คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2560 -ที่ 2568/2561 ฉบับเต็ม

#636634
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2560 - 2568/2561 พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช โจทก์ นาง อ. กับพวก จำเลย พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 72 ตรี วรรคสาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 31 วรรคสี่ แม้ศาลจะมิได้พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องก็ตาม แต่ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นป่าสงวนแห่งชาติ หากผู้ใดเข้ายึดถือครอบครองหรือทำประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมายแล้วย่อมมีความผิด การที่จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 อยู่ในป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุโดยไม่มีเหตุจะอ้างโดยชอบด้วยกฎหมายย่อมมีผลต่อการรักษาสภาพป่าไม้ของป่าหรือทรัพยากรธรรมชาติอื่นในป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ออกไปจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุจึงชอบด้วยเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 แล้ว มิฉะนั้น ผู้ที่ศาลมิได้พิพากษาลงโทษว่ากระทำความผิดเพราะขาดเจตนากระทำความผิดก็จะสามารถอยู่ในป่าสงวนแห่งชาติหรือป่าได้ทั้งที่ไม่มีเหตุอันชอบด้วยกฎหมายที่จะอยู่ได้ ___________________________ คดีทั้งเก้าสำนวนนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณารวมกับคดีหมายเลขแดงที่ 294/2559 โดยให้เรียกโจทก์ทุกสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยทั้งเก้าสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 และที่ 10 ตามลำดับ และเรียกจำเลยในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 6 ก่อนสืบพยานจำเลยที่ 6 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้แยกสำนวนของจำเลยที่ 6 ออกไปพิจารณาและมีคำพิพากษาแล้ว ส่วนคดีทั้งเก้าสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเก้าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54, 72 ตรี พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 6, 9, 14, 31 กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 10 กับบริวารออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ และเพิ่มโทษจำเลยที่ 7 ตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 10 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 10 พร้อมทั้งบริวารออกจากเขตป่าและป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 10 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 10 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย และจำเลยที่ 3 และที่ 7 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาตให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 7 ออกจากสารบบความ ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 อยู่ในป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 โดยเห็นว่าขาดเจตนากระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ ปัญหาว่าจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 ว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 พร้อมทั้งบริวารออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลจะมิได้พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องก็ตาม แต่ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นป่าสงวนแห่งชาติ หากผู้ใดเข้ายึดถือครอบครองหรือทำประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมายแล้วย่อมมีความผิด การที่จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 อยู่ในป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุโดยไม่มีเหตุจะอ้างโดยชอบด้วยกฎหมายย่อมมีผลต่อการรักษาสภาพป่าไม้ของป่าหรือทรัพยากรธรรมชาติอื่นในป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ออกไปจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุจึงชอบด้วยเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 แล้ว มิฉะนั้นผู้ที่ศาลมิได้พิพากษาลงโทษว่ากระทำความผิดเพราะขาดเจตนากระทำความผิดก็จะสามารถอยู่ในป่าสงวนแห่งชาติหรือป่าได้ทั้งที่ไม่มีเหตุอันชอบด้วยกฎหมายที่จะอยู่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 พร้อมบริวารออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุจึงชอบแล้ว ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 ในข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (อุดม สิทธิวิรัชธรรม-นิพนธ์ ใจสำราญ-ชัยเจริญ ดุษฎีพร) ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช - นางดรุณี ชัยศรีอริยกุล คงเขษม ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นางสาวพนิดา รัตนะวรรธนะ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา สวอ223-231/2560 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ837/2557 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ3615/2559 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
636634
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช",
        "judge": "นางดรุณี ชัยศรีอริยกุล คงเขษม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นางสาวพนิดา รัตนะวรรธนะ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081957776"
    }
}
date
2561
deka_no
2568/2561
deka_running_no
2568
deka_year
2561
department
แผนก
judges
[
    "อุดม สิทธิวิรัชธรรม",
    "นิพนธ์ ใจสำราญ",
    "ชัยเจริญ ดุษฎีพร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484",
        "sections": [
            "ม. 72 ตรี วรรคสาม"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507",
        "sections": [
            "ม. 31 วรรคสี่"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง อ. กับพวก"
    }
]
long_text
คดีทั้งเก้าสำนวนนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณารวมกับคดีหมายเลขแดงที่ 294/2559 โดยให้เรียกโจทก์ทุกสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยทั้งเก้าสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 และที่ 10 ตามลำดับ และเรียกจำเลยในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 6 ก่อนสืบพยานจำเลยที่ 6 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้แยกสำนวนของจำเลยที่ 6 ออกไปพิจารณาและมีคำพิพากษาแล้ว ส่วนคดีทั้งเก้าสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเก้าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54, 72 ตรี พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 6, 9, 14, 31 กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 10 กับบริวารออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ และเพิ่มโทษจำเลยที่ 7 ตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 10 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 10 พร้อมทั้งบริวารออกจากเขตป่าและป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 10 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 10 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย และจำเลยที่ 3 และที่ 7 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาตให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 7 ออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 อยู่ในป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 โดยเห็นว่าขาดเจตนากระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ ปัญหาว่าจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 ว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 พร้อมทั้งบริวารออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลจะมิได้พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องก็ตาม แต่ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นป่าสงวนแห่งชาติ หากผู้ใดเข้ายึดถือครอบครองหรือทำประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมายแล้วย่อมมีความผิด การที่จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 อยู่ในป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุโดยไม่มีเหตุจะอ้างโดยชอบด้วยกฎหมายย่อมมีผลต่อการรักษาสภาพป่าไม้ของป่าหรือทรัพยากรธรรมชาติอื่นในป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ออกไปจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุจึงชอบด้วยเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 แล้ว มิฉะนั้นผู้ที่ศาลมิได้พิพากษาลงโทษว่ากระทำความผิดเพราะขาดเจตนากระทำความผิดก็จะสามารถอยู่ในป่าสงวนแห่งชาติหรือป่าได้ทั้งที่ไม่มีเหตุอันชอบด้วยกฎหมายที่จะอยู่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 พร้อมบริวารออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุจึงชอบแล้ว ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 ในข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ837/2557
primary_red_case_no
อ3615/2559
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000167.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
สวอ223-231/2560
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2560 -
year
2561