คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6681/2562 ฉบับเต็ม

#641413
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6681/2562 นาง ร. โจทก์ นางสาว ด. กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 423 แม้ ป.พ.พ. มาตรา 423 ไม่ได้บัญญัติว่าเป็นการกล่าวหรือไขข่าวต่อบุคคลที่สาม แต่การกล่าวหรือไขข่าวที่แพร่หลายได้ก็ต้องมีบุคคลที่สามอยู่ การพูดคนเดียวไม่มีคนได้ยินย่อมไม่เป็นการกล่าวให้แพร่หลาย ดังนั้นถ้ามีคนแอบฟังโดยคนพูดไม่รู้ การพูดดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นการจงใจกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลาย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า พ. เป็นผู้เริ่มต้นการตั้งโปรแกรมสนทนาผ่านบัญชีเฟสบุ๊ค เมสเซนเจอร์ ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ให้บริการส่งข้อความและข้อมูลมัลติมีเดียสนทนาโต้ตอบกันผ่านระบบอินเทอร์เน็ตที่เข้าในระบบเพื่อพูดคุยกัน โปรแกรมสนทนาดังกล่าวเป็นแบบระบบปิดมีสมาชิกเพียง 3 คนคือจำเลยทั้งสองและ พ. บุคคลภายนอกไม่สามารถเข้าไปดูหรืออ่านข้อความสนทนาได้ การสนทนาดังกล่าวที่มีการพูดถึงโจทก์และพนักงานอื่นรวมอยู่ด้วยจึงเป็นการกล่าวที่จำเลยทั้งสองและ พ. ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันสนทนาร่วมกันโดย พ. เข้าร่วมสนทนากับจำเลยทั้งสองหลายครั้ง จึงมิใช่เป็นการที่จำเลยทั้งสองกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลาย ส่วนการที่โจทก์แอบดูและอ่านข้อความสนทนาและนำไปเผยแพร่ให้บุคคลอื่นรับทราบเอง ย่อมไม่ทำให้การสนทนาระหว่างกลุ่มบุคคลทั้งสามเป็นการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายให้บุคคลอื่นรับทราบได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ และขอให้ศาลมีคำสั่งให้มีการโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์รายวัน 1 ฉบับ เป็นระยะเวลา 3 วัน ปิดประกาศโฆษณาภายในบริเวณที่ทำการสำนักงานและที่ทำการ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของบริษัทสายการบิน ค. เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือน จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งกล่าวหาว่าโจทก์ทำละเมิดลักลอบเข้าระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองเนื่องจากไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ จำเลยทั้งสองและนางสาว พ. เป็นพนักงานของบริษัทสายการบิน ค. โจทก์มีตำแหน่งเป็นพนักงานต้อนรับภาคพื้นดิน นางสาว พ. มีหน้าที่อำนวยการโดยสารของบริษัททั้งขาเข้าขาออก และทำงานร่วมกับโจทก์ จำเลยทั้งสองเป็นผู้บังคับบัญชาโจทก์และนางสาว พ. โดยจำเลยที่ 1 มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายการโดยสารมีหน้าที่ควบคุมดูแล ประสานงานให้สายการบินดำเนินการไปอย่างราบรื่น และลงนามในเอกสารการเงินแทนประธานบริษัท จำเลยที่ 2 มีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายการโดยสาร มีหน้าที่ช่วยควบคุมดูแลและประสานงานให้สายการบินดำเนินการไปอย่างราบรื่น นางสาว พ. เป็นผู้เริ่มต้นจัดโปรแกรมสนทนาผ่านบัญชีเฟสบุ๊ค เมสเซนเจอร์ ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ให้บริการส่งข้อความและข้อมูลมัลติมีเดียสนทนาโต้ตอบกันทางระบบอินเทอร์เน็ตเข้าในระบบเพื่อพูดคุยกันในเรื่องทั่วไป มีสมาชิกเพียง 3 คนเป็นบัญชีเฟสบุ๊คประเภทปิด ในการสนทนาผ่านบัญชีเฟสบุ๊คดังกล่าวไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์กลางของบริษัท บุคคลภายนอกไม่สามารถเข้าดูหรืออ่านข้อความสนทนาได้ หากใช้คอมพิวเตอร์กลางของบริษัทแล้วจะต้องใส่รหัส จึงจะสามารถใช้การสนทนาผ่านคอมพิวเตอร์ดังกล่าวได้ วันที่ 7 เมษายน 2558 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา ขณะที่โจทก์อยู่ที่ทำงานและใช้คอมพิวเตอร์ของบริษัทพบว่ามีการสนทนากันระหว่างจำเลยทั้งสองและนางสาว พ. ผ่านโปรแกรมเมสเซนเจอร์ที่นางสาว พ. เปิดโปรแกรมดังกล่าวค้างไว้และลืมปิด แล้วโจทก์มาใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวต่อ ตามคำฟ้องระบุว่าจำเลยที่ 1 ส่งข้อความสนทนา 5 ครั้ง จำเลยที่ 2 ส่งข้อความสนทนา 2 ครั้ง วันที่ 30 กันยายน 2557 จำเลยที่ 1 ส่งข้อความว่า แหลจริง ๆ วันที่ 6 ธันวาคม 2557 ส่งข้อความว่า ไล่ออกดีไหม วันที่ 26 มกราคม 2558 ส่งข้อความว่า หน้าด้านอย่างเหลือเชื่อที่ซู้ด วันที่ 30 มีนาคม 2558 ส่งข้อความว่า กินฟรี ผู้ชายทุกคนอยากมาจีบหญิง KU เพราะรวยทุกคน แต่ขาดผู้ชาย นอนฟรี และวันเดียวกันนั้นส่งข้อความอีกครั้งว่า เก่งนะ พวกปากกัดตีนถีบ หลอกเอาเงินผู้ชาย ส่วนจำเลยที่ 2 ส่งข้อความวันที่ 11 พฤศจิกายน 2557 ว่า 2 คนเนี่ย evaluate ยากจริง ๆ เพราะมันไม่มีอะไรดีเลย และวันที่ 12 พฤศจิกายน 2557 ส่งข้อความว่า ไม่ใช่เรื่องคนอื่นเราต้องเอาไว้ยันว่าเค้าไม่เคารพซุป มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 บัญญัติว่า "ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของบุคคลอื่นก็ดี ..." จะเห็นได้ว่าแม้บทมาตราดังกล่าวไม่ได้บัญญัติว่าเป็นการกล่าวหรือไขข่าวต่อบุคคลที่สาม แต่การกล่าวหรือไขข่าวที่แพร่หลายได้ก็ต้องมีบุคคลที่สามอยู่ การพูดคนเดียวไม่มีคนได้ยินย่อมไม่เป็นการกล่าวให้แพร่หลาย ดังนั้นถ้ามีคนแอบฟังโดยคนพูดไม่รู้ การพูดดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นการจงใจ กล่าวหรือไขข่าวแพร่หลาย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านางสาว พ. เป็นผู้เริ่มต้นการตั้งโปรแกรมสนทนาผ่านบัญชีเฟสบุ๊ค เมสเซนเจอร์ ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ให้บริการส่งข้อความและข้อมูลมัลติมีเดียสนทนาโต้ตอบกันผ่านระบบอินเทอร์เน็ตที่เข้าในระบบเพื่อพูดคุยกัน โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์โต้แย้งว่าโปรแกรมสนทนาดังกล่าวเป็นแบบระบบปิดมีสมาชิกเพียง 3 คน คือจำเลยทั้งสองและนางสาว พ. บุคคลภายนอกไม่สามารถเข้าไปดูหรืออ่านข้อความสนทนาได้ การสนทนาดังกล่าวที่มีการพูดถึงโจทก์และพนักงานอื่นรวมอยู่ด้วยจึงเป็นการกล่าวที่จำเลยทั้งสองและนางสาว พ. ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันสนทนาร่วมกันโดยนางสาว พ. ก็เบิกความรับว่าเข้าร่วมสนทนากับจำเลยทั้งสองหลายครั้ง จึงมิใช่เป็นการที่จำเลยทั้งสองกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลาย ส่วนการที่โจทก์แอบดูและอ่านข้อความสนทนาและนำไปเผยแพร่ให้บุคคลอื่นรับทราบเองย่อมไม่ทำให้การสนทนาระหว่างกลุ่มบุคคลทั้งสามเป็นการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายให้บุคคลอื่นรับทราบได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (เธียรดนัย ธรรมดุษฎี-จักษ์ชัย เยพิทักษ์-เบญจมาศ ปัญญาดิลก) ศาลแพ่ง - นายประทีป ทับอัตตานนท์ ศาลอุทธรณ์ - นายวีระชัย เมธารัตนารักษ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.353/2562 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1645/2559 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ704/2560 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
641413
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายประทีป ทับอัตตานนท์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายวีระชัย เมธารัตนารักษ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081953846"
    }
}
date
2562
deka_no
6681/2562
deka_running_no
6681
deka_year
2562
department
แผนก
judges
[
    "เธียรดนัย ธรรมดุษฎี",
    "จักษ์ชัย เยพิทักษ์",
    "เบญจมาศ ปัญญาดิลก"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 423"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาง ร."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาว ด. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ และขอให้ศาลมีคำสั่งให้มีการโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์รายวัน 1 ฉบับ เป็นระยะเวลา 3 วัน ปิดประกาศโฆษณาภายในบริเวณที่ทำการสำนักงานและที่ทำการ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของบริษัทสายการบิน ค. เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งกล่าวหาว่าโจทก์ทำละเมิดลักลอบเข้าระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ

ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองเนื่องจากไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ จำเลยทั้งสองและนางสาว พ. เป็นพนักงานของบริษัทสายการบิน ค. โจทก์มีตำแหน่งเป็นพนักงานต้อนรับภาคพื้นดิน นางสาว พ. มีหน้าที่อำนวยการโดยสารของบริษัททั้งขาเข้าขาออก และทำงานร่วมกับโจทก์ จำเลยทั้งสองเป็นผู้บังคับบัญชาโจทก์และนางสาว พ. โดยจำเลยที่ 1 มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายการโดยสารมีหน้าที่ควบคุมดูแล ประสานงานให้สายการบินดำเนินการไปอย่างราบรื่น และลงนามในเอกสารการเงินแทนประธานบริษัท จำเลยที่ 2 มีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายการโดยสาร มีหน้าที่ช่วยควบคุมดูแลและประสานงานให้สายการบินดำเนินการไปอย่างราบรื่น นางสาว พ. เป็นผู้เริ่มต้นจัดโปรแกรมสนทนาผ่านบัญชีเฟสบุ๊ค เมสเซนเจอร์ ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ให้บริการส่งข้อความและข้อมูลมัลติมีเดียสนทนาโต้ตอบกันทางระบบอินเทอร์เน็ตเข้าในระบบเพื่อพูดคุยกันในเรื่องทั่วไป มีสมาชิกเพียง 3 คนเป็นบัญชีเฟสบุ๊คประเภทปิด ในการสนทนาผ่านบัญชีเฟสบุ๊คดังกล่าวไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์กลางของบริษัท บุคคลภายนอกไม่สามารถเข้าดูหรืออ่านข้อความสนทนาได้ หากใช้คอมพิวเตอร์กลางของบริษัทแล้วจะต้องใส่รหัส จึงจะสามารถใช้การสนทนาผ่านคอมพิวเตอร์ดังกล่าวได้ วันที่ 7 เมษายน 2558 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา ขณะที่โจทก์อยู่ที่ทำงานและใช้คอมพิวเตอร์ของบริษัทพบว่ามีการสนทนากันระหว่างจำเลยทั้งสองและนางสาว พ. ผ่านโปรแกรมเมสเซนเจอร์ที่นางสาว พ. เปิดโปรแกรมดังกล่าวค้างไว้และลืมปิด แล้วโจทก์มาใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวต่อ ตามคำฟ้องระบุว่าจำเลยที่ 1 ส่งข้อความสนทนา 5 ครั้ง จำเลยที่ 2 ส่งข้อความสนทนา 2 ครั้ง วันที่ 30 กันยายน 2557 จำเลยที่ 1 ส่งข้อความว่า แหลจริง ๆ วันที่ 6 ธันวาคม 2557 ส่งข้อความว่า ไล่ออกดีไหม วันที่ 26 มกราคม 2558 ส่งข้อความว่า หน้าด้านอย่างเหลือเชื่อที่ซู้ด วันที่ 30 มีนาคม 2558 ส่งข้อความว่า กินฟรี ผู้ชายทุกคนอยากมาจีบหญิง KU เพราะรวยทุกคน แต่ขาดผู้ชาย นอนฟรี และวันเดียวกันนั้นส่งข้อความอีกครั้งว่า เก่งนะ พวกปากกัดตีนถีบ หลอกเอาเงินผู้ชาย ส่วนจำเลยที่ 2 ส่งข้อความวันที่ 11 พฤศจิกายน 2557 ว่า 2 คนเนี่ย evaluate ยากจริง ๆ เพราะมันไม่มีอะไรดีเลย และวันที่ 12 พฤศจิกายน 2557 ส่งข้อความว่า ไม่ใช่เรื่องคนอื่นเราต้องเอาไว้ยันว่าเค้าไม่เคารพซุป

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 บัญญัติว่า "ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของบุคคลอื่นก็ดี ..." จะเห็นได้ว่าแม้บทมาตราดังกล่าวไม่ได้บัญญัติว่าเป็นการกล่าวหรือไขข่าวต่อบุคคลที่สาม แต่การกล่าวหรือไขข่าวที่แพร่หลายได้ก็ต้องมีบุคคลที่สามอยู่ การพูดคนเดียวไม่มีคนได้ยินย่อมไม่เป็นการกล่าวให้แพร่หลาย ดังนั้นถ้ามีคนแอบฟังโดยคนพูดไม่รู้ การพูดดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นการจงใจ กล่าวหรือไขข่าวแพร่หลาย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านางสาว พ. เป็นผู้เริ่มต้นการตั้งโปรแกรมสนทนาผ่านบัญชีเฟสบุ๊ค เมสเซนเจอร์ ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ให้บริการส่งข้อความและข้อมูลมัลติมีเดียสนทนาโต้ตอบกันผ่านระบบอินเทอร์เน็ตที่เข้าในระบบเพื่อพูดคุยกัน โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์โต้แย้งว่าโปรแกรมสนทนาดังกล่าวเป็นแบบระบบปิดมีสมาชิกเพียง 3 คน คือจำเลยทั้งสองและนางสาว พ. บุคคลภายนอกไม่สามารถเข้าไปดูหรืออ่านข้อความสนทนาได้ การสนทนาดังกล่าวที่มีการพูดถึงโจทก์และพนักงานอื่นรวมอยู่ด้วยจึงเป็นการกล่าวที่จำเลยทั้งสองและนางสาว พ. ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันสนทนาร่วมกันโดยนางสาว พ. ก็เบิกความรับว่าเข้าร่วมสนทนากับจำเลยทั้งสองหลายครั้ง จึงมิใช่เป็นการที่จำเลยทั้งสองกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลาย ส่วนการที่โจทก์แอบดูและอ่านข้อความสนทนาและนำไปเผยแพร่ให้บุคคลอื่นรับทราบเองย่อมไม่ทำให้การสนทนาระหว่างกลุ่มบุคคลทั้งสามเป็นการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายให้บุคคลอื่นรับทราบได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1645/2559
primary_red_case_no
พ704/2560
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000135.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.353/2562
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2562