คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15117 -ที่ 15120/2558 ฉบับเต็ม

#636305
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15117 - 15120/2558 นายเรืองฤทธิ์ เพ็ชรเอือง กับพวก โจทก์ บริษัทสามมิตรมอเตอร์ส แมนูแฟคเจอริง จำกัด (มหาชน) จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสี่, มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างของจำเลยปฏิบัติงานฝ่ายพัสดุที่โรงงานหลังคาเหล็ก จำเลยมีขั้นตอนการดำเนินงานให้พนักงานฝ่ายพัสดุปฏิบัติตามเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับจำเลย การที่โจทก์ทั้งสามไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงาน จนทำให้พัสดุขาดหายไปคิดเป็นเงินจำนวนมาก แม้สาเหตุที่พัสดุขาดหายไปอาจเกิดจากการทุจริตของผู้อื่นก็ตาม แต่การที่โจทก์ทั้งสามไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงานของจำเลยก็ย่อมเป็นการเปิดโอกาสให้พัสดุสูญหายได้ง่ายขึ้น และหากโจทก์ทั้งสามปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงานของจำเลยอย่างเคร่งครัดแล้วพัสดุอาจจะไม่ขาดหายก็ได้ทั้งการที่โจทก์ทั้งสามยังยึดติดกับการปฏิบัติอย่างเดิมๆ เช่นเคยปฏิบัติมาก็แสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสามไม่นำพาต่อระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมอันจะทำให้การบริหารจัดการงานของนายจ้างไม่สามารถดำเนินการให้สัมฤทธิ์ผลได้ การกระทำของโจทก์ทั้งสามแม้จะไม่ปรากฏว่ากระทำโดยทุจริต แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมเป็นกรณีที่ร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) และเมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามตามมาตรา 119 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามมาตรา 67 ทั้งการกระทำของโจทก์ทั้งสามดังกล่าวยังเป็นการกระทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามได้โดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสาม จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเนื่องจากโจทก์ทั้งสามไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงานของจำเลย จนทำให้พัสดุขาดหายไปคิดเป็นเงินจำนวนมาก อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมเป็นกรณีที่ร้ายแรง และเป็นการกระทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต การเลิกจ้างโจทก์ทั้งสาม จึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลสมควรเพียงพอ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ___________________________ คดีทั้งสี่สำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนคดีแรกถึงสำนวนคดีที่สามซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในสำนวนคดีที่สี่ว่า โจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 3 ตามลำดับ และเรียกจำเลยในสำนวนคดีแรกถึงสำนวนคดีที่สามซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนคดีที่สี่ว่า จำเลย โจทก์ทั้งสามฟ้องยื่นฟ้องในสำนวนที่หนึ่งถึงที่สามขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสามตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน และยื่นคำให้การ ขอให้ยกฟ้องในสำนวนที่สี่ จำเลยให้การในสำนวนที่หนึ่งถึงที่สาม ขอให้ยกฟ้อง และยื่นฟ้องในสำนวนที่สี่ขอให้บังคับโจทก์ทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายและดอกเบี้ยแก่จำเลยตามคำขอท้ายคำฟ้องในสำนวนที่สี่ ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 9,780 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 10,071 บาท และให้แก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 9,970 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 183,390 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 188,841 บาท และให้แก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 119,649 บาท ให้จำเลยชำระค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 5,501 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 6,294 บาท และให้แก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 3,988 บาท ให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 311,763 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 358,796 บาท และให้แก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 215,370 บาท ในส่วนคำฟ้องของจำเลยให้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์ประการแรกว่า โจทก์ทั้งสามเป็นพนักงานซึ่งมีหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงในการดูแลพัสดุโรงงานหลังคาเหล็กของจำเลย แม้จะมีพนักงานอื่นในฝ่ายพัสดุ แต่พนักงานอื่นนั้นไม่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบและควบคุมดูแลการอนุมัติการเบิกจ่ายพัสดุโดยตรงเช่นโจทก์ทั้งสาม และโจทก์ทั้งสามเท่านั้นที่มีกุญแจเปิดปิดห้องพัสดุ ส่วนผู้จัดการโรงงานเป็นผู้บริหารมีหน้าที่บริหารจัดการ ควบคุมและประชุมวางแผนตามนโยบายของจำเลย จึงไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการดูแลงานพัสดุ การกระทำของโจทก์ทั้งสามเป็นการประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยเสียหายนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยประการแรกนี้มีวัตถุประสงค์ให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทั้งสามเท่านั้นที่มีหน้าที่รับผิดชอบพัสดุที่ขาดหายไป พนักงานอื่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย การที่พัสดุขาดหายจึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ทั้งสาม อันเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อมาว่า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสามหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างของจำเลยปฏิบัติงานฝ่ายพัสดุที่โรงงานหลังคาเหล็ก จำเลยมีขั้นตอนการดำเนินงาน ให้พนักงานฝ่ายพัสดุปฏิบัติตามเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับจำเลย การที่โจทก์ทั้งสามไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงานดังกล่าว จนทำให้พัสดุขาดหายไปคิดเป็นเงินจำนวนมากถึง 2,852,559.82 บาท แม้สาเหตุที่พัสดุขาดหายไปอาจเกิดจากการทุจริตของผู้อื่นก็ตาม แต่การที่โจทก์ทั้งสามไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงานของจำเลยก็ย่อมเป็นการเปิดโอกาสให้พัสดุสูญหายได้ง่ายขึ้น และหากโจทก์ทั้งสามปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงานของจำเลยอย่างเคร่งครัดแล้วพัสดุอาจจะไม่ขาดหายก็ได้ ทั้งการที่โจทก์ทั้งสามยังยึดติดกับการปฏิบัติอย่างเดิมๆ เช่นเคยปฏิบัติมาก็แสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสามไม่นำพาต่อระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมอันจะทำให้การบริหารจัดการงานของนายจ้างไม่สามารถดำเนินการให้สัมฤทธิ์ผลได้ การกระทำของโจทก์ทั้งสามแม้จะไม่ปรากฏว่ากระทำโดยทุจริต แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมเป็นกรณีที่ร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) และเมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามตามมาตรา 119 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามมาตรา 67 ทั้งการกระทำของโจทก์ทั้งสามดังกล่าวยังเป็นการกระทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสาม อุทธรณ์ของจำเลยในประการนี้ฟังขึ้น คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเนื่องจากโจทก์ทั้งสามไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงานของจำเลย จนทำให้พัสดุขาดหายไปคิดเป็นเงินจำนวนมากถึง 2,852,559.82 บาท อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมเป็นกรณีที่ร้ายแรง และเป็นการกระทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น การเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลสมควรเพียงพอ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อุทธรณ์ของจำเลยในประการนี้ฟังขึ้นเช่นกัน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม นอกจากที่แก้ให้ไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (ทวีป ตันสวัสดิ์-วิชัย เอื้ออังคณากุล-นิยุต สุภัทรพาหิรผล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 3 วรรคสอง บัญญัติว่า "บรรดากฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่นในส่วนที่บัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน" และมาตรา 17 บัญญัติว่า "สัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้างโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา นายจ้างหรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใดเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้ แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกินสามเดือน ทั้งนี้ ให้ถือว่าสัญญาจ้างทดลองงานเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาด้วย การบอกเลิกสัญญาจ้างตามวรรคสอง นายจ้างอาจจ่ายค่าจ้างให้ตามจำนวนที่จะต้องจ่ายจนถึงเวลาเลิกสัญญาตามกำหนดที่บอกกล่าวและให้ลูกจ้างออกจากงานทันทีได้ การบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรานี้ไม่ใช้บังคับแก่การเลิกจ้างตามมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัตินี้ และมาตรา 583 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" เมื่อการบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสองและวรรคสาม จึงต้องใช้บังคับตามมาตรา 17 วรรคสองและวรรคสาม ไม่ปรับบทกฎหมายการบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 เนื่องจากพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสี่ บัญญัติเพียงว่าการบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรานี้ไม่ใช้บังคับแก่การเลิกจ้างตามมาตรา 583 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ไม่ได้บัญญัติถึงพฤติกรรมของลูกจ้างที่นายจ้างเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าไว้ จึงต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ที่บัญญัติว่า "ถ้าลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายก็ดี หรือละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งเช่นว่านั้นเป็นอาจิณก็ดี ละทิ้งการงานไปเสียก็ดี กระทำความผิดอย่างร้ายแรงก็ดี หรือทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตก็ดี ท่านว่านายจ้างจะไล่ออกโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้สินไหมทดแทนก็ได้" โดยนำเฉพาะในส่วนพฤติกรรมของลูกจ้างที่นายจ้างเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้ามาใช้ แต่การปรับบทในการไม่จ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าต้องบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 27 วรรคสี่ ที่บัญญัติให้การบอกกล่าวล่วงหน้าตามพระราชบัญญัตินี้ (มาตรา 17 วรรคสองและวรรคสาม) ไม่ใช้บังคับแก่การเลิกจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 อีกทั้งใน พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม กล่าวถึงการ "จ่ายค่าจ้าง" แทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ดังนั้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จึงมีแต่ "ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า" ไม่มี "สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า" ดังที่เคยใช้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 