คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2512/2562 ฉบับเต็ม

#640842
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2512/2562 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นาย ร. กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 343 ป.วิ.อ. มาตรา 192, มาตรา 195, มาตรา 225 พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 306 ความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 306 และฐานฉ้อโกงประชาชน ตาม ป.อ. มาตรา 343 มีองค์ประกอบที่เหมือนกันอย่างหนึ่ง คือ หลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จแก่ประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคล โดยทุจริต หลอกลวง ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน โดยนำข้อมูลเท็จไปเผยแพร่ในงบการเงินประจำปี 2547 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของตลาดหลักทรัพย์เปิดเผยแก่ประชาชนทั่วไป แล้วผู้เสียหายซึ่งเป็นประชาชนเข้ามาดูข้อมูลเท็จในงบการเงินผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่างบการเงินเป็นความจริง จึงตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทจนเหลือหุ้นที่ยังไม่ได้ขาย 140,000 หุ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 878,169.19 บาท และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นทำให้จำเลยที่ 1 ได้ไปซึ่งเงินลงทุนจำนวนดังกล่าวจากผู้เสียหายซึ่งเป็นประชาชนผู้ถูกหลอกลวง เห็นได้ว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานดังกล่าวเพียงคนเดียว การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีความผิดฐานดังกล่าวมาด้วยนั้น เป็นการพิพากษาเกินคำขอและที่มิได้กล่าวในฟ้อง เป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แม้คู่ความไม่ได้ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 306, 312, 315 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 343 และให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 878,169.19 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 306, 312 (ที่ถูก มาตรา 312 (2) (3)) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 343 (ที่ถูก มาตรา 343 วรรคแรก) การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด แต่ละบทมีโทษเท่ากัน (ที่ถูก ความผิดตามมาตรา 306 กับมาตรา 312 (2) (3) แต่ละบทมีโทษเท่ากัน) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จึงให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฐานเป็นกรรมการผู้จัดการของนิติบุคคลร่วมกันทำหรือยินยอมให้ทำบัญชีหรือเอกสารของนิติบุคคลไม่ถูกต้องตรงต่อความเป็นจริงหรือเป็นเท็จและโดยการหลอกลวงได้ไปซึ่งทรัพย์สินของประชาชนผู้ถูกหลอกลวงเพียงบทเดียว จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 8 ปี ส่วนจำเลยที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 315 (ที่ถูก มาตรา 315 ประกอบมาตรา 306, 312 (2) (3)) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 343 (ที่ถูก มาตรา 343 วรรคแรก และไม่ปรับบทมาตรา 83) การกระทำของจำเลยที่ 4 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 4 ฐานกระทำการด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่กรรมการผู้จัดการนิติบุคคล ให้กระทำความผิดตามมาตรา 306, 312 (2) (3) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 8 ปี กับให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 878,169.19 บาท แก่ผู้เสียหาย คำขออื่นให้ยก (ที่ถูก ไม่ต้องระบุว่า คำขออื่นให้ยก) จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้แก่จำเลยทั้งสี่คนละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ขณะเกิดเหตุบริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) เป็นนิติบุคคลในพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 โดยเป็นบริษัทมหาชนจำกัดที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้เสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชน เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีจำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 2 เป็นรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการเงินและบัญชี รับผิดชอบด้านการเงินและบัญชีของบริษัท จำเลยที่ 3 เป็นผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ รับผิดชอบจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานของบริษัท ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทเดอะเบสท์ คอนโดมิเนียม จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่มีโครงการก่อสร้างคอนโดมิเนียมที่ถนนสุขุมวิท ซอย 38 โดยก่อนหน้านั้นมีนางธนานันท์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน และนางธนานันท์ยังเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทซิลเวอร์ เฮอริเทจ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่มีโครงการก่อสร้างบ้านจัดสรรที่เมืองพัทยาด้วย เดิมตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีคำสั่งห้ามซื้อขายหุ้นของบริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) เนื่องจากอยู่ระหว่างฟื้นฟูกิจการ จนกระทั่งวันที่ 23 พฤศจิกายน 2547 ศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ ต่อมาบริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) ได้รับจ้างเป็นที่ปรึกษาโครงการก่อสร้าง 2 สัญญา คือ สัญญาระหว่างบริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) กับบริษัทเดอะเบสท์ คอนโดมิเนียม จำกัด ตกลงให้ค่าตอบแทนเป็นค่าศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการและจัดหาแหล่งเงินเพื่อใช้ดำเนินการ 3,000,000 บาท ค่าควบคุมงานและดูแลสถานที่ 3,720,000 