คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15462/2558 ฉบับเต็ม

#636308
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15462/2558 นายสุวัฒน์ ก.ศรีสุวรรณ โจทก์ ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) จำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, มาตรา 13 การปรับขึ้นเงินเดือนประจำปีให้แก่ลูกจ้างหรือพนักงานนั้น ไม่มีบทกฎหมายบังคับให้นายจ้างจะต้องกระทำ จึงเป็นอำนาจทางการบริหารจัดการของนายจ้างตามแต่ที่จะกำหนดหรือตามที่ได้ตกลงกับลูกจ้างหรือพนักงานไว้ เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่จะให้รับฟังได้ว่าการปรับขึ้นเงินเดือนประจำปีให้แก่พนักงานเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง การปรับขึ้นเงินเดือนให้แก่พนักงานเป็นสิทธิเฉพาะของจำเลย และเป็นไปตามนโยบายหรือแนวทางการพิจารณาปรับเงินเดือนให้แก่พนักงานตามที่จำเลยประกาศไว้ ซึ่งได้กำหนดเงื่อนไขว่าพนักงานจะได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนในเดือนมีนาคมของปีถัดไป โดยพนักงานจะรู้ว่าได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนประมาณวันที่ 15 มีนาคม ส่วนพนักงานที่พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานก่อนงวดการจ่ายเงินเดือนในเดือนมีนาคม 2550 จำเลยจะไม่พิจารณาปรับขึ้นเงินเดือนให้ ดังนั้นเมื่อโจทก์พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานเนื่องจากเกษียณอายุเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2550 การที่จำเลยไม่ปรับขึ้นเงินเดือนประจำปี 2550 ให้แก่โจทก์นั้น จึงเป็นไปตามอำนาจทางการบริหารจัดการของจำเลยตามระเบียบโดยชอบแล้ว การที่โจทก์ใช้รถประจำตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2544 นั้น เป็นสิทธิประโยชน์และเป็นสวัสดิการในรูปแบบที่มิใช่ตัวเงินที่จำเลยจัดให้เฉพาะพนักงานระดับสูง แม้ต่อมาโจทก์จะได้รับอนุมัติจากจำเลยเป็นกรณีพิเศษ ให้เปลี่ยนเป็นการรับเงินช่วยเหลือค่ารถเดือนละ 50,000 บาท และค่าน้ำมันรถเดือนละ 3,000 บาท แทนก็ตามก็ยังถือว่าเป็นสวัสดิการอยู่นั่นเองเพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบเป็นเงินแทน เงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถ จึงเป็นการจ่ายเพื่อเป็นสวัสดิการ มิใช่เป็นค่าตอบแทนในการทำงานโดยตรงไม่ถือเป็นค่าจ้าง โจทก์ขอและจำเลยยินยอมให้โจทก์รับเงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถแทนการใช้รถประจำตำแหน่ง หลังจากจำเลยออกระเบียบงานที่ 14/2549 โดยข้อ 2.7 กำหนดไม่ให้นำเงินช่วยเหลือค่ารถไปรวมกับเงินเดือนเพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณผลประโยชน์อื่นใด อันรวมถึงค่าชดเชยด้วย ดังนั้น ที่ศาลแรงงานกลางไม่นำเงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถมารวมเพื่อเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยให้แก่โจทก์จึงชอบแล้ว จำเลยประกอบกิจการธนาคารและเคยใช้ชื่อว่าธนาคาร ส. จำกัด โจทก์เคยเป็นพนักงานของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ร. ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่จะต้องรวมกิจการ ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการรวมกิจการระหว่างธนาคาร ส. กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์อื่น จำเลยกำหนดเงื่อนไขในการจ้างงานไว้กับโจทก์ ว่าจำเลยจะจัดสวัสดิการให้โจทก์ตามระเบียบว่าด้วยสวัสดิการที่จำเลยจัดให้กับพนักงานของจำเลยซึ่งขณะนั้นจำเลยใช้ชื่อว่า ธนาคาร ส. ยกเว้นสวัสดิการว่าด้วยเงินบำเหน็จนั้น แสดงว่ากรณีเงินบำเหน็จที่จัดไว้สำหรับพนักงานของธนาคาร ส. ที่ทำงานมาก่อนที่จะมีการรวมกิจการ เป็นสวัสดิการที่มีมาก่อนแล้วและจำเลยยังคงที่จะสงวนสิทธิไว้ให้แก่พนักงานที่ร่วมทำงานกับจำเลยมาแต่แรก ไม่รวมถึงโจทก์ที่เป็นพนักงานใหม่ซึ่งเพิ่งเข้ามาหลังมีการรวมกิจการ ทั้งไม่ถือเป็นสิทธิของโจทก์ที่มีต่อนายจ้างเดิมที่จะให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างใหม่รับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ ตามความหมายในมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ดังนั้น ที่จำเลยไม่จ่ายเงินบำเหน็จในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ชอบแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด เดิมใช้ชื่อว่าธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2541 กระทรวงการคลังออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการรวมกิจการระหว่างธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์อีก 12 บริษัท ซึ่งมีบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) รวมอยู่ด้วย โจทก์เคยเป็นลูกจ้างของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2542 โจทก์แจ้งความประสงค์ขอเข้าทำงานกับจำเลย และจำเลยตกลงรับโจทก์เข้าทำงานเป็นพนักงานตำแหน่งรองผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย เริ่มทำงานวันที่ 1 กรกฎาคม 2542 ได้รับค่าจ้างเดือนละ 54,850 บาท โจทก์มีสิทธิได้ใช้รถประจำตำแหน่ง ต่อมาวันที่ 10 มีนาคม 2549 จำเลยอนุมัติให้โจทก์เปลี่ยนแปลงการได้รับสิทธิประโยชน์จากการใช้รถประจำตำแหน่งมาเป็นรับเงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถรวมเป็นเงิน เดือนละ 53,000 บาท ระเบียบงานที่ 76/2547 ถูกยกเลิกโดยระเบียบงานที่ 14/2549 ในเดือนมีนาคม 2550 โจทก์เกษียณอายุโดยได้รับค่าชดเชย 954,800 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 3,182.67 บาท ปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องปรับขึ้นเงินเดือนในปี 2550 ให้โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การปรับขึ้นเงินเดือนประจำปีให้แก่ลูกจ้างหรือพนักงานนั้น ไม่มีบทกฎหมายบังคับให้นายจ้างจะต้องกระทำ จึงเป็นอำนาจทางการบริหารจัดการของนายจ้างตามแต่ที่จะกำหนดหรือตามที่ได้ตกลงกับลูกจ้างหรือพนักงานไว้ เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่จะให้รับฟังได้ว่าการปรับขึ้นเงินเดือนประจำปีให้แก่พนักงานเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ทั้งข้อเท็จจริงได้ความตามศาลแรงงานกลางว่าการปรับขึ้นเงินเดือนให้แก่พนักงานเป็นสิทธิเฉพาะของจำเลย และเป็นไปตามนโยบายหรือแนวทางการพิจารณาปรับเงินเดือนให้แก่พนักงานตามที่จำเลยประกาศไว้ ซึ่งได้กำหนดเงื่อนไขว่าพนักงานจะได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนในเดือนมีนาคมของปีถัดไป โดยพนักงานจะรู้ว่าได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนประมาณวันที่ 15 มีนาคม ส่วนพนักงานที่พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานก่อนงวดการจ่ายเงินเดือนในเดือนมีนาคม 2550 จำเลยจะไม่พิจารณาปรับขึ้นเงินเดือนให้ ดังนั้นเมื่อโจทก์พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานเนื่องจากเกษียณอายุเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2550 การที่จำเลยไม่ปรับขึ้นเงินเดือนประจำปี 2550 ให้แก่โจทก์นั้น จึงเป็นไปตามอำนาจทางการบริหารจัดการของจำเลยตามระเบียบโดยชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อต่อไปของโจทก์มีว่า การคำนวณค่าชดเชยให้โจทก์โดยไม่นำเอาเงินช่วยเหลือค่ารถเดือนละ 50,000 บาท และค่าน้ำมันรถเดือนละ 3,000 บาท มารวมเป็นค่าจ้างเพื่อเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยชอบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า เงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถดังกล่าวถือเป็นค่าจ้าง ทั้งตามระเบียบงานที่ 76/2547 กำหนดข้อยกเว้นโดยให้นำเงินช่วยเหลือค่ารถไปรวมกับเงินเดือนเพื่อใช้ในการคำนวณกรณีเกษียณอายุ แม้ต่อมาระเบียบงานที่ 14/2549 จะกำหนดไม่ให้นำเงินดังกล่าวมารวมกับเงินเดือนเพื่อใช้ในการคำนวณก็ตาม