไรก็คงมีอยู่อย่างนั้น แม้โจทก์จะมิได้แจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบซึ่งการจำนองที่มีอยู่ในทรัพย์สินนั้นก็ไม่ทำให้การยึดเสียไป และชอบที่ผู้ร้องจะใช้สิทธิขอรับชำระหนี้จำนองจากทรัพย์สินซึ่งจำนอง จะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดโดยอ้างเหตุว่าการยึดไม่ชอบตามคำร้องของผู้ร้องไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องประการแรกที่ว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องช้ากว่า 15 วัน หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (จิรนิติ หะวานนท์-พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว-พิศิฏฐ์ สุดลาภา) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
636221
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081972970"
    }
}
date
2558
deka_no
2401/2558
deka_running_no
2401
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "จิรนิติ หะวานนท์",
    "พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว",
    "พิศิฏฐ์ สุดลาภา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 144",
            "ม. 147"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 290"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัทแอพพลายด์ ไซแอนทิฟิค"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "อินสตรูเม้นท์ส จำกัด"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทกระดาษศรีสยาม จำกัด (มหาชน)"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยตกลงชำระเงิน 1,839,586.80 บาท แก่โจทก์ โดยผ่อนชำระ หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีของจำนวนหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดสายไฟฟ้า น้ำหนักรวม 4,806 กิโลกรัม ราคา 400,000 บาท และถังน้ำสูงประมาณ 9 เมตร จำนวน 8 ใบ ราคา 800,000 บาท รวมราคา 1,200,000 บาท ที่สถานประกอบกิจการของจำเลยเลขที่ 9/1 หมู่ที่ 2 ตำบลท่าตลาด อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2554

วันที่ 5 มิถุนายน 2555 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์ดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องประการหลังที่ว่า โจทก์นำยึดสายไฟฟ้าและถังน้ำพิพาทคดีนี้ชอบหรือไม่ ในข้อนี้ได้ความจากนายพิชิต ทนายความผู้ร้องเบิกความว่า พยานตรวจสอบสำนวนพบว่าสายไฟฟ้าพิพาทที่โจทก์นำยึดเป็นสายไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับตู้ควบคุมไฟฟ้าเพื่อส่งกระแสไฟฟ้าไปที่เครื่องจักรผลิตกระดาษที่ตั้งอยู่ภายในโรงงานของจำเลย ตรงกับคำเบิกความของนางสาวกรทอง กรรมการผู้จัดการจำเลยที่เบิกความในคดีที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ถอนการยึดสายไฟฟ้าพิพาท ดังนั้น สายไฟฟ้าพิพาทจึงมิใช่ส่วนซึ่งโดยสภาพแห่งทรัพย์หรือโดยจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นเป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของอาคารโรงงานอันเป็นสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินซึ่งจำเลยจำนองแก่ผู้ร้องและที่ผู้ร้องยึดไว้ในคดีที่ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.1093/2553 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2554 ก่อนที่โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดในคดีนี้เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2554 ทั้งไม่อาจแยกจากกันได้นอกจากจะทำลาย ทำให้บุบสลาย หรือทำให้ทรัพย์นั้นเปลี่ยนแปลงรูปทรงหรือสภาพไป สายไฟฟ้าพิพาทจึงไม่เป็นส่วนควบของโรงงานของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 144 ทั้งมิใช่เป็นของใช้ประจำอยู่กับโรงงานดังกล่าวที่เป็นทรัพย์ประธานเป็นอาจิณเพื่อประโยชน์แก่การจัดดูแล ใช้สอย หรือรักษาทรัพย์ที่เป็นประธาน จึงไม่ต้องด้วยลักษณะเป็นอุปกรณ์ของโรงงานนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 147 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานำยึดสายไฟฟ้าพิพาทในคดีนี้ จึงไม่เป็นการยึดซ้ำอันจะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 สำหรับถังน้ำพิพาทจำนวน 8 ใบนั้น ผู้ร้องนำสืบว่า ถังน้ำพิพาทเป็นชุดเตรียมสารเคมีซึ่งเป็นอุปกรณ์ส่วนหนึ่งของเครื่องจักรที่จำเลยจำนองแก่ผู้ร้อง การที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดอย่างไม่มีภาระจำนอง จึงเป็นการบังคับคดีที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายนั้น เห็นว่า จำนองเป็นทรัพยสิทธิซึ่งตกติดไปกับตัวทรัพย์ การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดโดยไม่มีภาระจำนองตามคำขอของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ก็ไม่มีผลทำให้สิทธิจำนองที่ผู้ร้องมีอยู่เสื่อมเสียไป สิทธิจำนองของผู้ร้องมีอยู่อย่างไรก็คงมีอยู่อย่างนั้น แม้โจทก์จะมิได้แจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบซึ่งการจำนองที่มีอยู่ในทรัพย์สินนั้นก็ไม่ทำให้การยึดเสียไป และชอบที่ผู้ร้องจะใช้สิทธิขอรับชำระหนี้จำนองจากทรัพย์สินซึ่งจำนอง จะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดโดยอ้างเหตุว่าการยึดไม่ชอบตามคำร้องของผู้ร้องไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องประการแรกที่ว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องช้ากว่า 15 วัน หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000297.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558