คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5556/2562 ฉบับเต็ม

#639571
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5556/2562 นาย ธ. โจทก์ นาย ป. จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 900, มาตรา 914, มาตรา 916 เมื่อโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าเช็คพิพาทมีมูลหนี้ตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้อง แม้ว่าจำเลยจะลงชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทมอบให้โจทก์ จำเลยก็ไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาท ___________________________ โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยชำระเงิน 675,143 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 670,950 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 675,143 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 670,950 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 4,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาท่าศาลา ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 สั่งจ่ายเงินจำนวน 670,950 บาท มอบให้แก่โจทก์ โจทก์ได้นำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยเหตุผลว่าเงินในบัญชีไม่พอจ่าย มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ โจทก์อ้างว่า เมื่อต้นปี 2559 จำเลยซื้อสินค้าจำพวกปลาและอาหารปลาไปจากโจทก์และจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทแก่โจทก์และโจทก์ยังเบิกความยืนยันว่า เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2559 จำเลยซื้ออาหารปลาไปจากโจทก์ ตามใบส่งของและรายการสรุปยอดค้างค่าสินค้าที่จำเลยซื้อไปจากโจทก์ โดยจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทชำระหนี้แก่โจทก์ แต่เมื่อพิจารณาใบส่งของสรุปยอดค้าง กลับลงวันที่ 9 เมษายน 2554 อันเป็นหนี้ที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ตั้งแต่ปี 2554 ซึ่งไม่เป็นไปตามคำฟ้องของโจทก์ที่อ้างว่าเป็นมูลหนี้ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2559 ทั้งยังได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ปากนายโอฬาร ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาท่าศาลา ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า รูปแบบของเช็คพิพาทเป็นเช็คของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ที่ขายให้แก่ลูกค้าช่วงปี 2550 ถึง 2552 ปัจจุบันรูปแบบแตกต่างออกไปโดยปรับให้เล็กลงกว่าเดิมซึ่งเจือสมกับข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่าจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อเป็นการค้ำประกันให้แก่โจทก์ในปี 2552 และโจทก์ยังฎีกายอมรับว่าเช็คพิพาทเป็นเช็คที่ไม่ได้ลงวันที่สั่งจ่ายซึ่งไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกับคำฟ้องของโจทก์เพราะโจทก์ไม่เคยอ้างว่าจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทโดยไม่ได้ลงวันที่ ฎีกาของโจทก์กลับไปเจือสมกับข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่า จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทโดยไม่ได้ลงวันที่เพื่อเป็นการค้ำประกันหนี้ในปี 2552 ดังนี้พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2559 จำเลยมิได้ซื้อสินค้าจำพวกปลาและอาหารปลาไปจากโจทก์ ดังนั้นที่โจทก์อ้างว่าจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ค่าซื้อปลาและอาหารปลาในปี 2559 แก่โจทก์จึงรับฟังไม่ได้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมาศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้พิพากษาสั่งค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคหนึ่ง และมาตรา 167 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกา ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้เป็นพับ (ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์-เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช-วิชิต ลีธรรมชโย) ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช - นางสาวพรรษมน สิริกุลพัฒนสาร ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายวิชิต ทัศนุกูลกิจ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.249/2562 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ837/2559 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ253/2560 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
639571
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช",
        "judge": "นางสาวพรรษมน สิริกุลพัฒนสาร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายวิชิต ทัศนุกูลกิจ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081954074"
    }
}
date
2562
deka_no
5556/2562
deka_running_no
5556
deka_year
2562
department
แผนก
judges
[
    "ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์",
    "เฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช",
    "วิชิต ลีธรรมชโย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 900",
            "ม. 914",
            "ม. 916"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย ธ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ป."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยชำระเงิน 675,143 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 670,950 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 675,143 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 670,950 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 4,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาท่าศาลา ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 สั่งจ่ายเงินจำนวน 670,950 บาท มอบให้แก่โจทก์ โจทก์ได้นำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยเหตุผลว่าเงินในบัญชีไม่พอจ่าย

มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ โจทก์อ้างว่า เมื่อต้นปี 2559 จำเลยซื้อสินค้าจำพวกปลาและอาหารปลาไปจากโจทก์และจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทแก่โจทก์และโจทก์ยังเบิกความยืนยันว่า เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2559 จำเลยซื้ออาหารปลาไปจากโจทก์ ตามใบส่งของและรายการสรุปยอดค้างค่าสินค้าที่จำเลยซื้อไปจากโจทก์ โดยจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทชำระหนี้แก่โจทก์ แต่เมื่อพิจารณาใบส่งของสรุปยอดค้าง กลับลงวันที่ 9 เมษายน 2554 อันเป็นหนี้ที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ตั้งแต่ปี 2554 ซึ่งไม่เป็นไปตามคำฟ้องของโจทก์ที่อ้างว่าเป็นมูลหนี้ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2559 ทั้งยังได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ปากนายโอฬาร ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาท่าศาลา ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า รูปแบบของเช็คพิพาทเป็นเช็คของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ที่ขายให้แก่ลูกค้าช่วงปี 2550 ถึง 2552 ปัจจุบันรูปแบบแตกต่างออกไปโดยปรับให้เล็กลงกว่าเดิมซึ่งเจือสมกับข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่าจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อเป็นการค้ำประกันให้แก่โจทก์ในปี 2552 และโจทก์ยังฎีกายอมรับว่าเช็คพิพาทเป็นเช็คที่ไม่ได้ลงวันที่สั่งจ่ายซึ่งไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกับคำฟ้องของโจทก์เพราะโจทก์ไม่เคยอ้างว่าจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทโดยไม่ได้ลงวันที่ ฎีกาของโจทก์กลับไปเจือสมกับข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่า จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทโดยไม่ได้ลงวันที่เพื่อเป็นการค้ำประกันหนี้ในปี 2552 ดังนี้พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2559 จำเลยมิได้ซื้อสินค้าจำพวกปลาและอาหารปลาไปจากโจทก์ ดังนั้นที่โจทก์อ้างว่าจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ค่าซื้อปลาและอาหารปลาในปี 2559 แก่โจทก์จึงรับฟังไม่ได้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมาศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้พิพากษาสั่งค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคหนึ่ง และมาตรา 167 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกา ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ837/2559
primary_red_case_no
พ253/2560
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000137.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.249/2562
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2562