แต่ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้โจทก์เสียเปรียบ ซึ่งโจทก์ก็ไม่เคยทราบและไม่ยินยอมด้วย จึงไม่อาจนำข้อกำหนดตามระเบียบงานที่ 14/2549 ในส่วนดังกล่าวมาใช้กับโจทก์ได้ นั้น เห็นว่า การที่โจทก์ใช้รถประจำตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2544 นั้น เป็นสิทธิประโยชน์และเป็นสวัสดิการในรูปแบบที่มิใช่ตัวเงินที่จำเลยจัดให้เฉพาะพนักงานระดับสูง แม้ต่อมาโจทก์จะได้รับอนุมัติจากจำเลยเป็นกรณีพิเศษ ให้เปลี่ยนเป็นการรับเงินช่วยเหลือค่ารถเดือนละ 50,000 บาท และค่าน้ำมันรถเดือนละ 3,000 บาท แทนก็ตามก็ยังถือว่าเป็นสวัสดิการอยู่นั่นเองเพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบเป็นเงินแทน เงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถจึงเป็นการจ่ายเพื่อเป็นสวัสดิการ มิใช่เป็นค่าตอบแทนในการทำงานโดยตรงไม่ถือเป็นค่าจ้าง และเมื่อได้ความจากโจทก์เองว่า โจทก์ขอและจำเลยยินยอมให้โจทก์รับเงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถแทนการใช้รถประจำตำแหน่งเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2549 หลังจากจำเลยออกระเบียบงานที่ 14/2549 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2549 โดยกำหนดไม่ให้นำเงินช่วยเหลือค่ารถไปรวมกับเงินเดือนเพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณผลประโยชน์อื่นใด อันรวมถึงค่าชดเชยด้วย นั้น เมื่อโจทก์เองเป็นถึงรองผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย จบการศึกษานิติศาสตร์ย่อมทำความเข้าใจระเบียบที่จำเลยประกาศใช้ได้เป็นอย่างดี การที่จำเลยประกาศใช้ระเบียบงานที่ 14/2549 มาตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2549 โดยโจทก์ก็มาขอรับสิทธิประโยชน์จากระเบียบงานดังกล่าว ทั้งระเบียบงานที่ 76/2547 ที่โจทก์นำมาอ้างเพื่อใช้เป็นประโยชน์แก่ตน ก็กำหนดให้มีผลใช้บังคับเพียงถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 เท่านั้น ดังนั้น ที่ศาลแรงงานกลางไม่นำเงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถมารวมเพื่อเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยให้แก่โจทก์ ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อสุดท้ายของโจทก์ว่า จำเลยต้องจ่ายเงินบำเหน็จแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยประกอบกิจการธนาคารและเคยใช้ชื่อว่าธนาคารสหธนาคารกรุงเทพ จำกัด โจทก์เคยเป็นพนักงานของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่จะต้องรวมกิจการ ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการรวมกิจการระหว่างธนาคารสหธนาคารจำกัด (มหาชน) กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์อื่น จำเลยกำหนดเงื่อนไขในการจ้างงานไว้กับโจทก์ ว่าจำเลยจะจัดสวัสดิการให้โจทก์ตามระเบียบว่าด้วยสวัสดิการที่จำเลยจัดให้กับพนักงานของจำเลยซึ่งขณะนั้นจำเลยใช้ชื่อว่า ธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) ยกเว้นสวัสดิการว่าด้วยเงินบำเหน็จนั้นแสดงว่ากรณีเงินบำเหน็จที่จัดไว้สำหรับพนักงานของธนาคารสหธนาคาร (จำกัด) มหาชน ที่ทำงานมาก่อน ที่จะมีการรวมกิจการ เป็นสวัสดิการที่มีมาก่อนแล้วและจำเลยยังคงที่จะสงวนสิทธิไว้ให้แก่พนักงานที่ร่วมทำงานกับจำเลยมาแต่แรก ไม่รวมถึงโจทก์ที่เป็นพนักงานใหม่ซึ่งเพิ่งเข้ามาหลังมีการรวมกิจการ ทั้งไม่ถือเป็นสิทธิของโจทก์ที่มีต่อนายจ้างเดิมที่จะให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างใหม่รับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ ตามความหมายในมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ดังนั้นที่จำเลยไม่จ่ายเงินบำเหน็จในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา พิพากษายืน (บูรณ์ ฐาปนดุลย์-นิยุต สุภัทรพาหิรผล-ธีระพงศ์ จิระภาค) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
636308
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081966015"
