คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6381/2562 ฉบับเต็ม

#640838
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6381/2562 นาย พ. กับพวก โจทก์ นาย ช. จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (เดิม) ค่าขาดไร้อุปการะเป็นหนี้ที่สามารถแบ่งแยกเป็นส่วนของโจทก์แต่ละคน โดยโจทก์ทั้งสองสามารถฟ้องเรียกเฉพาะส่วนของตนโดยลำพังได้ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงต้องถือตามจำนวนค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิเรียกร้องจากจำเลย ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาของโจทก์ทั้งสองแต่ละคนไม่เกินสองแสนบาท ย่อมต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้อง การที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดให้จำเลยชำระค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ทั้งสองเป็นระยะเวลา 18 ปี นานเกินไปไม่เหมาะสมกับความเสียหาย ถือว่าเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในการรับฟังพยานหลักฐาน เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ___________________________ โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 469,706 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ชำระเงิน 1,900,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และชำระเงิน 1,900,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 1,373 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 สิงหาคม 2558) จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 110,093 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 สิงหาคม 2558) จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลที่เสียเกินมาแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 10,000 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 6,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยในมูลละเมิด โดยบรรยายฟ้องในส่วนของค่าเสียหายคือ ค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดการศพ 446,406 บาท ค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ 23,300 บาท และค่าขาดไร้อุปการะคนละ 10,000 บาท ต่อเดือนเป็นเวลา 20 ปี ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 469,706 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง ชำระเงิน 1,900,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และชำระเงิน 1,900,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 1,373 บาท พร้อมดอกเบี้ย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 110,093 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยฎีกาเฉพาะในส่วนของค่าขาดไร้อุปการะว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดให้จำเลยชำระค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ทั้งสองเป็นระยะเวลา 18 ปี นานเกินไปไม่เหมาะสมกับความเสียหาย ค่าขาดไร้อุปการะที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองนั้นสมควรมีระยะเวลาเพียง 14 ปี เท่าที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ขอให้พิพากษากลับหรือแก้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า ค่าขาดไร้อุปการะเป็นหนี้ที่สามารถแบ่งแยกเป็นส่วนของโจทก์แต่ละคน โดยโจทก์ทั้งสองสามารถฟ้องเรียกเฉพาะส่วนของตนโดยลำพังได้ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงต้องถือตามจำนวนค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิเรียกร้องจากจำเลย ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาของโจทก์ทั้งสองแต่ละคนจึงไม่เกินสองแสนบาท ย่อมต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้อง การที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดให้จำเลยชำระค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ทั้งสองเป็นระยะเวลา 18 ปี นานเกินไปไม่เหมาะสมกับความเสียหาย ถือว่าเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในการรับฟังพยานหลักฐาน เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาของจำเลย ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ (สิทธิโชติ อินทรวิเศษ-สุภัทร์ สุทธิมนัส-อุดม วัตตธรรม) ศาลจังหวัดสุรินทร์ - นายสุรศักดิ์ ศรีศุภรางค์กุล ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นางอัจฉรา นาถะภักติ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.447/2562 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1112/2558 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ224/2559 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
640838
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสุรินทร์",
        "judge": "นายสุรศักดิ์ ศรีศุภรางค์กุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นางอัจฉรา นาถะภักติ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081953947"
    }
}
date
2562
deka_no
6381/2562
deka_running_no
6381
deka_year
2562
department
แผนก
judges
[
    "สิทธิโชติ อินทรวิเศษ",
    "สุภัทร์ สุทธิมนัส",
    "อุดม วัตตธรรม"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 248 วรรคหนึ่ง (เดิม)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย พ. กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ช."
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 469,706 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ชำระเงิน 1,900,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และชำระเงิน 1,900,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 1,373 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 สิงหาคม 2558) จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 110,093 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 สิงหาคม 2558) จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลที่เสียเกินมาแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 10,000 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 6,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีในชั้นอุทธรณ์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยในมูลละเมิด โดยบรรยายฟ้องในส่วนของค่าเสียหายคือ ค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดการศพ 446,406 บาท ค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ 23,300 บาท และค่าขาดไร้อุปการะคนละ 10,000 บาท ต่อเดือนเป็นเวลา 20 ปี ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 469,706 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง ชำระเงิน 1,900,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และชำระเงิน 1,900,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 1,373 บาท พร้อมดอกเบี้ย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 110,093 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยฎีกาเฉพาะในส่วนของค่าขาดไร้อุปการะว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดให้จำเลยชำระค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ทั้งสองเป็นระยะเวลา 18 ปี นานเกินไปไม่เหมาะสมกับความเสียหาย ค่าขาดไร้อุปการะที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองนั้นสมควรมีระยะเวลาเพียง 14 ปี เท่าที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ขอให้พิพากษากลับหรือแก้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า ค่าขาดไร้อุปการะเป็นหนี้ที่สามารถแบ่งแยกเป็นส่วนของโจทก์แต่ละคน โดยโจทก์ทั้งสองสามารถฟ้องเรียกเฉพาะส่วนของตนโดยลำพังได้ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงต้องถือตามจำนวนค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิเรียกร้องจากจำเลย ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาของโจทก์ทั้งสองแต่ละคนจึงไม่เกินสองแสนบาท ย่อมต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้อง การที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดให้จำเลยชำระค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ทั้งสองเป็นระยะเวลา 18 ปี นานเกินไปไม่เหมาะสมกับความเสียหาย ถือว่าเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในการรับฟังพยานหลักฐาน เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1112/2558
primary_red_case_no
พ224/2559
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000136.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.447/2562
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2562