บาท รวม 6,720,000 บาท และสัญญาระหว่างบริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) กับบริษัทซิลเวอร์ เฮอริเทจ จำกัด ตกลงให้ค่าตอบแทนเป็นค่าศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ 6,880,000 บาท ค่าที่ปรึกษา ควบคุมและปรับปรุงการออกแบบ 12,900,000 บาท รวม 19,780,000 บาท โดยสัญญาทั้งสองฉบับลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 มีนางธนานันท์ และจำเลยที่ 1 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของทั้งสองบริษัทลงลายชื่อเป็นคู่สัญญา จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นพยาน ตกลงให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2547 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2547 สำหรับบริษัทเดอะเบสท์ คอนโดมิเนียม จำกัด นั้น นางธนานันท์ได้ทำสัญญาขายกิจการของบริษัทให้แก่จำเลยที่ 4 ทั้งนี้นางธนานันท์ได้โอนหุ้นให้แก่จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 4 เข้ามาเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทแทนนางธนานันท์ ต่อมาบริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) ได้ส่งมอบรายงานศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการแก่บริษัทเดอะเบสท์ คอนโดมิเนียม จำกัด และบริษัทซิลเวอร์ เฮอริเทจ จำกัด บริษัททั้งสองโดยจำเลยที่ 4 และนางธนานันท์ได้สั่งจ่ายเช็คชำระเงินค่าจ้างค่าบริการแก่บริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) ต่อมาวันที่ 25 เมษายน 2548 บริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) มีหนังสือถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อขออนุมัติย้ายสถานะของบริษัทออกจากหมวดบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ระหว่างฟื้นฟูกิจการ (REHABCO) ที่ถูกระงับการซื้อขายหลักทรัพย์กลับสู่หมวดปกติที่สามารถซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ได้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยส่งเรื่องให้คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เพื่อตรวจสอบงบการเงินของบริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้บริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) ได้จัดทำงบการเงินประจำปี 2547 สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2547 โดยจำเลยที่ 1 และนายประณัย ลงลายมือชื่อรับรอง และจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดส่งงบการเงินดังกล่าวให้แก่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2548 และบริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) โดยจำเลยที่ 1 ได้ส่งข้อมูลสรุปสถานะการประกอบธุรกิจของบริษัทเข้าสู่เว็บไซด์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทั้งนี้งบการเงินดังกล่าวได้รับรู้รายได้ของบริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) คือ ค่าบริการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการตามสัญญาที่ปรึกษาโครงการก่อสร้างทั้งสองสัญญารวมเป็นเงิน 9,880,000 บาท ซึ่งปรากฏอยู่ในรายการงบกำไรขาดทุน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์มีคำสั่งให้บริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) จัดให้มีผู้สอบบัญชีตรวจสอบกรณีพิเศษ และได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับรายได้จากสัญญาที่ปรึกษาโครงการก่อสร้างทั้งสองสัญญา ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก ต่อมาตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) ย้ายการซื้อขายหลักทรัพย์จากหมวด REHABCO ไปยังกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง หมวดธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2548 เป็นต้นไป ต่อมานางสาวณัฐนันท์ ผู้เสียหายได้ซื้อขายหุ้นของบริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งได้กำไรบ้าง ขาดทุนบ้าง จนเหลือหุ้นอยู่ 140,000 หุ้น มูลค่า 878,169.19 บาท แล้วตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีคำสั่งห้ามซื้อขายหุ้นของบริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) สำหรับคดีของจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกา แต่หลบหนีโดยไม่ได้แสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกา จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 306 และฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 หรือไม่ เห็นว่า การกระทำความผิดข้อหาดังกล่าวมีองค์ประกอบที่เหมือนกันอย่างหนึ่ง คือ หลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จแก่ประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กรรมการผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคล โดยทุจริต หลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน โดยนำข้อมูลเท็จไปเผยแพร่ในงบการเงินประจำปี 2547 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของตลาดหลักทรัพย์เปิดเผยแก่ประชาชนทั่วไป แล้วผู้เสียหายซึ่งเป็นประชาชนเข้ามาดูข้อมูลเท็จในงบการเงินผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่างบการเงินเป็นความจริง จึงตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทจนเหลือหุ้นที่ยังไม่ได้ขาย 140,000 หุ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 878,169.19 บาท และโดยการหลอกลวงดังว่านั้น ทำให้จำเลยที่ 1 ได้ไปซึ่งเงินลงทุนจำนวนดังกล่าวจากผู้เสียหายซึ่งเป็นประชาชนผู้ถูกหลอกลวง เห็นได้ว่าโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานดังกล่าวเพียงคนเดียว การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีความผิดฐานดังกล่าวมาด้วยนั้น เป็นการพิพากษาเกินคำขอและที่มิได้กล่าวในฟ้อง เป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แม้คู่ความไม่ได้ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 306 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (จักษ์ชัย เยพิทักษ์-เธียรดนัย ธรรมดุษฎี-เบญจมาศ ปัญญาดิลก) ศาลอาญา - นายสันติ บุตรดี ศาลอุทธรณ์ - นายอำนาจ เย็นยิ่ง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1014/2561 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ764/2554 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ5903/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