    }
}
date
2558
deka_no
15462/2558
deka_running_no
15462
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "บูรณ์ ฐาปนดุลย์",
    "นิยุต สุภัทรพาหิรผล",
    "ธีระพงศ์ จิระภาค"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 5",
            "ม. 13"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสุวัฒน์ ก.ศรีสุวรรณ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด เดิมใช้ชื่อว่าธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2541 กระทรวงการคลังออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการรวมกิจการระหว่างธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์อีก 12 บริษัท ซึ่งมีบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) รวมอยู่ด้วย โจทก์เคยเป็นลูกจ้างของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2542 โจทก์แจ้งความประสงค์ขอเข้าทำงานกับจำเลย และจำเลยตกลงรับโจทก์เข้าทำงานเป็นพนักงานตำแหน่งรองผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย เริ่มทำงานวันที่ 1 กรกฎาคม 2542 ได้รับค่าจ้างเดือนละ 54,850 บาท โจทก์มีสิทธิได้ใช้รถประจำตำแหน่ง ต่อมาวันที่ 10 มีนาคม 2549 จำเลยอนุมัติให้โจทก์เปลี่ยนแปลงการได้รับสิทธิประโยชน์จากการใช้รถประจำตำแหน่งมาเป็นรับเงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถรวมเป็นเงิน เดือนละ 53,000 บาท ระเบียบงานที่ 76/2547 ถูกยกเลิกโดยระเบียบงานที่ 14/2549 ในเดือนมีนาคม 2550 โจทก์เกษียณอายุโดยได้รับค่าชดเชย 954,800 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 3,182.67 บาท

ปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องปรับขึ้นเงินเดือนในปี 2550 ให้โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การปรับขึ้นเงินเดือนประจำปีให้แก่ลูกจ้างหรือพนักงานนั้น ไม่มีบทกฎหมายบังคับให้นายจ้างจะต้องกระทำ จึงเป็นอำนาจทางการบริหารจัดการของนายจ้างตามแต่ที่จะกำหนดหรือตามที่ได้ตกลงกับลูกจ้างหรือพนักงานไว้ เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่จะให้รับฟังได้ว่าการปรับขึ้นเงินเดือนประจำปีให้แก่พนักงานเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ทั้งข้อเท็จจริงได้ความตามศาลแรงงานกลางว่าการปรับขึ้นเงินเดือนให้แก่พนักงานเป็นสิทธิเฉพาะของจำเลย และเป็นไปตามนโยบายหรือแนวทางการพิจารณาปรับเงินเดือนให้แก่พนักงานตามที่จำเลยประกาศไว้ ซึ่งได้กำหนดเงื่อนไขว่าพนักงานจะได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนในเดือนมีนาคมของปีถัดไป โดยพนักงานจะรู้ว่าได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนประมาณวันที่ 15 มีนาคม ส่วนพนักงานที่พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานก่อนงวดการจ่ายเงินเดือนในเดือนมีนาคม 2550 จำเลยจะไม่พิจารณาปรับขึ้นเงินเดือนให้ ดังนั้นเมื่อโจทก์พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานเนื่องจากเกษียณอายุเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2550 การที่จำเลยไม่ปรับขึ้นเงินเดือนประจำปี 2550 ให้แก่โจทก์นั้น จึงเป็นไปตามอำนาจทางการบริหารจัดการของจำเลยตามระเบียบโดยชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อต่อไปของโจทก์มีว่า การคำนวณค่าชดเชยให้โจทก์โดยไม่นำเอาเงินช่วยเหลือค่ารถเดือนละ 50,000 บาท และค่าน้ำมันรถเดือนละ 3,000 บาท มารวมเป็นค่าจ้างเพื่อเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยชอบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า เงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถดังกล่าวถือเป็นค่าจ้าง ทั้งตามระเบียบงานที่ 76/2547 กำหนดข้อยกเว้นโดยให้นำเงินช่วยเหลือค่ารถไปรวมกับเงินเดือนเพื่อใช้ในการคำนวณกรณีเกษียณอายุ แม้ต่อมาระเบียบงานที่ 14/2549 จะกำหนดไม่ให้นำเงินดังกล่าวมารวมกับเงินเดือนเพื่อใช้ในการคำนวณก็ตาม