คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8820/2558 ฉบับเต็ม

#636286
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8820/2558 บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทกมลประกันภัย จำกัด (มหาชน) จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 887 ป.วิ.พ. มาตรา 172 คำบรรยายฟ้องใดจะชัดเจนหรือไม่ เพียงใด จำต้องพิจารณาเหตุแห่งข้ออ้างทั้งหลายประกอบเอกสารที่แนบไว้ท้ายคำฟ้องว่าเพียงพอให้เข้าใจสภาพแห่งข้อหาหรือไม่ ทั้งต้องไม่มีผลกระทบต่อการต่อสู้คดีของจำเลย คำฟ้องของโจทก์แม้เป็นกรณีที่ขอให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 887 ซึ่งข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ใดเป็นผู้เอาประกันภัยไว้และผู้ทำละเมิดเกี่ยวข้องกับผู้เอาประกันภัยอย่างไร อันเป็นเหตุให้ผู้รับประกันภัยค้ำจุนต้องร่วมรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน ถือเป็นสาระสำคัญในเรื่องการบรรยายฟ้องก็ตาม แต่โจทก์บรรยายคำฟ้องไว้แล้วว่าจำเลยรับประกันภัยรถยนต์แท็กซี่หมายเลขทะเบียน จ - 9529 กรุงเทพมหานคร ไว้ในขณะเกิดเหตุ วันเกิดเหตุ ค. ขับรถยนต์แท็กซี่คันดังกล่าวโดยประมาทชนรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย หลังเกิดเหตุ ค. ให้การรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวนว่าเป็นฝ่ายประมาท ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีท้ายคำฟ้อง โดยเอกสารดังกล่าวมีข้อความระบุว่า ค. ยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่รถยนต์ของ ส. โดยมอบให้จำเลยเป็นผู้ใช้แทนทั้งหมด เมื่อพิจารณาคำฟ้องประกอบเอกสารท้ายฟ้องดังกล่าวแล้ว เพียงพอให้เข้าใจว่าสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ประสงค์ให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์แท็กซี่ไว้จาก ค. ผู้เอาประกันภัย ส่วนปัญหาว่า ค. เป็นผู้เอาประกันภัยอันเป็นเหตุให้จำเลยต้องร่วมรับผิดหรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องวินิจฉัยในชั้นพิจารณา นอกจากนั้นจำเลยเป็นฝ่ายครอบครองกรมธรรม์ประกันภัยจึงสามารถนำกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวมาตรวจสอบเพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงว่าผู้ใดเป็นผู้เอาประกันภัย โดยไม่จำต้องอาศัยข้อเท็จจริงจากฟ้องโจทก์อีก ข้อที่ว่าจำเลยรับประกันภัยไว้จากผู้ใด จึงเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทราบดีอยู่แล้วและเป็นเพียงรายละเอียดที่คู่ความสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ส่วนในเรื่องนิติสัมพันธ์นั้น เมื่อฟ้องโจทก์เป็นที่เข้าใจได้ว่าขอให้จำเลยรับผิดในการทำละเมิดของ ค. ผู้เอาประกันภัย โจทก์จึงไม่จำต้องบรรยายฟ้องถึงนิติสัมพันธ์ระหว่างผู้เอาประกันภัยกับผู้ทำละเมิดอีก ฟ้องโจทก์จึงแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับและข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาครบถ้วนแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 142,078.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า คำบรรยายฟ้องใดจะชัดเจนหรือไม่ เพียงใด จำต้องพิจารณาเหตุแห่งข้ออ้างทั้งหลายประกอบเอกสารที่แนบไว้ท้ายคำฟ้องว่าเพียงพอให้เข้าใจสภาพแห่งข้อหาหรือไม่ ทั้งต้องไม่มีผลกระทบต่อการต่อสู้คดีของจำเลย เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์แล้วแม้เป็นกรณีที่ขอให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 ซึ่งข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ใดเป็นผู้เอาประกันภัยไว้และผู้ทำละเมิดเกี่ยวข้องกับผู้เอาประกันภัยอย่างไร อันเป็นเหตุให้ผู้รับประกันภัยค้ำจุนต้องร่วมรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน ถือเป็นสาระสำคัญในเรื่องการบรรยายฟ้องก็ตาม แต่โจทก์บรรยายคำฟ้องไว้แล้วว่าจำเลยรับประกันภัยรถยนต์แท็กซี่หมายเลขทะเบียน จ - 9529 กรุงเทพมหานคร ไว้ในขณะเกิดเหตุ วันเกิดเหตุนายคำฝาน ขับรถยนต์แท็กซี่คันดังกล่าวโดยประมาทชนรถยนต์โจทก์ได้รับความเสียหาย