คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1463/2562 ฉบับเต็ม

#637629
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1463/2562 นาย ช. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ส. โจทก์ นาง พ. จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 142 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่เช่าและส่งมอบคืนโจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่ศาลมีคำพิพากษา ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้าง 87,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่เช่าและส่งมอบแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 12,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่เช่าและส่งมอบคืนโจทก์ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้าง 12,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป เป็นหนี้เงินอันเกิดจากสัญญาเช่าโจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยของค่าเช่าที่ค้างไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ค่าเช่าเสร็จสิ้น จะบังคับชำระดอกเบี้ยไปจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินและส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ซึ่งเป็นหนี้ให้กระทำการอันหนึ่งอันใดอันเกิดจากมูลละเมิดเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขเป็นให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้าง 12,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หรือจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์และบริวารออกจากพื้นที่เช่าและส่งมอบแก่โจทก์ตามที่โจทก์ขอมาท้ายฟ้อง แล้วแต่เหตุการณ์ใดจะเกิดขึ้นก่อน ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่เช่าและส่งมอบคืนโจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่ศาลมีคำพิพากษา ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้าง 87,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่เช่าและส่งมอบแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 12,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่เช่าและส่งมอบคืนโจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้พิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1277 ด้านทิศใต้ตามทางเดินเข้าออกตลาดความกว้าง 2 เมตร ยาว 12 เมตร พื้นที่ปูกระเบื้องและโครงเหล็กตลอดแนวด้านทิศตะวันตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ให้โจทก์ไปดำเนินการแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวและโอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลย หากโจทก์ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทตามแนวเขตที่ดิน และส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้าง 12,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 6,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ กำหนด ค่าทนายความเป็นเงิน 10,000 บาท จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า นายสรายุทธ บิดาโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1277 เนื้อที่ 2 งาน 34 ตารางวา ต่อมาวันที่ 16 กรกฎาคม 2553 นายสรายุทธถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โจทก์นำคำสั่งศาลไปจดทะเบียนรับโอนที่ดินในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จำเลยมีร้านขายเสื้อผ้าตั้งอยู่ในที่ดินพิพาทเนื้อที่ 4.2 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1277 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์หรือจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยผู้เช่าให้ออกจากที่ดินพิพาท โดยมีสัญญาเช่าซึ่งมีลายมือชื่อจำเลยในช่องผู้เช่า และลายมือชื่อนายโดมพันธุ์สามีจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันมาแสดง จำเลยเองก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับว่า สัญญาเช่ามีชื่อจำเลยในช่องผู้เช่าและชื่อนายโดมพันธุ์เป็นผู้ค้ำประกันจริง ที่จำเลยอ้างว่าไม่ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่า ลายมือชื่อในช่องผู้เช่าไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยนั้น ศาลได้พิจารณาเปรียบเทียบลายมือชื่อในช่องผู้เช่าตามสัญญาเช่ากับลายมือชื่อของจำเลยในใบแต่งทนายความแล้ว มีลีลาการเขียนและรูปลักษณะของตัวอักษรคล้ายคลึงกันมาก นายโดมพันธุ์เบิกความเป็นพยานจำเลยว่า พยานไม่แน่ใจว่าลายมือชื่อในช่องผู้ค้ำประกันเป็นของพยานหรือไม่ ถือว่านายโดมพันธุ์มิได้ปฏิเสธลายมือชื่อดังกล่าว เชื่อว่าลายมือชื่อในช่องผู้เช่าเป็นลายมือชื่อของจำเลยจริง ทั้งโจทก์มีนางสิริกัลยาผู้ไปเก็บค่าเช่าจากจำเลยเบิกความยืนยันว่า นายพิทักษ์บุตรของจำเลยเป็นผู้ชำระค่าเช่าแทนจำเลยตลอดมา และนายพิทักษ์ลงลายมือชื่อเป็นหลักฐานว่าได้ชำระค่าเช่าและรับหนังสือขอปรับเพิ่มค่าเช่าในสมุดรับเงินด้วย นอกจากนี้จำเลยยังยอมรับในฎีกาว่า จำเลยเป็นคู่สัญญาเช่ากับโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์และชำระค่าเช่าให้โจทก์จริง ดังนั้น การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยจึงเป็นการครอบครองโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่า อันเป็นการครอบครองแทนผู้ตายและโจทก์มิได้ครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ จำเลยไม่อาจได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้าง 12,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปนั้น เป็นหนี้เงินอันเกิดจากสัญญาเช่า โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยของค่าเช่าที่ค้างไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ค่าเช่าเสร็จสิ้นจะบังคับชำระดอกเบี้ยไปจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินและส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ซึ่งเป็นหนี้ให้กระทำการอันหนึ่งอันใดอันเกิดจากมูลละเมิดเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้องและไม่เกินคำขอท้ายฟ้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้าง 12,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หรือจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่เช่าและส่งมอบแก่โจทก์ตามที่โจทก์ขอมาท้ายฟ้องแล้ว แต่พฤติการณ์ใดจะเกิดขึ้นก่อน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ (อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล-ชัยรัตน์ ศิลาลาย-ภัทรศักดิ์ วรรณแสง) ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายอรรถวุฒิ สุวรรณมงคล ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นางศุภลักษณ์ พิชญเวคิน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.826/2561 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1588/2558 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ2055/2559 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