แต่ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้โจทก์เสียเปรียบ ซึ่งโจทก์ก็ไม่เคยทราบและไม่ยินยอมด้วย จึงไม่อาจนำข้อกำหนดตามระเบียบงานที่ 14/2549 ในส่วนดังกล่าวมาใช้กับโจทก์ได้ นั้น เห็นว่า การที่โจทก์ใช้รถประจำตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2544 นั้น เป็นสิทธิประโยชน์และเป็นสวัสดิการในรูปแบบที่มิใช่ตัวเงินที่จำเลยจัดให้เฉพาะพนักงานระดับสูง แม้ต่อมาโจทก์จะได้รับอนุมัติจากจำเลยเป็นกรณีพิเศษ ให้เปลี่ยนเป็นการรับเงินช่วยเหลือค่ารถเดือนละ 50,000 บาท และค่าน้ำมันรถเดือนละ 3,000 บาท แทนก็ตามก็ยังถือว่าเป็นสวัสดิการอยู่นั่นเองเพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบเป็นเงินแทน เงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถจึงเป็นการจ่ายเพื่อเป็นสวัสดิการ มิใช่เป็นค่าตอบแทนในการทำงานโดยตรงไม่ถือเป็นค่าจ้าง และเมื่อได้ความจากโจทก์เองว่า โจทก์ขอและจำเลยยินยอมให้โจทก์รับเงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถแทนการใช้รถประจำตำแหน่งเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2549 หลังจากจำเลยออกระเบียบงานที่ 14/2549 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2549 โดยกำหนดไม่ให้นำเงินช่วยเหลือค่ารถไปรวมกับเงินเดือนเพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณผลประโยชน์อื่นใด อันรวมถึงค่าชดเชยด้วย นั้น เมื่อโจทก์เองเป็นถึงรองผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย จบการศึกษานิติศาสตร์ย่อมทำความเข้าใจระเบียบที่จำเลยประกาศใช้ได้เป็นอย่างดี การที่จำเลยประกาศใช้ระเบียบงานที่ 14/2549 มาตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2549 โดยโจทก์ก็มาขอรับสิทธิประโยชน์จากระเบียบงานดังกล่าว ทั้งระเบียบงานที่ 76/2547 ที่โจทก์นำมาอ้างเพื่อใช้เป็นประโยชน์แก่ตน ก็กำหนดให้มีผลใช้บังคับเพียงถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 เท่านั้น ดังนั้น ที่ศาลแรงงานกลางไม่นำเงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถมารวมเพื่อเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยให้แก่โจทก์ ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อสุดท้ายของโจทก์ว่า จำเลยต้องจ่ายเงินบำเหน็จแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยประกอบกิจการธนาคารและเคยใช้ชื่อว่าธนาคารสหธนาคารกรุงเทพ จำกัด โจทก์เคยเป็นพนักงานของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่จะต้องรวมกิจการ ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการรวมกิจการระหว่างธนาคารสหธนาคารจำกัด (มหาชน) กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์อื่น จำเลยกำหนดเงื่อนไขในการจ้างงานไว้กับโจทก์ ว่าจำเลยจะจัดสวัสดิการให้โจทก์ตามระเบียบว่าด้วยสวัสดิการที่จำเลยจัดให้กับพนักงานของจำเลยซึ่งขณะนั้นจำเลยใช้ชื่อว่า ธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) ยกเว้นสวัสดิการว่าด้วยเงินบำเหน็จนั้นแสดงว่ากรณีเงินบำเหน็จที่จัดไว้สำหรับพนักงานของธนาคารสหธนาคาร (จำกัด) มหาชน ที่ทำงานมาก่อน ที่จะมีการรวมกิจการ เป็นสวัสดิการที่มีมาก่อนแล้วและจำเลยยังคงที่จะสงวนสิทธิไว้ให้แก่พนักงานที่ร่วมทำงานกับจำเลยมาแต่แรก ไม่รวมถึงโจทก์ที่เป็นพนักงานใหม่ซึ่งเพิ่งเข้ามาหลังมีการรวมกิจการ ทั้งไม่ถือเป็นสิทธิของโจทก์ที่มีต่อนายจ้างเดิมที่จะให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างใหม่รับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ ตามความหมายในมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ดังนั้นที่จำเลยไม่จ่ายเงินบำเหน็จในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
แหล่งที่มา ศูนย์วิชาการงานคดี ศาลฎีกา
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000236.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558