คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 333/2563 ฉบับเต็ม

#644131
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 333/2563 พนักงานอัยการจังหวัดหนองบัวลำภู โจทก์ บริษัท ท. โจทก์ร่วม นาง บ. จำเลย โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 268, 341 กับให้จำเลยชดใช้เงิน 6,866,694.98 บาท แก่ผู้เสียหาย ระหว่างพิจารณา บริษัทไทยพาณิชย์ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมและข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ส่วนข้อหาร่วมกันปลอมเอกสารราชการ โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 4 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง โจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม) มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) และมาตรา 341 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 ฐานร่วมกันปลอมเอกสารราชการและฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม เมื่อจำเลยกับพวกเป็นผู้ร่วมกันปลอมและร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม จึงลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) และมาตรา 83 ตามมาตรา 268 วรรคสอง แต่กระทงเดียว ความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมกับฐานร่วมกันฉ้อโกงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) และมาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงิน 6,866,694.98 บาท แก่โจทก์ร่วม จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้นายเพชรรัตน ทำสัญญาประกันชีวิตกับโจทก์ร่วม จำนวน 3 กรมธรรม์ ฉบับแรกเป็นการคุ้มครองสินเชื่อการกู้ยืมเงิน มีผู้รับประโยชน์ คือธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งต่อมาโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กับจำเลยและนายธรรมศาสตร์ กรมธรรม์ฉบับที่ 2 คุ้มครองสินเชื่อประเภทกู้เบิกเงินเกินบัญชี มีผู้รับประโยชน์เช่นเดียวกับกรมธรรม์ฉบับแรก และกรมธรรม์ฉบับที่ 3 โจทก์ร่วมยกเลิกไปภายหลังเกิดเหตุคดีนี้ จำเลยเป็นมารดาของนายเพชรรัตน ซึ่งพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่าร่วมกับจำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ ใช้เอกสารราชการปลอมและฉ้อโกง นายเพชรรัตนให้การรับสารภาพ ศาลมีคำพิพากษาแล้วตามสำเนาคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1044/2560 ของศาลชั้นต้น ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายร่วมกับนายเพชรรัตนปลอมใบมรณบัตรของสำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลตำบลโนนสัง รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีและรายงานการชันสูตรพลิกศพของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรโนนสัง อันเป็นเอกสารราชการขึ้นทั้งฉบับ แล้วร่วมกันนำเอกสารดังกล่าวไปยื่นประกอบคำแถลงของผู้อ้างสิทธิสินไหมมรณกรรมเพื่อแสดงต่อโจทก์ร่วมขอรับเงินค่าสินไหมมรณกรรมของกรมธรรม์ประกันชีวิตของนายเพชรรัตน โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง และนายเพชรรัตนถึงแก่ความตายจริง จึงจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันชีวิตของนายเพชรรัตนให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) นายธรรมศาสตร์และจำเลยเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 6,866,694.98 บาท คำสั่งศาลชั้นต้นที่ตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายเพชรรัตนเป็นเอกสารราชการปลอม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดร่วมกับนายเพชรรัตน ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมีแต่พยานที่ยืนยันว่าจำเลยนำเอกสารที่นายเพชรรัตนปลอมมายื่นประกอบคำแถลงขอรับค่าสินไหมทดแทนและไถ่ถอนจำนองที่ดิน แต่ไม่มีพยานโจทก์คนใดรู้เห็นว่าจำเลยร่วมปลอมเอกสารดังกล่าวกับนายเพชรรัตน ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารราชการตามฟ้อง ส่วนความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมและร่วมกันฉ้อโกงนั้น เห็นว่า แม้นายคมน์จะเป็นพนักงานของโจทก์ร่วม แต่ก็ไม่มีสาเหตุใดที่ต้องใส่ร้ายจำเลย อีกทั้งเบิกความถึงขั้นตอนการตรวจรับเอกสารเบื้องต้นโดยไม่มีข้อพิรุธสงสัยว่านำความเท็จมาปรักปรำจำเลย เชื่อได้ว่าเบิกความตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รับฟังได้ว่าจำเลยไปยื่นคำแถลงของผู้อ้างสิทธิสินไหมทดแทนมรณกรรมต่อนายคมน์ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองต่างเบิกความว่า สำเนาเอกสารทั้งหมดที่จำเลยนำมายื่นมีการลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้องไว้แล้ว จำเลยเพียงแต่ลงชื่อในคำแถลงขอรับสินไหมทดแทน บันทึกกรณีลูกหนี้ไถ่ถอนจำนอง และสมุดทะเบียนรับเอกสารสิทธิเท่านั้น ซึ่งจำเลยนำสืบว่า ไม่ทราบว่าเอกสารที่นายเพชรรัตนให้นำไปยื่นเป็นเอกสารปลอม และไปติดต่อตามที่นายเพชรรัตนแจ้งว่าเป็นการขอรับเงินกู้ที่เคยทำสัญญาไว้แล้ว เมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์ที่นายเพชรรัตนทำสัญญากู้ยืมเงินกับสถาบันการเงินและทำสัญญาประกันชีวิตไว้ ต่อมาวางแผนฉ้อโกงโจทก์ร่วมว่าถึงแก่ความตายเพราะต้องการได้เงินค่าสินไหมทดแทน การที่ให้จำเลยนำเอกสารราชการที่นายเพชรรัตนทำปลอมขึ้นไปติดต่อนายคมน์และนางสาวนันทวันก็เป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนที่นายเพชรรัตนวางแผนฉ้อโกงโจทก์ร่วมไว้ เพียงแต่นายเพชรรัตนปรากฏตัวลงมือกระทำเองไม่ได้ ประกอบกับจำเลยเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญา นายเพชรรัตนจึงจำเป็นต้องให้จำเลยนำเอกสารราชการปลอมทั้งหมดไปแสดงตนว่าเป็นผู้รับประโยชน์ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่โจทก์ร่วมกับบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กำหนดเป็นเงื่อนไขในการขอรับสินไหมทดแทนและไถ่ถอนจำนองที่ดิน ขณะเกิดเหตุจำเลยอายุ 74 ปี อ่านหนังสือไม่ออก เขียนได้แต่ชื่อของตนเอง จึงน่าเชื่อว่าจำเลยไม่ทราบว่าเอกสารที่จำเลยนำไปติดต่อขอรับค่าสินไหมทดแทนกรณีมรณกรรมและไถ่ถอนจำนองที่ดินเป็นเอกสารปลอมตามที่จำเลยนำสืบ ทั้งพยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบก็มีเพียงว่า จำเลยนำเอกสารดังกล่าวมายื่นเท่านั้น จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกับนายเพชรรัตนใช้เอกสารปลอมตามฟ้อง และเห็นว่าลักษณะการกระทำความผิดของนายเพชรรัตนมีการวางแผนอย่างซับซ้อน จึงไม่น่าเชื่อว่านายเพชรรัตนจะให้จำเลยทราบถึงแผนการหรือให้จำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย การที่จำเลยนำเอกสารราชการปลอมไปยื่นต่อนายคมน์และนางสาวนันทวันก็อาจเป็นเพราะทำตามที่นายเพชรรัตนแจ้งขั้นตอนและวิธีการให้ทำในลักษณะถูกใช้เป็นเครื่องมือ การกระทำของจำเลยจึงยังไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่าจำเลยร่วมกับนายเพชรรัตนฉ้อโกงโจทก์ร่วม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับให้ยกฟ้อง (พฤษภา พนมยันตร์-ธนาพนธ์ ชวรุ่ง-วันชัย ศศิโรจน์) ศาลจังหวัดหนองบัวลำภู - นางสาวอภิรดี สุธาสันติรักษ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายวิชัย วิริยะสุนทรวงศ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2391/2562 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1053/2560 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ430/2561 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
644131
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดหนองบัวลำภู",
        "judge": "นางสาวอภิรดี สุธาสันติรักษ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายวิชัย วิริยะสุนทรวงศ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081953132"
    }
}
date
2563
deka_no
333/2563
deka_running_no
333
deka_year
2563
department
แผนก
judges
[
    "พฤษภา พนมยันตร์",
    "ธนาพนธ์ ชวรุ่ง",
    "วันชัย ศศิโรจน์"
]
laws
[]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดหนองบัวลำภู"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "บริษัท ท."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง บ."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 83, 91,

