คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6905/2562 ฉบับเต็ม

#638846
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6905/2562 พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช โจทก์ นาย ต. จำเลย ป.อ. มาตรา 277 วรรคสี่ จำเลยพกพาอาวุธมีดขนาดใหญ่บุกรุกเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ในห้องนอน โดยขณะกระทำชำเราจำเลยวางอาวุธมีดไว้ข้างตัวใกล้มือจำเลย ซึ่งพร้อมจะหยิบฉวยได้ทันที พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเด็กหญิงเกิดความกลัวว่าจะถูกทำร้ายด้วยอาวุธมีดนั้นจึงไม่กล้าขัดขืน ถือได้ว่าเป็นการใช้อาวุธมีดข่มขู่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 โดยใช้อาวุธตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสี่ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 92, 93, 277, 335, 362, 364, 365, 371 เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งและหนึ่งในสามตามกฎหมาย กับให้จำเลยคืนเงิน 20,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่, 335 (8) วรรคแรก, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 364, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท ฐานบุกรุกโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธ และในเวลากลางคืน จำคุก 1 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้อาวุธ จำคุกตลอดชีวิต ฐานลักทรัพย์ในเคหสถาน จำคุก 3 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานบุกรุกโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธ และในเวลากลางคืน เป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานลักทรัพย์ในเคหสถาน เป็นจำคุก 4 ปี ส่วนความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้อาวุธ เมื่อศาลวางโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจเพิ่มโทษได้อีก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 และฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นความผิดลหุโทษ จึงไม่อาจเพิ่มโทษได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 94 จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร คงปรับ 500 บาท ฐานบุกรุกโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธ และในเวลากลางคืน คงจำคุก 8 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้อาวุธ คงจำคุก 25 ปี ฐานลักทรัพย์ในเคหสถาน คงจำคุก 2 ปี รวมจำคุก 27 ปี 8 เดือน และปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 29/1, 30 กับให้จำเลยคืนเงิน 20,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่, 335 (7) (8) วรรคสอง, 364, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 362, 371 สำหรับความผิดฐานบุกรุกโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธ และในเวลากลางคืน และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้อาวุธ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้อาวุธ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวมทุกกระทงความผิดแล้วคงจำคุกจำเลย มีกำหนด 27 ปี และปรับ 500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ในวันเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยโดยมีอาวุธมีดติดตัวบุกรุกเข้าไปในบ้านของนาย ส. ผู้เสียหายที่ 1 แล้วข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิง จ. ผู้เสียหายที่ 2 บุตรผู้เสียหายที่ 1 ขณะที่ผู้เสียหายที่ 2 นอนอยู่ในห้องนอนในบ้านดังกล่าว จากนั้นจำเลยได้ลักเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง และเงิน 20,000 บาท ของผู้เสียหายที่ 1 หลบหนีไป คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยซึ่งเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยว่า จำเลยมีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 โดยใช้อาวุธมีดอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่หรือไม่ ประเด็นข้อนี้จำเลยฎีกาว่า ขณะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จำเลยเพียงนำอาวุธมีดออกมาวางไว้ข้างตัวจำเลยเท่านั้น ถือไม่ได้ว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 โดยใช้อาวุธ เห็นว่า จำเลยพกพาอาวุธมีดขนาดใหญ่บุกรุกเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ในห้องนอน โดยขณะกระทำชำเราจำเลยวางอาวุธมีดดังกล่าวไว้ข้างตัวใกล้มือจำเลย ซึ่งพร้อมที่จะหยิบฉวยได้ทันที พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเด็กหญิงเกิดความกลัวว่าจะถูกทำร้ายด้วยอาวุธมีดนั้นจึงไม่กล้าขัดขืน ถือได้ว่าเป็นการใช้อาวุธมีดข่มขู่ผู้เสียหายที่ 2 ตามที่จำเลยให้การรับสารภาพแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 โดยใช้อาวุธตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 มาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 และให้ใช้ความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 พิพากษายืน (สันติ วงศ์รัตนานนท์-สมชาติ ธัญญาวินิชกุล-สมเกียรติ ตั้งสกุล) ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช - นายนิกร จันทร์สุข ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายศักดิ์ เกียรติชัยศักดิ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1043/2562 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1463/2561 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ2141/2561 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
