คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8133/2561 ฉบับเต็ม

#636639
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8133/2561 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นาย อ. กับพวก จำเลย พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29, มาตรา 31 แม้คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ริบทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองจะถึงที่สุดแล้ว แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏในภายหลังว่า คดีที่ผู้ร้องฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกเป็นจำเลยในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นเหตุให้มีการยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองในคดีนี้ ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 คือผู้คัดค้านที่ 1 ในคดีนี้ ย่อมแสดงว่าผู้คัดค้านที่ 1 มิได้เป็นผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นเหตุให้มีการยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองในคดีนี้แล้ว ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองจึงไม่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่ศาลจะสั่งริบได้ ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29 อีกต่อไป จึงต้องคืนทรัพย์สินให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสอง ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินรายการที่ 1, 3 ถึง 7, 9 ถึง 13, 15 ถึง 20, 22, 25 ถึง 69 ตามคำร้องขอให้ริบทรัพย์ ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29, 31 ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการริบทรัพย์สินรายการที่ 3, 5, 65 ถึง 69 ของผู้คัดค้านที่ 1 และทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 32 ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้คืนทรัพย์สินรายการที่ 1, 3 ถึง 7, 9 ถึง 13, 15 ถึง 20, 22, 25 ถึง 69 แก่ผู้คัดค้านทั้งสอง ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินรายการที่ 1, 3 ถึง 7, 9 ถึง 13, 15 ถึง 20, 22 และ 25 ถึง 69 ของผู้คัดค้านทั้งสองให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผู้คัดค้านทั้งสองไม่อุทธรณ์ คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาปรากฏว่า คดีที่ผู้ร้องฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกเป็นจำเลยในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันเป็นเหตุให้มีการยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองดังกล่าว ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3257/2547 ของศาลชั้นต้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้คืนทรัพย์สินตามคำร้องของผู้คัดค้านทั้งสองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งริบทรัพย์สินนั้น เท่ากับเป็นการขอให้คืนทรัพย์สินที่ริบให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสองนั่นเอง แม้คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ริบทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองจะถึงที่สุดแล้ว แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏในภายหลังว่า คดีที่ผู้ร้องฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกเป็นจำเลยในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นเหตุให้มีการยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองในคดีนี้ ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 คือผู้คัดค้านที่ 1 ในคดีนี้ ย่อมแสดงว่าผู้คัดค้านที่ 1 มิได้เป็นผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นเหตุให้มีการยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองในคดีนี้แล้ว ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองจึงไม่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่ศาลจะสั่งริบได้ ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29 อีกต่อไป จึงต้องคืนทรัพย์สินให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสอง แต่สำหรับทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ด้วยนั้น เห็นว่า แม้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินในคดีนี้ โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของผู้คัดค้านที่ 1 เพียงคนเดียว แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในคดีอาญาที่ผู้คัดค้านที่ 1 ถูกฟ้องว่า ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 สำหรับทรัพย์สินรายการที่ 1 เป็นเงินสด 2,480,690 บาท ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านและนำสืบต่อสู้ว่าเป็นเงินของจำเลยที่ 2 ซึ่งในคดีอาญาดังกล่าวศาลฎีกาพิพากษาคดีถึงที่สุดแล้วว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20,000 เม็ด จึงถือว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจึงเข้าข้อสันนิษฐานว่า ทรัพย์สินส่วนของจำเลยที่ 2 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29 วรรคสอง เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำคัดค้านต่อสู้คดีนี้ จึงฟังได้ว่าเงินสดจำนวนดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ซึ่งต้องริบ ทั้งผู้คัดค้านที่ 1 เองก็ไม่ได้ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการริบทรัพย์สินรายการนี้ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้คืนทรัพย์สินรายการที่ 1 คือ เงินสด 2,480,690 บาท แก่ผู้คัดค้านทั้งสองจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่คืนทรัพย์รายการที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (ปดารณี ลัดพลี-พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง-ชัยรัตน์ ศิลาลาย) ศาลอาญา - นายประมุข ทัศนปริชญานนท์ ศาลอุทธรณ์ - นายขจรศักดิ์ อำไพสัมพันธกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.966/2560 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ม262/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ม255/2547 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
636639
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญา",
        "judge": "นายประมุข ทัศนปริชญานนท์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายขจรศักดิ์ อำไพสัมพันธกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081956199"
    }
}
date
2561
deka_no
8133/2561
deka_running_no
8133
deka_year
2561
department
แผนก
judges
[
    "ปดารณี ลัดพลี",
    "พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง",
    "ชัยรัตน์ ศิลาลาย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 29",
            "ม. 31"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย อ. กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินรายการที่ 1, 3 ถึง 7, 9 ถึง 13, 15 ถึง 20, 22, 25 ถึง 69 ตามคำร้องขอให้ริบทรัพย์ ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29, 31