264, 265, 268, 341

กับให้จำเลยชดใช้เงิน 6,866,694.98 บาท แก่ผู้เสียหาย

ระหว่างพิจารณา

บริษัทไทยพาณิชย์ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมและข้อหาร่วมกันฉ้อโกง

ส่วนข้อหาร่วมกันปลอมเอกสารราชการ โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 4 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค

4 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม) มาตรา 268

วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) และมาตรา 341 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 ฐานร่วมกันปลอมเอกสารราชการและฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม

เมื่อจำเลยกับพวกเป็นผู้ร่วมกันปลอมและร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม

จึงลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก

ประกอบมาตรา 265 (เดิม) และมาตรา 83 ตามมาตรา 268 วรรคสอง แต่กระทงเดียว

ความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมกับฐานร่วมกันฉ้อโกงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก

ประกอบมาตรา 265 (เดิม) และมาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงิน

6,866,694.98 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้นายเพชรรัตน

ทำสัญญาประกันชีวิตกับโจทก์ร่วม จำนวน 3 กรมธรรม์

ฉบับแรกเป็นการคุ้มครองสินเชื่อการกู้ยืมเงิน มีผู้รับประโยชน์

คือธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

ซึ่งต่อมาโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด

(มหาชน) กับจำเลยและนายธรรมศาสตร์ กรมธรรม์ฉบับที่ 2

คุ้มครองสินเชื่อประเภทกู้เบิกเงินเกินบัญชี

มีผู้รับประโยชน์เช่นเดียวกับกรมธรรม์ฉบับแรก และกรมธรรม์ฉบับที่

3 โจทก์ร่วมยกเลิกไปภายหลังเกิดเหตุคดีนี้ จำเลยเป็นมารดาของนายเพชรรัตน ซึ่งพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่าร่วมกับจำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ

ใช้เอกสารราชการปลอมและฉ้อโกง นายเพชรรัตนให้การรับสารภาพ

ศาลมีคำพิพากษาแล้วตามสำเนาคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1044/2560 ของศาลชั้นต้น

ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายร่วมกับนายเพชรรัตนปลอมใบมรณบัตรของสำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลตำบลโนนสัง

รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีและรายงานการชันสูตรพลิกศพของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรโนนสัง

อันเป็นเอกสารราชการขึ้นทั้งฉบับ

แล้วร่วมกันนำเอกสารดังกล่าวไปยื่นประกอบคำแถลงของผู้อ้างสิทธิสินไหมมรณกรรมเพื่อแสดงต่อโจทก์ร่วมขอรับเงินค่าสินไหมมรณกรรมของกรมธรรม์ประกันชีวิตของนายเพชรรัตน

โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง และนายเพชรรัตนถึงแก่ความตายจริง จึงจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันชีวิตของนายเพชรรัตนให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์

จำกัด (มหาชน) นายธรรมศาสตร์และจำเลยเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 6,866,694.98 บาท

คำสั่งศาลชั้นต้นที่ตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายเพชรรัตนเป็นเอกสารราชการปลอม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า

จำเลยกระทำความผิดร่วมกับนายเพชรรัตน ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

หรือไม่ เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมีแต่พยานที่ยืนยันว่าจำเลยนำเอกสารที่นายเพชรรัตนปลอมมายื่นประกอบคำแถลงขอรับค่าสินไหมทดแทนและไถ่ถอนจำนองที่ดิน

แต่ไม่มีพยานโจทก์คนใดรู้เห็นว่าจำเลยร่วมปลอมเอกสารดังกล่าวกับนายเพชรรัตน

ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารราชการตามฟ้อง

ส่วนความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมและร่วมกันฉ้อโกงนั้น