640842
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญา",
        "judge": "นายสันติ บุตรดี"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายอำนาจ เย็นยิ่ง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081954923"
    }
}
date
2562
deka_no
2512/2562
deka_running_no
2512
deka_year
2562
department
แผนก
judges
[
    "จักษ์ชัย เยพิทักษ์",
    "เธียรดนัย ธรรมดุษฎี",
    "เบญจมาศ ปัญญาดิลก"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 343"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 192",
            "ม. 195",
            "ม. 225"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535",
        "sections": [
            "ม. 306"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ร. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 306, 312, 315 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 343 และให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 878,169.19 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 306, 312 (ที่ถูก มาตรา 312 (2) (3)) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 343 (ที่ถูก มาตรา 343 วรรคแรก) การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด แต่ละบทมีโทษเท่ากัน (ที่ถูก ความผิดตามมาตรา 306 กับมาตรา 312 (2) (3) แต่ละบทมีโทษเท่ากัน) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จึงให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฐานเป็นกรรมการผู้จัดการของนิติบุคคลร่วมกันทำหรือยินยอมให้ทำบัญชีหรือเอกสารของนิติบุคคลไม่ถูกต้องตรงต่อความเป็นจริงหรือเป็นเท็จและโดยการหลอกลวงได้ไปซึ่งทรัพย์สินของประชาชนผู้ถูกหลอกลวงเพียงบทเดียว จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 8 ปี ส่วนจำเลยที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 315 (ที่ถูก มาตรา 315 ประกอบมาตรา 306, 312 (2) (3)) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 343 (ที่ถูก มาตรา 343 วรรคแรก และไม่ปรับบทมาตรา 83) การกระทำของจำเลยที่ 4 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 4 ฐานกระทำการด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่กรรมการผู้จัดการนิติบุคคล ให้กระทำความผิดตามมาตรา 306, 312 (2) (3) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 8 ปี กับให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 878,169.19 บาท แก่ผู้เสียหาย คำขออื่นให้ยก (ที่ถูก ไม่ต้องระบุว่า คำขออื่นให้ยก)

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้แก่จำเลยทั้งสี่คนละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ขณะเกิดเหตุบริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) เป็นนิติบุคคลในพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 โดยเป็นบริษัทมหาชนจำกัดที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้เสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชน เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีจำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 2 เป็นรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการเงินและบัญชี รับผิดชอบด้านการเงินและบัญชีของบริษัท จำเลยที่ 3 เป็นผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ รับผิดชอบจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานของบริษัท ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทเดอะเบสท์ คอนโดมิเนียม จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่มีโครงการก่อสร้างคอนโดมิเนียมที่ถนนสุขุมวิท ซอย 38 โดยก่อนหน้านั้นมีนางธนานันท์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน และนางธนานันท์ยังเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทซิลเวอร์ เฮอริเทจ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่มีโครงการก่อสร้างบ้านจัดสรรที่เมืองพัทยาด้วย เดิมตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีคำสั่งห้ามซื้อขายหุ้นของบริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) เนื่องจากอยู่ระหว่างฟื้นฟูกิจการ จนกระทั่งวันที่ 23 พฤศจิกายน 2547 ศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ ต่อมาบริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) ได้รับจ้างเป็นที่ปรึกษาโครงการก่อสร้าง 2 สัญญา คือ สัญญาระหว่างบริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) กับบริษัทเดอะเบสท์ คอนโดมิเนียม จำกัด ตกลงให้ค่าตอบแทนเป็นค่าศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการและจัดหาแหล่งเงินเพื่อใช้ดำเนินการ 3,000,000 บาท ค่าควบคุมงานและดูแลสถานที่ 3,720,000 บาท รวม 6,720,000 บาท และสัญญาระหว่างบริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) กับบริษัทซิลเวอร์ เฮอริเทจ จำกัด ตกลงให้ค่าตอบแทนเป็นค่าศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ 6,880,000 บาท ค่าที่ปรึกษา ควบคุมและปรับปรุงการออกแบบ 12,900,000 บาท รวม 19,780,000 บาท โดยสัญญาทั้งสองฉบับลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 