คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 335/2563 ฉบับเต็ม

#643574
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 335/2563 พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์ โจทก์ นางสาว ศ. โจทก์ร่วม นาง ร. จำเลย ป.อ. มาตรา 83, มาตรา 341 ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 ให้จำเลยคืนเงิน 260,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ระหว่างพิจารณา นางสาว ศ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และก่อนมีคำพิพากษาโจทก์ร่วมกับจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 26 เมษายน 2560 ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2561 ซึ่งในวันดังกล่าวจำเลยผ่อนชำระหนี้เงินให้แก่โจทก์ร่วมบางส่วนยังคงค้าง 176,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (เดิม) จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ประกอบกับจำเลยชำระเงินให้โจทก์ร่วมมาบ้างแล้ว มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ให้จำเลยชำระเงิน 176,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกกล่าวอ้างว่าสามารถช่วยเหลือฝากผู้เสียหายเข้าทำงานรับราชการในองค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาลในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ได้อันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่สามารถช่วยเหลือฝากผู้เสียหายเข้าทำงานรับราชการในองค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาลในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ตามที่กล่าวอ้างได้ โดยการหลอกลวงของจำเลยกับพวกเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าเป็นความจริงจึงมอบเงิน 550,000 บาท ให้จำเลยไปดำเนินการตามที่จำเลยกับพวกกล่าวอ้าง ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพและคู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงไม่ติดใจสืบพยาน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติตามคำรับสารภาพของจำเลย กรณีฟังได้ว่าโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ จึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องคดีในข้อหานี้ได้ เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีหน้าที่ในการคัดเลือกหรือบรรจุบุคคลเข้ารับราชการในองค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาลในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ อีกทั้งข้อเท็จจริงที่ปรากฏก็ไม่อาจรับฟังได้ว่าโจทก์ร่วมมีเจตนาตั้งแต่แรกที่จะไปติดต่อจำเลยเพื่อขอให้ช่วยฝากเข้าทำงานรับราชการ ดังนั้น การที่โจทก์ร่วมมอบเงินจำนวน550,000 บาท ล้วนเกิดขึ้นเพราะถูกจำเลยหลอกลวง ถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้ก่อให้จำเลยกระทำความผิด โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยมีสิทธิร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะไม่มีอำนาจฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น โดยศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นในเรื่องการปรับบทและกำหนดโทษจำเลย สำหรับคดีส่วนแพ่งต้องบังคับตามคำพิพากษาตามยอม พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ทวีป ตันสวัสดิ์-เสรี เพศประเสริฐ-เรวัตร สกุลคล้อย) ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ - นายชนานิติ วุฒิชัย ศาลอุทธรณ์ - นายศรายุธ บุษยนาวิน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2949/2562 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ3234/2559 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1362/2560 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
643574
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดบุรีรัมย์",
        "judge": "นายชนานิติ วุฒิชัย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายศรายุธ บุษยนาวิน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081953130"
    }
}
date
2563
deka_no
335/2563
deka_running_no
335
deka_year
2563
department
แผนก
judges
[
    "ทวีป ตันสวัสดิ์",
    "เสรี เพศประเสริฐ",
    "เรวัตร สกุลคล้อย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 83",
            "ม. 341"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2 (4)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นางสาว ศ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง ร."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 83, 341

ให้จำเลยคืนเงิน 260,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา

นางสาว ศ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และก่อนมีคำพิพากษาโจทก์ร่วมกับจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ

ฉบับลงวันที่ 26 เมษายน 2560

ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2561 ซึ่งในวันดังกล่าวจำเลยผ่อนชำระหนี้เงินให้แก่โจทก์ร่วมบางส่วนยังคงค้าง

176,000 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า

จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (เดิม) จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา

ประกอบกับจำเลยชำระเงินให้โจทก์ร่วมมาบ้างแล้ว มีเหตุบรรเทาโทษ

ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ให้จำเลยชำระเงิน 176,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี

นับแต่วันพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค

3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกกล่าวอ้างว่าสามารถช่วยเหลือฝากผู้เสียหายเข้าทำงานรับราชการในองค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาลในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ได้อันเป็นความเท็จ

ความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่สามารถช่วยเหลือฝากผู้เสียหายเข้าทำงานรับราชการในองค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาลในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ตามที่กล่าวอ้างได้

โดยการหลอกลวงของจำเลยกับพวกเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าเป็นความจริงจึงมอบเงิน

550,000 บาท ให้จำเลยไปดำเนินการตามที่จำเลยกับพวกกล่าวอ้าง ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพและคู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงไม่ติดใจสืบพยาน

ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติตามคำรับสารภาพของจำเลย

กรณีฟังได้ว่าโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ

จึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องคดีในข้อหานี้ได้ เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีหน้าที่ในการคัดเลือกหรือบรรจุบุคคลเข้ารับราชการในองค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาลในเขตจังหวัดบุรีรัมย์

อีกทั้งข้อเท็จจริงที่ปรากฏก็ไม่อาจรับฟังได้ว่าโจทก์ร่วมมีเจตนาตั้งแต่แรกที่จะไปติดต่อจำเลยเพื่อขอให้ช่วยฝากเข้าทำงานรับราชการ

ดังนั้น การที่โจทก์ร่วมมอบเงินจำนวน550,000

บาท ล้วนเกิดขึ้นเพราะถูกจำเลยหลอกลวง

ถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้ก่อให้จำเลยกระทำความผิด โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยมีสิทธิร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงได้

ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3

พิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะไม่มีอำนาจฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

โดยศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นในเรื่องการปรับบทและกำหนดโทษจำเลย

สำหรับคดีส่วนแพ่งต้องบังคับตามคำพิพากษาตามยอม

พิพากษากลับ

ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
อ3234/2559
primary_red_case_no
อ1362/2560
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000128.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2949/2562
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2563