คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7453/2562 ฉบับเต็ม

#642383
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7453/2562 บริษัท ม. โจทก์ บริษัท ซ. กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 83, มาตรา 91 ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง พ.ร.บ.ว่าด้วยความรับผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 แม้ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่าเช็คพิพาททั้งสามฉบับมิใช่เป็นของจำเลยที่ 1 แต่เป็นของบริษัท ซ. อันแตกต่างจากฟ้อง แต่ก็ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่าบริษัท ซ. เป็นบริษัทภายในเครือเดียวกันกับจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของทั้งสองบริษัทและจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท ซ. ดังนั้นไม่ว่าจำเลยที่ 2 จะออกเช็คในฐานะส่วนตัวหรือในฐานะที่กระทำแทนบริษัท ซ. จำเลยที่ 2 ก็คงมีความรับผิดทางอาญาเช่นเดียวกันเพราะการดำเนินกิจการของบริษัทย่อมแสดงออกโดยทางผู้แทนทั้งหลายของบริษัท เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 และบริษัท ซ. ลงชื่อในเช็คสั่งจ่ายเงินโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คอันเป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ก็ถือว่าโจทก์ย่อมฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวโดยลำพังไม่จำต้องอ้างว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ก็ได้ ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณากับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องจึงหาใช่เป็นข้อแตกต่างในสาระสำคัญ ทั้งจำเลยก็มิได้หลงต่อสู้ด้วย อันเป็นเหตุที่ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงแรก 11 เดือน กระทงที่ 2 และที่ 3 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี 11 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 และบริษัทซีบียู ออโต้ เซลล์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2560 จำเลยที่ 2 ทำบันทึกข้อตกลงชำระหนี้ค่ารถยนต์ยี่ห้อแม็คซัส 3 คัน และออกเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาบางจาก 3 ฉบับ ฉบับที่ 1 จำนวนเงิน 1,028,000 บาท ฉบับที่ 2 จำนวนเงิน 1,128,000 บาท และฉบับที่ 3 จำนวนเงิน 1,200,000 บาท มอบให้แก่โจทก์ ครั้นเช็คทั้งสามฉบับถึงกำหนด โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินปรากฏว่าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน สำหรับจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ฎีกา คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 2 แตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์จะปรากฏว่าเช็คพิพาททั้งสามฉบับมิใช่เป็นของจำเลยที่ 1 แต่เป็นของบริษัทซีบียู ออโต้ เซลล์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด อันแตกต่างจากฟ้อง แต่ก็ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่าบริษัทซีบียู ออโต้ เซลล์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด เป็นศูนย์บริการเพื่อรองรับการซ่อมบำรุงรถยนต์ภายใต้กิจการของจำเลยที่ 1 ถือว่าเป็นบริษัทภายในเครือเดียวกันกับจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของทั้งสองบริษัท และจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทซีบียู ออโต้ เซลล์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ดังนั้นไม่ว่าจำเลยที่ 2 จะออกเช็คในฐานะส่วนตัวหรือในฐานะที่กระทำแทนบริษัทซีบียู ออโต้ เซลล์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด จำเลยที่ 2 ก็คงมีความรับผิดทางอาญาเช่นเดียวกันเพราะการดำเนินกิจการของบริษัทย่อมแสดงออกโดยทางผู้แทนทั้งหลายของบริษัท เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 และบริษัทซีบียู ออโต้ เซลล์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ลงชื่อในเช็คสั่งจ่ายเงินโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คอันเป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ก็ถือว่าโจทก์ย่อมฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวโดยลำพังไม่จำต้องอ้างว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ก็ได้ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณากับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องจึงหาใช่เป็นข้อแตกต่างในสาระสำคัญทั้งจำเลยก็มิได้หลงต่อสู้ด้วยอันเป็นเหตุที่ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาแต่อย่างใดไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายว่า มีเหตุลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ออกเช็คพิพาททั้งสามฉบับตามฟ้องเป็นจำนวนเงินรวมกันสูงถึง 3,356,000 บาท โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ชดใช้เงินแก่โจทก์เพื่อบรรเทาความเสียหายแม้เพียงบางส่วน พฤติการณ์จึงไม่มีเหตุที่จะลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 รวม 3 กระทง จำคุก 2 ปี 11 เดือน โดยไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 2 นั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งความผิดแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (อภิรัตน์ ลัดพลี-ชัยรัตน์ ศิลาลาย-อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล) ศาลจังหวัดพระโขนง - นายชัชวาล สวัสดิสาระ ศาลอุทธรณ์ - นางบุษบา รอดยินดี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2035/2562 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ3336/2560 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1853/2561 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