มีนางธนานันท์ และจำเลยที่ 1 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของทั้งสองบริษัทลงลายชื่อเป็นคู่สัญญา จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นพยาน ตกลงให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2547 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2547 สำหรับบริษัทเดอะเบสท์ คอนโดมิเนียม จำกัด นั้น นางธนานันท์ได้ทำสัญญาขายกิจการของบริษัทให้แก่จำเลยที่ 4 ทั้งนี้นางธนานันท์ได้โอนหุ้นให้แก่จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 4 เข้ามาเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทแทนนางธนานันท์ ต่อมาบริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) ได้ส่งมอบรายงานศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการแก่บริษัทเดอะเบสท์ คอนโดมิเนียม จำกัด และบริษัทซิลเวอร์ เฮอริเทจ จำกัด บริษัททั้งสองโดยจำเลยที่ 4 และนางธนานันท์ได้สั่งจ่ายเช็คชำระเงินค่าจ้างค่าบริการแก่บริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) ต่อมาวันที่ 25 เมษายน 2548 บริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) มีหนังสือถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อขออนุมัติย้ายสถานะของบริษัทออกจากหมวดบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ระหว่างฟื้นฟูกิจการ (REHABCO) ที่ถูกระงับการซื้อขายหลักทรัพย์กลับสู่หมวดปกติที่สามารถซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ได้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยส่งเรื่องให้คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เพื่อตรวจสอบงบการเงินของบริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้บริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) ได้จัดทำงบการเงินประจำปี 2547 สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2547 โดยจำเลยที่ 1 และนายประณัย ลงลายมือชื่อรับรอง และจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดส่งงบการเงินดังกล่าวให้แก่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2548 และบริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) โดยจำเลยที่ 1 ได้ส่งข้อมูลสรุปสถานะการประกอบธุรกิจของบริษัทเข้าสู่เว็บไซด์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทั้งนี้งบการเงินดังกล่าวได้รับรู้รายได้ของบริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) คือ ค่าบริการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการตามสัญญาที่ปรึกษาโครงการก่อสร้างทั้งสองสัญญารวมเป็นเงิน 9,880,000 บาท ซึ่งปรากฏอยู่ในรายการงบกำไรขาดทุน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์มีคำสั่งให้บริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) จัดให้มีผู้สอบบัญชีตรวจสอบกรณีพิเศษ และได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับรายได้จากสัญญาที่ปรึกษาโครงการก่อสร้างทั้งสองสัญญา ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก ต่อมาตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) ย้ายการซื้อขายหลักทรัพย์จากหมวด REHABCO ไปยังกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง หมวดธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2548 เป็นต้นไป ต่อมานางสาวณัฐนันท์ ผู้เสียหายได้ซื้อขายหุ้นของบริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งได้กำไรบ้าง ขาดทุนบ้าง จนเหลือหุ้นอยู่ 140,000 หุ้น มูลค่า 878,169.19 บาท แล้วตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีคำสั่งห้ามซื้อขายหุ้นของบริษัทเพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) สำหรับคดีของจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกา แต่หลบหนีโดยไม่ได้แสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกา จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 306 และฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 หรือไม่ เห็นว่า การกระทำความผิดข้อหาดังกล่าวมีองค์ประกอบที่เหมือนกันอย่างหนึ่ง คือ หลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จแก่ประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กรรมการผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคล โดยทุจริต หลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน โดยนำข้อมูลเท็จไปเผยแพร่ในงบการเงินประจำปี 2547 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของตลาดหลักทรัพย์เปิดเผยแก่ประชาชนทั่วไป แล้วผู้เสียหายซึ่งเป็นประชาชนเข้ามาดูข้อมูลเท็จในงบการเงินผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่างบการเงินเป็นความจริง จึงตัดสินใจซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทจนเหลือหุ้นที่ยังไม่ได้ขาย 140,000 หุ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 878,169.19 บาท และโดยการหลอกลวงดังว่านั้น ทำให้จำเลยที่ 1 ได้ไปซึ่งเงินลงทุนจำนวนดังกล่าวจากผู้เสียหายซึ่งเป็นประชาชนผู้ถูกหลอกลวง เห็นได้ว่าโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานดังกล่าวเพียงคนเดียว การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีความผิดฐานดังกล่าวมาด้วยนั้น เป็นการพิพากษาเกินคำขอและที่มิได้กล่าวในฟ้อง เป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แม้คู่ความไม่ได้ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 306 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
อ764/2554
primary_red_case_no
อ5903/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000144.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1014/2561
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2562