637629
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเชียงใหม่",
        "judge": "นายอรรถวุฒิ สุวรรณมงคล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นางศุภลักษณ์ พิชญเวคิน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081955293"
    }
}
date
2562
deka_no
1463/2562
deka_running_no
1463
deka_year
2562
department
แผนก
judges
[
    "อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล",
    "ชัยรัตน์ ศิลาลาย",
    "ภัทรศักดิ์ วรรณแสง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย ช. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ส."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง พ."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่เช่าและส่งมอบคืนโจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่ศาลมีคำพิพากษา ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้าง 87,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่เช่าและส่งมอบแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 12,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่เช่าและส่งมอบคืนโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้พิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1277 ด้านทิศใต้ตามทางเดินเข้าออกตลาดความกว้าง 2 เมตร ยาว 12 เมตร พื้นที่ปูกระเบื้องและโครงเหล็กตลอดแนวด้านทิศตะวันตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ให้โจทก์ไปดำเนินการแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวและโอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลย หากโจทก์ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทตามแนวเขตที่ดิน และส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้าง 12,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 6,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ กำหนด ค่าทนายความเป็นเงิน 10,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า นายสรายุทธ บิดาโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1277 เนื้อที่ 2 งาน 34 ตารางวา ต่อมาวันที่ 16 กรกฎาคม 2553 นายสรายุทธถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โจทก์นำคำสั่งศาลไปจดทะเบียนรับโอนที่ดินในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จำเลยมีร้านขายเสื้อผ้าตั้งอยู่ในที่ดินพิพาทเนื้อที่ 4.2 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1277

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์หรือจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยผู้เช่าให้ออกจากที่ดินพิพาท โดยมีสัญญาเช่าซึ่งมีลายมือชื่อจำเลยในช่องผู้เช่า และลายมือชื่อนายโดมพันธุ์สามีจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันมาแสดง จำเลยเองก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับว่า สัญญาเช่ามีชื่อจำเลยในช่องผู้เช่าและชื่อนายโดมพันธุ์เป็นผู้ค้ำประกันจริง ที่จำเลยอ้างว่าไม่ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่า ลายมือชื่อในช่องผู้เช่าไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยนั้น ศาลได้พิจารณาเปรียบเทียบลายมือชื่อในช่องผู้เช่าตามสัญญาเช่ากับลายมือชื่อของจำเลยในใบแต่งทนายความแล้ว มีลีลาการเขียนและรูปลักษณะของตัวอักษรคล้ายคลึงกันมาก นายโดมพันธุ์เบิกความเป็นพยานจำเลยว่า พยานไม่แน่ใจว่าลายมือชื่อในช่องผู้ค้ำประกันเป็นของพยานหรือไม่ ถือว่านายโดมพันธุ์มิได้ปฏิเสธลายมือชื่อดังกล่าว เชื่อว่าลายมือชื่อในช่องผู้เช่าเป็นลายมือชื่อของจำเลยจริง ทั้งโจทก์มีนางสิริกัลยาผู้ไปเก็บค่าเช่าจากจำเลยเบิกความยืนยันว่า นายพิทักษ์บุตรของจำเลยเป็นผู้ชำระค่าเช่าแทนจำเลยตลอดมา และนายพิทักษ์ลงลายมือชื่อเป็นหลักฐานว่าได้ชำระค่าเช่าและรับหนังสือขอปรับเพิ่มค่าเช่าในสมุดรับเงินด้วย นอกจากนี้จำเลยยังยอมรับในฎีกาว่า จำเลยเป็นคู่สัญญาเช่ากับโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์และชำระค่าเช่าให้โจทก์จริง ดังนั้น การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยจึงเป็นการครอบครองโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่า อันเป็นการครอบครองแทนผู้ตายและโจทก์มิได้ครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ จำเลยไม่อาจได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้าง 12,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปนั้น เป็นหนี้เงินอันเกิดจากสัญญาเช่า โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยของค่าเช่าที่ค้างไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ค่าเช่าเสร็จสิ้นจะบังคับชำระดอกเบี้ยไปจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินและส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ซึ่งเป็นหนี้ให้กระทำการอันหนึ่งอันใดอันเกิดจากมูลละเมิดเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้องและไม่เกินคำขอท้ายฟ้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้าง 12,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หรือจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่เช่าและส่งมอบแก่โจทก์ตามที่โจทก์ขอมาท้ายฟ้องแล้ว แต่พฤติการณ์ใดจะเกิดขึ้นก่อน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1588/2558
primary_red_case_no
อ2055/2559
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000147.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.826/2561
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2562