คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1330/2563 ฉบับเต็ม

#643846
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1330/2563 พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี โจทก์ นาย ย. จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 191 คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า ขณะต้องโทษจำคุกอยู่ในเรือนจำกลางบางขวาง จำเลยนำเข้ามาหรือรับไว้หรือเก็บรักษาไว้ในเรือนจำซึ่งโทรศัพท์เคลื่อนที่อันเป็นสิ่งของต้องห้าม โดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 มาตรา 4, 6, 38, 45, 58 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 92 เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมายและนับโทษจำคุกของจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 5 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.10972/2544 ของศาลอาญา ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2560 วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นอธิบายเหตุสงสัยเกี่ยวกับคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 191 เนื่องจากศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน แต่เรือนจำกลางบางขวางกลับมีคำสั่งที่ 42/2556 ให้ลดชั้นนักโทษเด็ดขาดของจำเลยจากชั้นเยี่ยมลงเป็นชั้นเลวมาก ตัดวันลดวันต้องโทษจำคุกจำนวน 30 วัน โดยอาศัยเหตุที่จำเลยมีโทรศัพท์เคลื่อนที่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 14 ธันวาคม 2560 ว่า คำพิพากษาของศาลมีความชัดเจนอยู่ในตัวแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะต้องอธิบายให้ทราบอีก ให้ยกคำร้อง ต่อมาวันที่ 20 สิงหาคม 2561 จำเลยยื่นคำร้องขอติดตามทวงถามเหตุสงสัยตามคำพิพากษาและคำสั่งเรือนจำกลางบางขวางที่ขอให้ศาลอธิบาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 31 สิงหาคม 2561 ว่า จำเลยถูกฟ้องในฐานความผิดต่อพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ดังนี้ จำเลยจึงไม่มีความผิดและไม่ต้องรับโทษในความผิดตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ในคดีนี้ สำเนาแจ้งคำสั่งให้เรือนจำกลางบางขวาง จำเลยและโจทก์ทราบ จำเลยได้ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2561 จากนั้นวันที่ 8 ตุลาคม 2561 จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 31 สิงหาคม 2561 ว่า ศาลชั้นต้นไม่ได้อธิบายว่าคำพิพากษาของศาลกับคำสั่งของเรือนจำกลางบางขวางที่ 42/2556 ขัดกันหรือไม่ ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 ว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งเกินระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดไว้ จึงไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย แจ้งจำเลยทราบ จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิเคราะห์แล้ว ตามที่จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 และวันที่ 20 สิงหาคม 2561 ต่อศาลชั้นต้นตามลำดับ ขอให้ศาลอธิบายคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องส่งสำนวนและคำร้องของจำเลยไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาสั่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องนั้นเสียเอง และสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยฉบับลงวันที่ 8 ตุลาคม 2561 จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่อาจรับวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยในกรณีเช่นนี้ได้ แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้ว จึงเห็นสมควรมีคำสั่งให้เสร็จไปในคราวเดียว เห็นว่า เนื้อหาตามคำร้องของจำเลยไม่ใช่กรณีเมื่อจำเลยเกิดสงสัยในการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ศาลต้องอธิบายให้ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 191 แต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องที่จำเลยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 อธิบายว่าคำสั่งของเรือนจำกลางบางขวางซึ่งได้สั่งลงโทษจำเลย ขัดกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ ซึ่งไม่มีกฎหมายให้อำนาจศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องดังกล่าว ทั้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีรายละเอียดปรากฏไว้ชัดแจ้งแล้ว ไม่จำต้องอธิบาย แต่หากจำเลยเห็นว่าการที่ถูกลดชั้นและตัดวันลดโทษไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม ก็เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องดำเนินการทางปกครองต่อไป ยกคำร้อง จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่าจำเลยไม่มีความผิดและไม่ต้องรับโทษในความผิดตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ แต่เรือนจำกลางบางขวางกลับมีคำสั่งให้ลดชั้นนักโทษเด็ดขาดของจำเลย ตัดวันลดวันต้องโทษ และตัดการอนุญาตให้รับการเยี่ยม โดยอาศัยเหตุที่จำเลยมีโทรศัพท์เคลื่อนที่ คำสั่งของเรือนจำกลางบางขวางจึงขัดกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ยกฟ้องโจทก์ กรณีจึงมีเหตุสงสัยในการบังคับตามคำพิพากษาของศาล ขอให้ศาลฎีกาอธิบายให้แจ่มแจ้งเพื่อที่จำเลยจะนำผลคำวินิจฉัยไปยื่นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 191 บัญญัติว่า “เมื่อเกิดความสงสัยในการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ถ้าบุคคลใดที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องร้องขอต่อศาลซึ่งพิพากษาและสั่ง ให้ศาลนั้นอธิบายให้แจ่มแจ้ง” ดังนั้น เมื่อปรากฏว่า คดีของจำเลยถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นหน้าที่ของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งเป็นศาลซึ่งพิพากษาที่ต้องอธิบายให้แจ่มแจ้ง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยหรืออธิบายอย่างไรแล้ว ก็ต้องยุติลงตามนั้น ส่วนที่จำเลยสงสัยเกี่ยวกับการบังคับโทษตามคำสั่งของเรือนจำกลางบางขวางว่าขัดกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ นั้น คำสั่งของเรือนจำกลางบางขวางดังกล่าวมีลักษณะเป็นการลงโทษทางวินัยแก่ผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง หากจำเลยเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ถูกต้อง ไม่ตรงหรือขัดกับคำพิพากษา หรือไม่เป็นธรรมอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องดำเนินการทางปกครองต่อไป ศาลฎีกาไม่มีอำนาจวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาของจำเลย (สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ-ไพจิตร สวัสดิสาร-สมบูรณ์ วัฒนพรมงคล) ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายปิยพร พรหมเทศน์ ศาลอุทธรณ์ - นางนุสรา สาระสิทธิ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2932/2562 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ783/2558 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ4987/2558 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
643846
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนนทบุรี",
        "judge": "นายปิยพร พรหมเทศน์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นางนุสรา สาระสิทธิ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081951684"
    }
}
date
2563
deka_no
1330/2563
deka_running_no
1330
deka_year
2563
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ",
    "ไพจิตร สวัสดิสาร",
    "สมบูรณ์ วัฒนพรมงคล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 191"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ย."
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า