642383
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพระโขนง",
        "judge": "นายชัชวาล สวัสดิสาระ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นางบุษบา รอดยินดี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081953734"
    }
}
date
2562
deka_no
7453/2562
deka_running_no
7453
deka_year
2562
department
แผนก
judges
[
    "อภิรัตน์ ลัดพลี",
    "ชัยรัตน์ ศิลาลาย",
    "อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 83",
            "ม. 91"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 192 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พ.ร.บ.ว่าด้วยความรับผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ว่าด้วยความรับผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 4"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท ม."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท ซ. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงแรก 11 เดือน กระทงที่ 2 และที่ 3 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี 11 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 และบริษัทซีบียู ออโต้ เซลล์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2560 จำเลยที่ 2 ทำบันทึกข้อตกลงชำระหนี้ค่ารถยนต์ยี่ห้อแม็คซัส 3 คัน และออกเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาบางจาก 3 ฉบับ ฉบับที่ 1 จำนวนเงิน 1,028,000 บาท ฉบับที่ 2 จำนวนเงิน 1,128,000 บาท และฉบับที่ 3 จำนวนเงิน 1,200,000 บาท มอบให้แก่โจทก์ ครั้นเช็คทั้งสามฉบับถึงกำหนด โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินปรากฏว่าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน สำหรับจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ฎีกา คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 2 แตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์จะปรากฏว่าเช็คพิพาททั้งสามฉบับมิใช่เป็นของจำเลยที่ 1 แต่เป็นของบริษัทซีบียู ออโต้ เซลล์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด อันแตกต่างจากฟ้อง แต่ก็ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่าบริษัทซีบียู ออโต้ เซลล์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด เป็นศูนย์บริการเพื่อรองรับการซ่อมบำรุงรถยนต์ภายใต้กิจการของจำเลยที่ 1 ถือว่าเป็นบริษัทภายในเครือเดียวกันกับจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของทั้งสองบริษัท และจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทซีบียู ออโต้ เซลล์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ดังนั้นไม่ว่าจำเลยที่ 2 จะออกเช็คในฐานะส่วนตัวหรือในฐานะที่กระทำแทนบริษัทซีบียู ออโต้ เซลล์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด จำเลยที่ 2 ก็คงมีความรับผิดทางอาญาเช่นเดียวกันเพราะการดำเนินกิจการของบริษัทย่อมแสดงออกโดยทางผู้แทนทั้งหลายของบริษัท เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 และบริษัทซีบียู ออโต้ เซลล์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ลงชื่อในเช็คสั่งจ่ายเงินโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คอันเป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ก็ถือว่าโจทก์ย่อมฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวโดยลำพังไม่จำต้องอ้างว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ก็ได้ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณากับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องจึงหาใช่เป็นข้อแตกต่างในสาระสำคัญทั้งจำเลยก็มิได้หลงต่อสู้ด้วยอันเป็นเหตุที่ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาแต่อย่างใดไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายว่า มีเหตุลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ออกเช็คพิพาททั้งสามฉบับตามฟ้องเป็นจำนวนเงินรวมกันสูงถึง 3,356,000 บาท โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ชดใช้เงินแก่โจทก์เพื่อบรรเทาความเสียหายแม้เพียงบางส่วน พฤติการณ์จึงไม่มีเหตุที่จะลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 รวม 3 กระทง จำคุก 2 ปี 11 เดือน โดยไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 2 นั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งความผิดแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ3336/2560
primary_red_case_no
อ1853/2561
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000134.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2035/2562
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2562