หลังเกิดเหตุนายคำฝานให้การรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวนว่าเป็นฝ่ายประมาท ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีท้ายคำฟ้อง โดยเอกสารดังกล่าวมีข้อความระบุว่านายคำฝานยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่รถยนต์ของนายคณิตสันติ์โดยมอบให้จำเลยเป็นผู้ใช้แทนทั้งหมด เมื่อพิจารณาคำฟ้องประกอบเอกสารท้ายฟ้องดังกล่าวแล้ว เพียงพอให้เข้าใจว่าสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ประสงค์ให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์แท็กซี่ไว้จากนายคำฝานผู้เอาประกันภัย ส่วนปัญหาว่านายคำฝานเป็นผู้เอาประกันภัยอันเป็นเหตุให้จำเลยต้องร่วมรับผิดหรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องวินิจฉัยในชั้นพิจารณา นอกจากนั้นจำเลยเป็นฝ่ายครอบครองกรมธรรม์ประกันภัยจึงสามารถนำกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวมาตรวจสอบเพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงว่าผู้ใดเป็นผู้เอาประกันภัย โดยไม่จำต้องอาศัยข้อเท็จจริงจากฟ้องโจทก์อีก ข้อที่ว่าจำเลยรับประกันภัยไว้จากผู้ใด จึงเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทราบดีอยู่แล้วและเป็นเพียงรายละเอียดที่คู่ความสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ส่วนในเรื่องนิติสัมพันธ์นั้น เมื่อฟ้องโจทก์เป็นที่เข้าใจได้ว่าขอให้จำเลยรับผิดในการทำละเมิดของนายคำฝานผู้เอาประกันภัย โจทก์จึงไม่จำต้องบรรยายฟ้องถึงนิติสัมพันธ์ระหว่างผู้เอาประกันภัยกับผู้ทำละเมิดอีก ฟ้องโจทก์จึงแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับและข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาครบถ้วนแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนปัญหาข้ออื่นนั้น ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อคู่ความสืบพยานกันจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวน ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ชข 5736 กรุงเทพมหานคร จำเลยเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์แท็กซี่ หมายเลขทะเบียน จ - 9529 กรุงเทพมหานคร วันเกิดเหตุนายคำฝานขับรถยนต์คันที่จำเลยรับประกันภัยไว้เฉี่ยวชนกับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย โจทก์นำรถยนต์เข้าซ่อมและชำระเงินค่าซ่อมแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า เหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทของนายคำฝานหรือไม่ โจทก์มีนายเสรี ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์เบิกความว่า หลังเกิดเหตุ โจทก์ส่งพนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุเดินทางไปตรวจสอบและบันทึกถ้อยคำของนายคณิตสันติ์ไว้ตามสำเนาแบบแจ้งอุบัติเหตุและใบรับรองความเสียหาย พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้วมีความเห็นว่าเหตุเกิดจากความประมาทของนายคำฝาน จึงแจ้งข้อกล่าวหาแก่นายคำฝานว่าขับรถยนต์โดยประมาทชนรถผู้อื่นได้รับความเสียหาย นายคำฝานให้การรับสารภาพและยอมให้พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับ เมื่อพิจารณาแผนที่เกิดเหตุท้ายแบบแจ้งอุบัติเหตุประกอบถ้อยคำที่นายคณิตสันติ์ให้ต่อพนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุของโจทก์หลังเกิดเหตุทันที เห็นว่า จุดเฉี่ยวชนอยู่ในช่องเดินรถที่สามก่อนขึ้นทางด่วนโดยนายคำฝานขับรถออกจากซอยเพื่อออกสู่ถนนหลักตัดช่องเดินรถถึงสามช่อง หากใช้ความระมัดระวังโดยชะลอความเร็วของรถและดูให้ดีก่อนว่าบนถนนหลักมีรถผ่านมาหรือไม่ ก็จะไม่มีเหตุเฉี่ยวชนกัน สอดคล้องกับคำให้การรับสารภาพของนายคำฝานต่อพนักงานสอบสวนว่าเป็นฝ่ายประมาท พยานโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง จำเลยไม่นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่าเหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของนายคำฝาน เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์ไว้จากนายคณิตสันติ์ได้นำรถยนต์เข้าซ่อมและชำระเงินค่าซ่อมแล้ว โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิของนายคณิตสันติ์ผู้เอาประกันภัยเรียกร้องให้จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่นายคำฝานขับรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ได้ ส่วนปัญหาว่าจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใดนั้น โจทก์นำสืบว่า โจทก์นำรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้เข้าซ่อมที่บริษัทโตโยต้า บอดี้ เซอร์วิส จำกัด โจทก์ควบคุมราคาทั้งค่าแรงและค่าอะไหล่ตามระเบียบของโจทก์และชำระค่าซ่อมเป็นเงิน 142,078.77 บาท ตามใบแจ้งรายการซ่อมและใบแสดงค่าใช้จ่าย จำเลยไม่นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอื่น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เสียค่าซ่อมจริง จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 142,078.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 ตุลาคม 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 9,000 บาท (ธีระพงศ์ จิระภาค-วิรุฬห์ แสงเทียน-อำนาจ พวงชมภู) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
636286
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081970112"
    }
}
date
2558
deka_no
8820/2558
deka_running_no
8820
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "ธีระพงศ์ จิระภาค",
    "วิรุฬห์ แสงเทียน",
    "อำนาจ พวงชมภู"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 887"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 172"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทกมลประกันภัย จำกัด (มหาชน)"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 142,078.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า คำบรรยายฟ้องใดจะชัดเจนหรือไม่ เพียงใด จำต้องพิจารณาเหตุแห่งข้ออ้างทั้งหลายประกอบเอกสารที่แนบไว้ท้ายคำฟ้องว่าเพียงพอให้เข้าใจสภาพแห่งข้อหาหรือไม่ ทั้งต้องไม่มีผลกระทบต่อการต่อสู้คดีของจำเลย เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์แล้วแม้เป็นกรณีที่ขอให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 ซึ่งข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ใดเป็นผู้เอาประกันภัยไว้และผู้ทำละเมิดเกี่ยวข้องกับผู้เอาประกันภัยอย่างไร อันเป็นเหตุให้ผู้รับประกันภัยค้ำจุนต้องร่วมรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน ถือเป็นสาระสำคัญในเรื่องการบรรยายฟ้องก็ตาม แต่โจทก์บรรยายคำฟ้องไว้แล้วว่าจำเลยรับประกันภัยรถยนต์แท็กซี่หมายเลขทะเบียน จ - 9529 กรุงเทพมหานคร ไว้ในขณะเกิดเหตุ วันเกิดเหตุนายคำฝาน ขับรถยนต์แท็กซี่คันดังกล่าวโดยประมาทชนรถยนต์โจทก์ได้รับความเสียหาย หลังเกิดเหตุนายคำฝานให้การรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวนว่าเป็นฝ่ายประมาท ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีท้ายคำฟ้อง โดยเอกสารดังกล่าวมีข้อความระบุว่านายคำฝานยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่รถยนต์ของนายคณิตสันติ์โดยมอบให้จำเลยเป็นผู้ใช้แทนทั้งหมด เมื่อพิจารณาคำฟ้องประกอบเอกสารท้ายฟ้องดังกล่าวแล้ว เพียงพอให้เข้าใจว่าสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ประสงค์ให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์แท็กซี่ไว้จากนายคำฝานผู้เอาประกันภัย ส่วนปัญหาว่านายคำฝานเป็นผู้เอาประกันภัยอันเป็นเหตุให้จำเลยต้องร่วมรับผิดหรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องวินิจฉัยในชั้นพิจารณา นอกจากนั้นจำเลยเป็นฝ่ายครอบครองกรมธรรม์ประกันภัยจึงสามารถนำกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวมาตรวจสอบเพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงว่าผู้ใดเป็นผู้เอาประกันภัย โดยไม่จำต้องอาศัยข้อเท็จจริงจากฟ้องโจทก์อีก ข้อที่ว่าจำเลยรับประกันภัยไว้จากผู้ใด จึงเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทราบดีอยู่แล้วและเป็นเพียงรายละเอียดที่คู่ความสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ส่วนในเรื่องนิติสัมพันธ์นั้น เมื่อฟ้องโจทก์เป็นที่เข้าใจได้ว่าขอให้จำเลยรับผิดในการทำละเมิดของนายคำฝานผู้เอาประกันภัย โจทก์จึงไม่จำต้องบรรยายฟ้องถึงนิติสัมพันธ์ระหว่างผู้เอาประกันภัยกับผู้ทำละเมิดอีก ฟ้องโจทก์จึงแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับและข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาครบถ้วนแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนปัญหาข้ออื่นนั้น ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อคู่ความสืบพยานกันจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวน

ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ชข 5736 กรุงเทพมหานคร จำเลยเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์แท็กซี่ หมายเลขทะเบียน จ - 9529 กรุงเทพมหานคร วันเกิดเหตุนายคำฝานขับรถยนต์คันที่จำเลยรับประกันภัยไว้เฉี่ยวชนกับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย โจทก์นำรถยนต์เข้าซ่อมและชำระเงินค่าซ่อมแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า เหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทของนายคำฝานหรือไม่ โจทก์มีนายเสรี ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์เบิกความว่า หลังเกิดเหตุ โจทก์ส่งพนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุเดินทางไปตรวจสอบและบันทึกถ้อยคำของนายคณิตสันติ์ไว้ตามสำเนาแบบแจ้งอุบัติเหตุและใบรับรองความเสียหาย พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้วมีความเห็นว่าเหตุเกิดจากความประมาทของนายคำฝาน จึงแจ้งข้อกล่าวหาแก่นายคำฝานว่าขับรถยนต์โดยประมาทชนรถผู้อื่นได้รับความเสียหาย นายคำฝานให้การรับสารภาพและยอมให้พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับ เมื่อพิจารณาแผนที่เกิดเหตุท้ายแบบแจ้งอุบัติเหตุประกอบถ้อยคำที่นายคณิตสันติ์ให้ต่อพนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุของโจทก์หลังเกิดเหตุทันที เห็นว่า จุดเฉี่ยวชนอยู่ในช่องเดินรถที่สามก่อนขึ้นทางด่วนโดยนายคำฝานขับรถออกจากซอยเพื่อออกสู่ถนนหลักตัดช่องเดินรถถึงสามช่อง หากใช้ความระมัดระวังโดยชะลอความเร็วของรถและดูให้ดีก่อนว่าบนถนนหลักมีรถผ่านมาหรือไม่ ก็จะไม่มีเหตุเฉี่ยวชนกัน สอดคล้องกับคำให้การรับสารภาพของนายคำฝานต่อพนักงานสอบสวนว่าเป็นฝ่ายประมาท พยานโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง จำเลยไม่นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่าเหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของนายคำฝาน เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์ไว้จากนายคณิตสันติ์ได้นำรถยนต์เข้าซ่อมและชำระเงินค่าซ่อมแล้ว โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิของนายคณิตสันติ์ผู้เอาประกันภัยเรียกร้องให้จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่นายคำฝานขับรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ได้ ส่วนปัญหาว่าจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใดนั้น โจทก์นำสืบว่า โจทก์นำรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้เข้าซ่อมที่บริษัทโตโยต้า บอดี้ เซอร์วิส จำกัด โจทก์ควบคุมราคาทั้งค่าแรงและค่าอะไหล่ตามระเบียบของโจทก์และชำระค่าซ่อมเป็นเงิน 142,078.77 บาท ตามใบแจ้งรายการซ่อมและใบแสดงค่าใช้จ่าย จำเลยไม่นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอื่น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เสียค่าซ่อมจริง จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 142,078.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 ตุลาคม 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 9,000 บาท
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000272.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558