คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1020/2563 ฉบับเต็ม

#642924
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1020/2563 พนักงานอัยการจังหวัดสว่างแดนดิน โจทก์ นาย อ. จำเลย ป.อ. มาตรา 72 ป.วิ.อ. มาตรา 15 ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 288, 371 ริบอาวุธมีดของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์จำเลยเสร็จจำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 72 และมาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ จำคุก 7 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะจำเลยให้การรับสารภาพภายหลังสืบพยานเสร็จแล้ว เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี 8 เดือน ความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 500 บาท รวมจำคุก 4 ปี 8 เดือน และปรับ 500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยมีกำหนด 2 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง ให้ทำงานบริการสังคมและสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบอาวุธมีดของกลาง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ภายหลังสืบพยานเสร็จแล้ว เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรแล้ว เป็นจำคุก 6 ปี 8 เดือน และปรับ 500 บาท ไม่รอการลงโทษจำคุก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ประมาณ 4 ปี นายบรรเลง ผู้เสียหายเคยถูกดำเนินคดีข้อหากระทำอนาจารภริยาจำเลย ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้มีดเป็นอาวุธปาดที่ลำคอผู้เสียหายเป็นแผลยาวประมาณ 6 เซนติเมตร ลึก 2 ถึง 3 มิลลิเมตร หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานยึดมีดที่จำเลยใช้ก่อเหตุเป็นของกลาง สำหรับความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายของจำเลยเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจะมิได้บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า หน้าที่นำสืบหรือภาระการพิสูจน์ในคดีอาญาเป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายใดก็ตาม แต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 บัญญัติว่า วิธีพิจารณาข้อใดซึ่งประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้ และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 บัญญัติว่า คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคำคู่ความของตน ให้คู่ความฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น... ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิด ถ้าจำเลยให้การปฏิเสธ ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่โจทก์ แต่คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ อันเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์ แต่อ้างเหตุลดหย่อนโทษว่ากระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ ภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวย่อมตกแก่จำเลยที่จะต้องนำสืบให้เห็นว่า ผู้เสียหายข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมอย่างไร อันจะทำให้การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของจำเลยคงได้ความแต่เพียงว่า ขณะจำเลยขับรถจักรยานยนต์ผ่านบริเวณที่เกิดเหตุได้ยินเสียงคนร้องเรียก ซึ่งจำเลยคิดว่าคือผู้เสียหายเรียกจำเลยว่า มึงคือชั่วแท้ แต่จนกระทั่งปัจจุบันจำเลยยังไม่ทราบว่า ใครเป็นคนร้องเรียกจำเลยดังกล่าว และได้ความจากนายสีไสย ประจักษ์พยานอีกปากหนึ่งของจำเลย เบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า เมื่อพยานเห็นจำเลยขับรถจักรยานยนต์ผ่านมา พยานตะโกนเรียกจำเลย โดยผู้เสียหายไม่ได้ตะโกนเรียกเพราะผู้เสียหายไม่น่าจะเห็นจำเลย เนื่องจากผู้เสียหายนั่งหันหลังให้กับถนน และในวันเกิดเหตุพยานไม่ได้ยินว่ามีใครตะโกนเรียกจำเลยในลักษณะด่า คงมีเพียงพยานตะโกนเรียกจำเลยเพื่อชวนดื่มสุราเท่านั้น อันทำให้ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวของจำเลยถูกหักล้างโดยพยานจำเลยเอง พยานหลักฐานจำเลยจึงมีน้ำหนักน้อยและไม่เพียงพอให้รับฟังว่า ผู้เสียหายร้องด่าจำเลยว่า มึงคือชั่วแท้ หรือกระทำด้วยประการใดอันเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า พยานหลักฐานจำเลยฟังไม่ได้ว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตามกฎหมายนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วางโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นในอัตราโทษขั้นต่ำตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และยังลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้อีกหนึ่งในสาม อันเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะวางโทษจำเลยให้เบากว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดอีก และเนื่องจากความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ศาลลงโทษจำคุกเกินห้าปี จึงไม่อาจรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลย โดยไม่รอการลงโทษจำคุกมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน (ปดารณี ลัดพลี-พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง-บุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์) ศาลจังหวัดสว่างแดนดิน - นายนราทิตย์ ไชยสีหา ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายบัณฑิต สีอุไรย์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2800/2562 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ945/2560 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ449/2561 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
642924
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสว่างแดนดิน",
        "judge": "นายนราทิตย์ ไชยสีหา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายบัณฑิต สีอุไรย์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081952160"
    }
}
date
2563
deka_no
1020/2563
deka_running_no
1020
deka_year
2563
department
แผนก
judges
[
    "ปดารณี ลัดพลี",
    "พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง",
    "บุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 72"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 84/1"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสว่างแดนดิน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย อ."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 33, 80,

