คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1027/2563 ฉบับเต็ม

#644813
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1027/2563 ธนาคาร ย. โจทก์ บริษัท ล. กับพวก จำเลย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12, มาตรา 90/58 วรรคสาม เมื่อมีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการแล้ว ย่อมมีผลต่อการดำเนินคดีแพ่งแก่ลูกหนี้โดยต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 90/12 (4) ห้ามมิให้ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้หรือเสนอข้อพิพาทที่ลูกหนี้อาจต้องรับผิดหรือได้รับความเสียหายให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด ถ้ามูลแห่งหนี้นั้นเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน และห้ามมิให้ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลาย ในกรณีที่มีการฟ้องคดีหรือเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดไว้ก่อนแล้ว ให้งดการพิจารณาไว้ เว้นแต่ศาลที่รับคำร้องขอจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น คดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงตามสำนวนว่า หลังจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาและจำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์แล้ว เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2560 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้งดการพิจารณาโดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการไว้เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2560 และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการดังกล่าวไว้พิจารณาแล้วในวันเดียวกัน โดยจำเลยที่ 2 ได้แนบสำเนาคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 2 มาท้ายคำร้องด้วย เมื่อสำเนาคำร้องขอดังกล่าวเป็นสำเนาเอกสารที่เจ้าหน้าที่ศาลล้มละลายกลางรับรองสำเนาถูกต้อง ซึ่งในหน้าสุดท้ายระบุว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอดังกล่าวไว้พิจารณาแล้ว และไม่ปรากฏว่าโจทก์โต้แย้งความถูกต้องแท้จริงของเอกสารดังกล่าวไว้ในคำแก้ฎีกาแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการไว้พิจารณาแล้ว และไม่ปรากฏว่าศาลล้มละลายกลางที่รับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น จึงต้องด้วยกรณีที่ศาลที่พิจารณาคดีแพ่งต้องงดการพิจารณาไว้จนถึงวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผน หรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผน หรือวันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอ หรือจำหน่ายคดีหรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการหรือพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด และย่อมหมายความรวมถึงการพิจารณาคดีในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาด้วย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ไม่ปรากฏหลักฐานว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเช่นใดเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 จึงไม่มีเหตุที่จะงดการพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 2 ยกคำร้องขอให้งดการพิจารณาของจำเลยที่ 2 และมีคำพิพากษาในส่วนของจำเลยที่ 2 ในชั้นอุทธรณ์มานั้น เป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อความปรากฏจากคำแถลงข้อเท็จจริงของโจทก์ว่า ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลฎีกา ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 2 แล้ว ผลของคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการทำให้สภาวะพักการชำระหนี้ตามมาตรา 90/12 ในคดีฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 2 ย่อมสิ้นสุดลง จึงไม่มีเหตุให้งดการพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 2 ต่อไป เมื่อศาลฎีการับฎีกาของจำเลยที่ 2 เฉพาะประเด็นที่ว่า ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษต้องงดการพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 2 หรือไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประเด็นนี้จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท แต่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เสียค่าขึ้นศาลมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 192,653,163.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี จากต้นเงิน 162,781,653.13 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบถ้วน หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โจทก์ยื่นคำร้องขอให้งดการพิจารณาคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 เนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 แล้ว ส่วนจำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้งดการพิจารณาคดีนี้โดยอ้างเหตุผลทำนองเดียวกับโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้งดการพิจารณาคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ไว้ชั่วคราว ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 192,653,163.18 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 162,781,653.13 บาท นับถัดจากวันที่ 30 กันยายน 2558 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไป หากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองอันได้แก่ ห้องชุดเลขที่ 75/38 เนื้อที่ประมาณ 283.22 ตารางเมตร ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 226058, 226059 ห้องชุดเลขที่ 75/39 เนื้อที่ประมาณ 314.25 ตารางเมตร ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 226058, 226059 และห้องชุดเลขที่ 75/13 เนื้อที่ประมาณ 409.33 ตารางเมตร ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 226058, 226059 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ยื่นคำร้องขอให้งดการพิจารณาคดีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไว้ชั่วคราว เนื่องจากจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณาแล้ว ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยกคำร้องขอให้งดการพิจารณาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมรับผิดต่อโจทก์ในต้นเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับและต้นเงินของการใช้สินเชื่อ Counter Guarantee หลังจากจำเลยที่ 1 