การที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสี่ บัญญัติไม่ให้นำการบอกกล่าวล่วงหน้ามาใช้บังคับแก่การเลิกจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ดังนั้นเมื่อลูกจ้างมีพฤติกรรมตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 นายจ้างจึงเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง และไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17 วรรคสาม กรณีไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าในปัจจุบันจึงเป็นการบังคับใช้กฎหมายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสี่ ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ดังที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 902/2544, 1641 - 1642/2548, 7398 - 7399/2551, 3407/2552, 3231/2554, 976/2556 สุจิตรา พัฒนภักดี แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
636305
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081966258"
    }
}
date
2558
deka_no
15120/2558
deka_running_no
15120
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "ทวีป ตันสวัสดิ์",
    "วิชัย เอื้ออังคณากุล",
    "นิยุต สุภัทรพาหิรผล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 583"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 17 วรรคสี่",
            "ม. 119 วรรคหนึ่ง (4)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายเรืองฤทธิ์ เพ็ชรเอือง กับพวก"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัทสามมิตรมอเตอร์ส"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "แมนูแฟคเจอริง จำกัด (มหาชน)"
    }
]
long_text
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนคดีแรกถึงสำนวนคดีที่สามซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในสำนวนคดีที่สี่ว่า โจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 3 ตามลำดับ และเรียกจำเลยในสำนวนคดีแรกถึงสำนวนคดีที่สามซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนคดีที่สี่ว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสามฟ้องยื่นฟ้องในสำนวนที่หนึ่งถึงที่สามขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสามตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน และยื่นคำให้การ ขอให้ยกฟ้องในสำนวนที่สี่

จำเลยให้การในสำนวนที่หนึ่งถึงที่สาม ขอให้ยกฟ้อง และยื่นฟ้องในสำนวนที่สี่ขอให้บังคับโจทก์ทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายและดอกเบี้ยแก่จำเลยตามคำขอท้ายคำฟ้องในสำนวนที่สี่

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 9,780 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 10,071 บาท และให้แก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 9,970 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 183,390 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 188,841 บาท และให้แก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 119,649 บาท ให้จำเลยชำระค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 5,501 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 6,294 บาท และให้แก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 3,988 บาท ให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 311,763 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 358,796 บาท และให้แก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 215,370 บาท ในส่วนคำฟ้องของจำเลยให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์ประการแรกว่า โจทก์ทั้งสามเป็นพนักงานซึ่งมีหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงในการดูแลพัสดุโรงงานหลังคาเหล็กของจำเลย แม้จะมีพนักงานอื่นในฝ่ายพัสดุ แต่พนักงานอื่นนั้นไม่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบและควบคุมดูแลการอนุมัติการเบิกจ่ายพัสดุโดยตรงเช่นโจทก์ทั้งสาม และโจทก์ทั้งสามเท่านั้นที่มีกุญแจเปิดปิดห้องพัสดุ ส่วนผู้จัดการโรงงานเป็นผู้บริหารมีหน้าที่บริหารจัดการ ควบคุมและประชุมวางแผนตามนโยบายของจำเลย จึงไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการดูแลงานพัสดุ การกระทำของโจทก์ทั้งสามเป็นการประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยเสียหายนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยประการแรกนี้มีวัตถุประสงค์ให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทั้งสามเท่านั้นที่มีหน้าที่รับผิดชอบพัสดุที่ขาดหายไป พนักงานอื่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย การที่พัสดุขาดหายจึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ทั้งสาม อันเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อมาว่า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสามหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างของจำเลยปฏิบัติงานฝ่ายพัสดุที่โรงงานหลังคาเหล็ก จำเลยมีขั้นตอนการดำเนินงาน ให้พนักงานฝ่ายพัสดุปฏิบัติตามเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับจำเลย การที่โจทก์ทั้งสามไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงานดังกล่าว จนทำให้พัสดุขาดหายไปคิดเป็นเงินจำนวนมากถึง 2,852,559.82 บาท แม้สาเหตุที่พัสดุขาดหายไปอาจเกิดจากการทุจริตของผู้อื่นก็ตาม แต่การที่โจทก์ทั้งสามไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงานของจำเลยก็ย่อมเป็นการเปิดโอกาสให้พัสดุสูญหายได้ง่ายขึ้น และหากโจทก์ทั้งสามปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงานของจำเลยอย่างเคร่งครัดแล้วพัสดุอาจจะไม่ขาดหายก็ได้ ทั้งการที่โจทก์ทั้งสามยังยึดติดกับการปฏิบัติอย่างเดิมๆ เช่นเคยปฏิบัติมาก็แสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสามไม่นำพาต่อระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมอันจะทำให้การบริหารจัดการงานของนายจ้างไม่สามารถดำเนินการให้สัมฤทธิ์ผลได้ การกระทำของโจทก์ทั้งสามแม้จะไม่ปรากฏว่ากระทำโดยทุจริต แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมเป็นกรณีที่ร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) และเมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามตามมาตรา 119 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามมาตรา 67 ทั้งการกระทำของโจทก์ทั้งสามดังกล่าวยังเป็นการกระทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสาม อุทธรณ์ของจำเลยในประการนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเนื่องจากโจทก์ทั้งสามไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงานของจำเลย จนทำให้พัสดุขาดหายไปคิดเป็นเงินจำนวนมากถึง 2,852,559.82 บาท อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมเป็นกรณีที่ร้ายแรง และเป็นการกระทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น การเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลสมควรเพียงพอ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อุทธรณ์ของจำเลยในประการนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม นอกจากที่แก้ให้ไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 3 วรรคสอง บัญญัติว่า "บรรดากฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่นในส่วนที่บัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน" และมาตรา 17 บัญญัติว่า "สัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้างโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา นายจ้างหรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใดเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้ แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกินสามเดือน ทั้งนี้ ให้ถือว่าสัญญาจ้างทดลองงานเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาด้วย การบอกเลิกสัญญาจ้างตามวรรคสอง นายจ้างอาจจ่ายค่าจ้างให้ตามจำนวนที่จะต้องจ่ายจนถึงเวลาเลิกสัญญาตามกำหนดที่บอกกล่าวและให้ลูกจ้างออกจากงานทันทีได้ การบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรานี้ไม่ใช้บังคับแก่การเลิกจ้างตามมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัตินี้ และมาตรา 583 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" เมื่อการบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสองและวรรคสาม จึงต้องใช้บังคับตามมาตรา 17 วรรคสองและวรรคสาม ไม่ปรับบทกฎหมายการบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 เนื่องจากพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสี่ บัญญัติเพียงว่าการบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรานี้ไม่ใช้บังคับแก่การเลิกจ้างตามมาตรา 583 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ไม่ได้บัญญัติถึงพฤติกรรมของลูกจ้างที่นายจ้างเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าไว้ จึงต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ที่บัญญัติว่า "ถ้าลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายก็ดี หรือละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งเช่นว่านั้นเป็นอาจิณก็ดี ละทิ้งการงานไปเสียก็ดี กระทำความผิดอย่างร้ายแรงก็ดี หรือทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตก็ดี ท่านว่านายจ้างจะไล่ออกโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้สินไหมทดแทนก็ได้" โดยนำเฉพาะในส่วนพฤติกรรมของลูกจ้างที่นายจ้างเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้ามาใช้ แต่การปรับบทในการไม่จ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าต้องบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 27 วรรคสี่ ที่บัญญัติให้การบอกกล่าวล่วงหน้าตามพระราชบัญญัตินี้ (มาตรา 17 วรรคสองและวรรคสาม) ไม่ใช้บังคับแก่การเลิกจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 อีกทั้งใน พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม กล่าวถึงการ "จ่ายค่าจ้าง" แทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ดังนั้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จึงมีแต่ "ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า" ไม่มี "สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า" ดังที่เคยใช้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 การที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสี่ บัญญัติไม่ให้นำการบอกกล่าวล่วงหน้ามาใช้บังคับแก่การเลิกจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ดังนั้นเมื่อลูกจ้างมีพฤติกรรมตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 นายจ้างจึงเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง และไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17 วรรคสาม กรณีไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าในปัจจุบันจึงเป็นการบังคับใช้กฎหมายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสี่ ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ดังที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 902/2544, 1641 - 1642/2548, 7398 - 7399/2551, 3407/2552, 3231/2554, 976/2556 สุจิตรา พัฒนภักดี แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000238.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15117 -
year
2558