ขณะต้องโทษจำคุกอยู่ในเรือนจำกลางบางขวาง

จำเลยนำเข้ามาหรือรับไว้หรือเก็บรักษาไว้ในเรือนจำซึ่งโทรศัพท์เคลื่อนที่อันเป็นสิ่งของต้องห้าม

โดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 มาตรา 4, 6, 38, 45, 58 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33,

92

เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมายและนับโทษจำคุกของจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 5

ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.10972/2544 ของศาลอาญา ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

แต่ให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1

พิพากษายืน คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2560 วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นอธิบายเหตุสงสัยเกี่ยวกับคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 191

เนื่องจากศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

แต่เรือนจำกลางบางขวางกลับมีคำสั่งที่ 42/2556 ให้ลดชั้นนักโทษเด็ดขาดของจำเลยจากชั้นเยี่ยมลงเป็นชั้นเลวมาก

ตัดวันลดวันต้องโทษจำคุกจำนวน 30 วัน โดยอาศัยเหตุที่จำเลยมีโทรศัพท์เคลื่อนที่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่

14 ธันวาคม 2560 ว่า คำพิพากษาของศาลมีความชัดเจนอยู่ในตัวแล้ว

จึงไม่มีเหตุที่จะต้องอธิบายให้ทราบอีก ให้ยกคำร้อง

ต่อมาวันที่ 20 สิงหาคม 2561

จำเลยยื่นคำร้องขอติดตามทวงถามเหตุสงสัยตามคำพิพากษาและคำสั่งเรือนจำกลางบางขวางที่ขอให้ศาลอธิบาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่

31 สิงหาคม 2561 ว่า จำเลยถูกฟ้องในฐานความผิดต่อพระราชบัญญัติราชทัณฑ์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ดังนี้ จำเลยจึงไม่มีความผิดและไม่ต้องรับโทษในความผิดตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ในคดีนี้