ชำระหนี้บางส่วนแล้ว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3.80 ต่อปี นับจากแต่ละวันที่โจทก์ชำระเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทและการใช้สินเชื่อ Counter Guarantee แทนจำเลยที่ 1 โดยให้หักเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระบางส่วนตามกฎหมาย และให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราสูงสุดกรณีผิดนัดชำระหนี้ตามประกาศในเรื่องนี้ของโจทก์ลบร้อยละ 5 ต่อปี แต่ทั้งนี้ไม่ให้เกินอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวแต่ละครั้งนับแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยรับฎีกาของจำเลยที่ 2 เฉพาะประเด็นที่ว่าศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษต้องงดการพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 2 หรือไม่ ไว้พิจารณา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ดังกล่าว คดีในส่วนของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เพียงประเด็นเดียวว่า ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษต้องงดการพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อมีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการแล้ว ย่อมมีผลต่อการดำเนินคดีแพ่งแก่ลูกหนี้โดยต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 90/12 (4) ห้ามมิให้ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้หรือเสนอข้อพิพาทที่ลูกหนี้อาจต้องรับผิดหรือได้รับความเสียหายให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด ถ้ามูลแห่งหนี้นั้นเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน และห้ามมิให้ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลาย ในกรณีที่มีการฟ้องคดีหรือเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดไว้ก่อนแล้ว ให้งดการพิจารณาไว้ เว้นแต่ศาลที่รับคำร้องขอจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น คดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงตามสำนวนว่า หลังจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาและจำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์แล้ว เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2560 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้งดการพิจารณาโดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการไว้เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2560 และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการดังกล่าวไว้พิจารณาแล้วในวันเดียวกัน โดยจำเลยที่ 2 ได้แนบสำเนาคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 2 มาท้ายคำร้องด้วย เมื่อสำเนาคำร้องขอดังกล่าวเป็นสำเนาเอกสารที่เจ้าหน้าที่ศาลล้มละลายกลางรับรองสำเนาถูกต้อง ซึ่งในหน้าสุดท้ายระบุว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอดังกล่าวไว้พิจารณาแล้วเป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟ.20/2560 โดยนัดไต่สวนในวันที่ 4 กันยายน 2560 และไม่ปรากฏว่าโจทก์โต้แย้งความถูกต้องแท้จริงของเอกสารดังกล่าวไว้ในคำแก้ฎีกาแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการไว้พิจารณาแล้ว และไม่ปรากฏว่าศาลล้มละลายกลางที่รับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น จึงต้องด้วยกรณีที่ศาลที่พิจารณาคดีแพ่งต้องงดการพิจารณาไว้จนถึงวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผน หรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผนหรือวันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอ หรือจำหน่ายคดีหรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการหรือพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด และย่อมหมายความรวมถึงการพิจารณาคดีในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาด้วย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ไม่ปรากฏหลักฐานว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเช่นใดเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 จึงไม่มีเหตุที่จะงดการพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 2 ยกคำร้องขอให้งดการพิจารณาฉบับวันที่ 25 กรกฎาคม 2560 ของจำเลยที่ 2 และมีคำพิพากษาในส่วนของจำเลยที่ 2 ในชั้นอุทธรณ์มานั้น เป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประเด็นนี้ฟังขึ้น แต่เมื่อความปรากฏจากคำแถลงข้อเท็จจริงของโจทก์ว่า ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลฎีกา ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 2 แล้ว ผลของคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการทำให้สภาวะพักการชำระหนี้ตามมาตรา 90/12 ในคดีฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 2 ย่อมสิ้นสุดลง จึงไม่มีเหตุให้งดการพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 2 ต่อไป อนึ่ง เมื่อศาลฎีการับฎีกาของจำเลยที่ 2 เฉพาะประเด็นที่ว่า ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษต้องงดการพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 2 หรือไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประเด็นนี้จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท แต่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เสียค่าขึ้นศาลมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในส่วนของจำเลยที่ 2 และให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาในส่วนของจำเลยที่ 2 ใหม่ คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนจำเลยที่ 2 และโจทก์ในชั้นอุทธรณ์และฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ (ภัทรศักดิ์ วรรณแสง-นิพันธ์ ช่วยสกุล-สิทธิโชติ อินทรวิเศษ) ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง - นางเมธิกาญจน์ ช้างหัวหน้า - นายไชยยศ วรนันท์ศิริ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ทก.(ค)14/2562 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
644813
courts
[
    {
        "court": "ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง",
        "judge": "นางเมธิกาญจน์ ช้างหัวหน้า"
    },
    {
        "court": "- นายไชยยศ วรนันท์ศิริ",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081952068"
    }
}
date
2563
deka_no
1027/2563
deka_running_no
1027
deka_year
2563