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการริบทรัพย์สินรายการที่ 3, 5, 65 ถึง 69 ของผู้คัดค้านที่ 1 และทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 32

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้คืนทรัพย์สินรายการที่ 1, 3 ถึง 7, 9 ถึง 13, 15 ถึง 20, 22, 25 ถึง 69 แก่ผู้คัดค้านทั้งสอง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินรายการที่ 1, 3 ถึง 7, 9 ถึง 13, 15 ถึง 20, 22 และ 25 ถึง 69 ของผู้คัดค้านทั้งสองให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผู้คัดค้านทั้งสองไม่อุทธรณ์ คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาปรากฏว่า คดีที่ผู้ร้องฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกเป็นจำเลยในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันเป็นเหตุให้มีการยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองดังกล่าว ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3257/2547 ของศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้คืนทรัพย์สินตามคำร้องของผู้คัดค้านทั้งสองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งริบทรัพย์สินนั้น เท่ากับเป็นการขอให้คืนทรัพย์สินที่ริบให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสองนั่นเอง แม้คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ริบทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองจะถึงที่สุดแล้ว แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏในภายหลังว่า คดีที่ผู้ร้องฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกเป็นจำเลยในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นเหตุให้มีการยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองในคดีนี้ ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 คือผู้คัดค้านที่ 1 ในคดีนี้ ย่อมแสดงว่าผู้คัดค้านที่ 1 มิได้เป็นผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นเหตุให้มีการยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองในคดีนี้แล้ว ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองจึงไม่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่ศาลจะสั่งริบได้ ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29 อีกต่อไป จึงต้องคืนทรัพย์สินให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสอง แต่สำหรับทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ด้วยนั้น เห็นว่า แม้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินในคดีนี้ โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของผู้คัดค้านที่ 1 เพียงคนเดียว แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในคดีอาญาที่ผู้คัดค้านที่ 1 ถูกฟ้องว่า ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 สำหรับทรัพย์สินรายการที่ 1 เป็นเงินสด 2,480,690 บาท ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านและนำสืบต่อสู้ว่าเป็นเงินของจำเลยที่ 2 ซึ่งในคดีอาญาดังกล่าวศาลฎีกาพิพากษาคดีถึงที่สุดแล้วว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20,000 เม็ด จึงถือว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจึงเข้าข้อสันนิษฐานว่า ทรัพย์สินส่วนของจำเลยที่ 2 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29 วรรคสอง เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำคัดค้านต่อสู้คดีนี้ จึงฟังได้ว่าเงินสดจำนวนดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ซึ่งต้องริบ ทั้งผู้คัดค้านที่ 1 เองก็ไม่ได้ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการริบทรัพย์สินรายการนี้ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้คืนทรัพย์สินรายการที่ 1 คือ เงินสด 2,480,690 บาท แก่ผู้คัดค้านทั้งสองจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่คืนทรัพย์รายการที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
ม262/2547
primary_red_case_no
ม255/2547
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000154.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.966/2560
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2561