เห็นว่า แม้นายคมน์จะเป็นพนักงานของโจทก์ร่วม แต่ก็ไม่มีสาเหตุใดที่ต้องใส่ร้ายจำเลย

อีกทั้งเบิกความถึงขั้นตอนการตรวจรับเอกสารเบื้องต้นโดยไม่มีข้อพิรุธสงสัยว่านำความเท็จมาปรักปรำจำเลย

เชื่อได้ว่าเบิกความตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รับฟังได้ว่าจำเลยไปยื่นคำแถลงของผู้อ้างสิทธิสินไหมทดแทนมรณกรรมต่อนายคมน์

พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองต่างเบิกความว่า

สำเนาเอกสารทั้งหมดที่จำเลยนำมายื่นมีการลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้องไว้แล้ว

จำเลยเพียงแต่ลงชื่อในคำแถลงขอรับสินไหมทดแทน บันทึกกรณีลูกหนี้ไถ่ถอนจำนอง

และสมุดทะเบียนรับเอกสารสิทธิเท่านั้น ซึ่งจำเลยนำสืบว่า ไม่ทราบว่าเอกสารที่นายเพชรรัตนให้นำไปยื่นเป็นเอกสารปลอม

และไปติดต่อตามที่นายเพชรรัตนแจ้งว่าเป็นการขอรับเงินกู้ที่เคยทำสัญญาไว้แล้ว

เมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์ที่นายเพชรรัตนทำสัญญากู้ยืมเงินกับสถาบันการเงินและทำสัญญาประกันชีวิตไว้

ต่อมาวางแผนฉ้อโกงโจทก์ร่วมว่าถึงแก่ความตายเพราะต้องการได้เงินค่าสินไหมทดแทน

การที่ให้จำเลยนำเอกสารราชการที่นายเพชรรัตนทำปลอมขึ้นไปติดต่อนายคมน์และนางสาวนันทวันก็เป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนที่นายเพชรรัตนวางแผนฉ้อโกงโจทก์ร่วมไว้

เพียงแต่นายเพชรรัตนปรากฏตัวลงมือกระทำเองไม่ได้

ประกอบกับจำเลยเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญา นายเพชรรัตนจึงจำเป็นต้องให้จำเลยนำเอกสารราชการปลอมทั้งหมดไปแสดงตนว่าเป็นผู้รับประโยชน์

เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่โจทก์ร่วมกับบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์

จำกัด (มหาชน) กำหนดเป็นเงื่อนไขในการขอรับสินไหมทดแทนและไถ่ถอนจำนองที่ดิน

ขณะเกิดเหตุจำเลยอายุ 74 ปี อ่านหนังสือไม่ออก เขียนได้แต่ชื่อของตนเอง

จึงน่าเชื่อว่าจำเลยไม่ทราบว่าเอกสารที่จำเลยนำไปติดต่อขอรับค่าสินไหมทดแทนกรณีมรณกรรมและไถ่ถอนจำนองที่ดินเป็นเอกสารปลอมตามที่จำเลยนำสืบ

ทั้งพยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบก็มีเพียงว่า

จำเลยนำเอกสารดังกล่าวมายื่นเท่านั้น จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกับนายเพชรรัตนใช้เอกสารปลอมตามฟ้อง

และเห็นว่าลักษณะการกระทำความผิดของนายเพชรรัตนมีการวางแผนอย่างซับซ้อน

จึงไม่น่าเชื่อว่านายเพชรรัตนจะให้จำเลยทราบถึงแผนการหรือให้จำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย การที่จำเลยนำเอกสารราชการปลอมไปยื่นต่อนายคมน์และนางสาวนันทวันก็อาจเป็นเพราะทำตามที่นายเพชรรัตนแจ้งขั้นตอนและวิธีการให้ทำในลักษณะถูกใช้เป็นเครื่องมือ

การกระทำของจำเลยจึงยังไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่าจำเลยร่วมกับนายเพชรรัตนฉ้อโกงโจทก์ร่วม

ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1053/2560
primary_red_case_no
อ430/2561
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000128.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2391/2562
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2563