สำเนาแจ้งคำสั่งให้เรือนจำกลางบางขวาง จำเลยและโจทก์ทราบ

จำเลยได้ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นเมื่อวันที่

22 กันยายน 2561 จากนั้นวันที่ 8 ตุลาคม 2561 จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 31 สิงหาคม 2561 ว่า

ศาลชั้นต้นไม่ได้อธิบายว่าคำพิพากษาของศาลกับคำสั่งของเรือนจำกลางบางขวางที่

42/2556 ขัดกันหรือไม่ ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่

9 พฤศจิกายน 2561 ว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งเกินระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดไว้

จึงไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย แจ้งจำเลยทราบ

จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1

พิเคราะห์แล้ว ตามที่จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 และวันที่ 20

สิงหาคม 2561 ต่อศาลชั้นต้นตามลำดับ ขอให้ศาลอธิบายคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องส่งสำนวนและคำร้องของจำเลยไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค

1 พิจารณาสั่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องนั้นเสียเอง

และสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยฉบับลงวันที่ 8 ตุลาคม 2561 จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 1

ไม่อาจรับวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยในกรณีเช่นนี้ได้

แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค

1 แล้ว จึงเห็นสมควรมีคำสั่งให้เสร็จไปในคราวเดียว เห็นว่า

เนื้อหาตามคำร้องของจำเลยไม่ใช่กรณีเมื่อจำเลยเกิดสงสัยในการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ศาลต้องอธิบายให้ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 191 แต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องที่จำเลยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1

อธิบายว่าคำสั่งของเรือนจำกลางบางขวางซึ่งได้สั่งลงโทษจำเลย ขัดกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่

ซึ่งไม่มีกฎหมายให้อำนาจศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องดังกล่าว ทั้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1

มีรายละเอียดปรากฏไว้ชัดแจ้งแล้ว ไม่จำต้องอธิบาย แต่หากจำเลยเห็นว่าการที่ถูกลดชั้นและตัดวันลดโทษไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม

ก็เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องดำเนินการทางปกครองต่อไป ยกคำร้อง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่าจำเลยไม่มีความผิดและไม่ต้องรับโทษในความผิดตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์

แต่เรือนจำกลางบางขวางกลับมีคำสั่งให้ลดชั้นนักโทษเด็ดขาดของจำเลย

ตัดวันลดวันต้องโทษ และตัดการอนุญาตให้รับการเยี่ยม โดยอาศัยเหตุที่จำเลยมีโทรศัพท์เคลื่อนที่ คำสั่งของเรือนจำกลางบางขวางจึงขัดกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ยกฟ้องโจทก์ กรณีจึงมีเหตุสงสัยในการบังคับตามคำพิพากษาของศาล

ขอให้ศาลฎีกาอธิบายให้แจ่มแจ้งเพื่อที่จำเลยจะนำผลคำวินิจฉัยไปยื่นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 191 บัญญัติว่า “เมื่อเกิดความสงสัยในการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง

ถ้าบุคคลใดที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องร้องขอต่อศาลซึ่งพิพากษาและสั่ง ให้ศาลนั้นอธิบายให้แจ่มแจ้ง”

ดังนั้น

เมื่อปรากฏว่า คดีของจำเลยถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นหน้าที่ของศาลอุทธรณ์ภาค 1

ซึ่งเป็นศาลซึ่งพิพากษาที่ต้องอธิบายให้แจ่มแจ้ง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1

วินิจฉัยหรืออธิบายอย่างไรแล้ว ก็ต้องยุติลงตามนั้น

ส่วนที่จำเลยสงสัยเกี่ยวกับการบังคับโทษตามคำสั่งของเรือนจำกลางบางขวางว่าขัดกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค

1 หรือไม่ นั้น

คำสั่งของเรือนจำกลางบางขวางดังกล่าวมีลักษณะเป็นการลงโทษทางวินัยแก่ผู้ต้องขัง

ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง หากจำเลยเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ถูกต้อง

ไม่ตรงหรือขัดกับคำพิพากษา หรือไม่เป็นธรรมอย่างไร

ก็เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องดำเนินการทางปกครองต่อไป ศาลฎีกาไม่มีอำนาจวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
opensearch_id
primary_black_case_no
อ783/2558
primary_red_case_no
อ4987/2558
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000113.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2932/2562
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2563