638846
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช",
        "judge": "นายนิกร จันทร์สุข"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายศักดิ์ เกียรติชัยศักดิ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081953843"
    }
}
date
2562
deka_no
6905/2562
deka_running_no
6905
deka_year
2562
department
แผนก
judges
[
    "สันติ วงศ์รัตนานนท์",
    "สมชาติ ธัญญาวินิชกุล",
    "สมเกียรติ ตั้งสกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 277 วรรคสี่"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ต."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 92, 93, 277, 335, 362, 364, 365, 371 เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งและหนึ่งในสามตามกฎหมาย กับให้จำเลยคืนเงิน 20,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่, 335 (8) วรรคแรก, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 364, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท ฐานบุกรุกโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธ และในเวลากลางคืน จำคุก 1 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้อาวุธ จำคุกตลอดชีวิต ฐานลักทรัพย์ในเคหสถาน จำคุก 3 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานบุกรุกโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธ และในเวลากลางคืน เป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานลักทรัพย์ในเคหสถาน เป็นจำคุก 4 ปี ส่วนความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้อาวุธ เมื่อศาลวางโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจเพิ่มโทษได้อีก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 และฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นความผิดลหุโทษ จึงไม่อาจเพิ่มโทษได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 94 จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร คงปรับ 500 บาท ฐานบุกรุกโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธ และในเวลากลางคืน คงจำคุก 8 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้อาวุธ คงจำคุก 25 ปี ฐานลักทรัพย์ในเคหสถาน คงจำคุก 2 ปี รวมจำคุก 27 ปี 8 เดือน และปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 29/1, 30 กับให้จำเลยคืนเงิน 20,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่, 335 (7) (8) วรรคสอง, 364, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 362, 371 สำหรับความผิดฐานบุกรุกโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธ และในเวลากลางคืน และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้อาวุธ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้อาวุธ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวมทุกกระทงความผิดแล้วคงจำคุกจำเลย มีกำหนด 27 ปี และปรับ 500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ในวันเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยโดยมีอาวุธมีดติดตัวบุกรุกเข้าไปในบ้านของนาย ส. ผู้เสียหายที่ 1 แล้วข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิง จ. ผู้เสียหายที่ 2 บุตรผู้เสียหายที่ 1 ขณะที่ผู้เสียหายที่ 2 นอนอยู่ในห้องนอนในบ้านดังกล่าว จากนั้นจำเลยได้ลักเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง และเงิน 20,000 บาท ของผู้เสียหายที่ 1 หลบหนีไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยซึ่งเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยว่า จำเลยมีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 โดยใช้อาวุธมีดอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่หรือไม่ ประเด็นข้อนี้จำเลยฎีกาว่า ขณะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จำเลยเพียงนำอาวุธมีดออกมาวางไว้ข้างตัวจำเลยเท่านั้น ถือไม่ได้ว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 โดยใช้อาวุธ เห็นว่า จำเลยพกพาอาวุธมีดขนาดใหญ่บุกรุกเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ในห้องนอน โดยขณะกระทำชำเราจำเลยวางอาวุธมีดดังกล่าวไว้ข้างตัวใกล้มือจำเลย ซึ่งพร้อมที่จะหยิบฉวยได้ทันที พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเด็กหญิงเกิดความกลัวว่าจะถูกทำร้ายด้วยอาวุธมีดนั้นจึงไม่กล้าขัดขืน ถือได้ว่าเป็นการใช้อาวุธมีดข่มขู่ผู้เสียหายที่ 2 ตามที่จำเลยให้การรับสารภาพแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 โดยใช้อาวุธตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2562 มาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 และให้ใช้ความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1463/2561
primary_red_case_no
อ2141/2561
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000135.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1043/2562
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2562