288, 371 ริบอาวุธมีดของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาพาอาวุธไปในเมือง

หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร

ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

แต่เมื่อสืบพยานโจทก์จำเลยเสร็จจำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า

จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 72 และมาตรา 371

การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ จำคุก 7 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง

หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะจำเลยให้การรับสารภาพภายหลังสืบพยานเสร็จแล้ว

เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา

มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี 8

เดือน ความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร

จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ

ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 500 บาท รวมจำคุก 4 ปี 8

เดือน และปรับ 500 บาท

โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยมีกำหนด 2 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3

เดือนต่อครั้ง ให้ทำงานบริการสังคมและสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 24 ชั่วโมง

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 29, 30

ริบอาวุธมีดของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค

4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80

ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ

ภายหลังสืบพยานเสร็จแล้ว เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ

ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78

ให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง

หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรแล้ว เป็นจำคุก 6 ปี 8 เดือน และปรับ 500

บาท ไม่รอการลงโทษจำคุก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า

ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ประมาณ 4 ปี นายบรรเลง

ผู้เสียหายเคยถูกดำเนินคดีข้อหากระทำอนาจารภริยาจำเลย ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง

จำเลยใช้มีดเป็นอาวุธปาดที่ลำคอผู้เสียหายเป็นแผลยาวประมาณ 6 เซนติเมตร ลึก 2 ถึง

3 มิลลิเมตร หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานยึดมีดที่จำเลยใช้ก่อเหตุเป็นของกลาง

สำหรับความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร

ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า

การกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายของจำเลยเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะหรือไม่

เห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจะมิได้บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า

หน้าที่นำสืบหรือภาระการพิสูจน์ในคดีอาญาเป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายใดก็ตาม

แต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 บัญญัติว่า

วิธีพิจารณาข้อใดซึ่งประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ

ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้

และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา

84/1 บัญญัติว่า คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคำคู่ความของตน

ให้คู่ความฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น...

ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิด ถ้าจำเลยให้การปฏิเสธ

ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่โจทก์ แต่คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ

อันเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์

แต่อ้างเหตุลดหย่อนโทษว่ากระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ ภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวย่อมตกแก่จำเลยที่จะต้องนำสืบให้เห็นว่า

ผู้เสียหายข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมอย่างไร

อันจะทำให้การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72

แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของจำเลยคงได้ความแต่เพียงว่า

ขณะจำเลยขับรถจักรยานยนต์ผ่านบริเวณที่เกิดเหตุได้ยินเสียงคนร้องเรียก

ซึ่งจำเลยคิดว่าคือผู้เสียหายเรียกจำเลยว่า มึงคือชั่วแท้

แต่จนกระทั่งปัจจุบันจำเลยยังไม่ทราบว่า ใครเป็นคนร้องเรียกจำเลยดังกล่าว และได้ความจากนายสีไสย ประจักษ์พยานอีกปากหนึ่งของจำเลย

เบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า เมื่อพยานเห็นจำเลยขับรถจักรยานยนต์ผ่านมา

พยานตะโกนเรียกจำเลย โดยผู้เสียหายไม่ได้ตะโกนเรียกเพราะผู้เสียหายไม่น่าจะเห็นจำเลย

เนื่องจากผู้เสียหายนั่งหันหลังให้กับถนน และในวันเกิดเหตุพยานไม่ได้ยินว่ามีใครตะโกนเรียกจำเลยในลักษณะด่า

คงมีเพียงพยานตะโกนเรียกจำเลยเพื่อชวนดื่มสุราเท่านั้น

อันทำให้ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวของจำเลยถูกหักล้างโดยพยานจำเลยเอง

พยานหลักฐานจำเลยจึงมีน้ำหนักน้อยและไม่เพียงพอให้รับฟังว่า

ผู้เสียหายร้องด่าจำเลยว่า มึงคือชั่วแท้ หรือกระทำด้วยประการใดอันเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม

ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า

พยานหลักฐานจำเลยฟังไม่ได้ว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตามกฎหมายนั้น

ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า

มีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่

เห็นว่า คดีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วางโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นในอัตราโทษขั้นต่ำตามที่กฎหมายบัญญัติไว้

และยังลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา

78 ให้อีกหนึ่งในสาม อันเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว

ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะวางโทษจำเลยให้เบากว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดอีก

และเนื่องจากความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ศาลลงโทษจำคุกเกินห้าปี จึงไม่อาจรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลย

โดยไม่รอการลงโทษจำคุกมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ945/2560
primary_red_case_no
อ449/2561
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000118.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2800/2562
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2563