department
แผนก
judges
[
    "ภัทรศักดิ์ วรรณแสง",
    "นิพันธ์ ช่วยสกุล",
    "สิทธิโชติ อินทรวิเศษ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 90/12",
            "ม. 90/58 วรรคสาม"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคาร ย."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท ล. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 192,653,163.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี จากต้นเงิน 162,781,653.13 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบถ้วน หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โจทก์ยื่นคำร้องขอให้งดการพิจารณาคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 เนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 แล้ว ส่วนจำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้งดการพิจารณาคดีนี้โดยอ้างเหตุผลทำนองเดียวกับโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้งดการพิจารณาคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ไว้ชั่วคราว

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 192,653,163.18 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 162,781,653.13 บาท นับถัดจากวันที่ 30 กันยายน 2558 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไป หากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองอันได้แก่ ห้องชุดเลขที่ 75/38 เนื้อที่ประมาณ 283.22 ตารางเมตร ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 226058, 226059 ห้องชุดเลขที่ 75/39 เนื้อที่ประมาณ 314.25 ตารางเมตร ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 226058, 226059 และห้องชุดเลขที่ 75/13 เนื้อที่ประมาณ 409.33 ตารางเมตร ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 226058, 226059 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ยื่นคำร้องขอให้งดการพิจารณาคดีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไว้ชั่วคราว เนื่องจากจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณาแล้ว

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยกคำร้องขอให้งดการพิจารณาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมรับผิดต่อโจทก์ในต้นเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับและต้นเงินของการใช้สินเชื่อ Counter Guarantee หลังจากจำเลยที่ 1 ชำระหนี้บางส่วนแล้ว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3.80 ต่อปี นับจากแต่ละวันที่โจทก์ชำระเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทและการใช้สินเชื่อ Counter Guarantee แทนจำเลยที่ 1 โดยให้หักเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระบางส่วนตามกฎหมาย และให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราสูงสุดกรณีผิดนัดชำระหนี้ตามประกาศในเรื่องนี้ของโจทก์ลบร้อยละ 5 ต่อปี แต่ทั้งนี้ไม่ให้เกินอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวแต่ละครั้งนับแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยรับฎีกาของจำเลยที่ 2 เฉพาะประเด็นที่ว่าศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษต้องงดการพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 2 หรือไม่ ไว้พิจารณา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ดังกล่าว คดีในส่วนของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เพียงประเด็นเดียวว่า ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษต้องงดการพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อมีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการแล้ว ย่อมมีผลต่อการดำเนินคดีแพ่งแก่ลูกหนี้โดยต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 90/12 (4) ห้ามมิให้ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้หรือเสนอข้อพิพาทที่ลูกหนี้อาจต้องรับผิดหรือได้รับความเสียหายให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด ถ้ามูลแห่งหนี้นั้นเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน และห้ามมิให้ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลาย ในกรณีที่มีการฟ้องคดีหรือเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดไว้ก่อนแล้ว ให้งดการพิจารณาไว้ เว้นแต่ศาลที่รับคำร้องขอจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น คดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงตามสำนวนว่า หลังจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาและจำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์แล้ว เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2560 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้งดการพิจารณาโดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการไว้เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2560 และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการดังกล่าวไว้พิจารณาแล้วในวันเดียวกัน โดยจำเลยที่ 2 ได้แนบสำเนาคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 2 มาท้ายคำร้องด้วย เมื่อสำเนาคำร้องขอดังกล่าวเป็นสำเนาเอกสารที่เจ้าหน้าที่ศาลล้มละลายกลางรับรองสำเนาถูกต้อง ซึ่งในหน้าสุดท้ายระบุว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอดังกล่าวไว้พิจารณาแล้วเป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟ.20/2560 โดยนัดไต่สวนในวันที่ 4 กันยายน 2560 และไม่ปรากฏว่าโจทก์โต้แย้งความถูกต้องแท้จริงของเอกสารดังกล่าวไว้ในคำแก้ฎีกาแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการไว้พิจารณาแล้ว และไม่ปรากฏว่าศาลล้มละลายกลางที่รับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น จึงต้องด้วยกรณีที่ศาลที่พิจารณาคดีแพ่งต้องงดการพิจารณาไว้จนถึงวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผน หรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผนหรือวันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอ หรือจำหน่ายคดีหรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการหรือพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด และย่อมหมายความรวมถึงการพิจารณาคดีในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาด้วย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ไม่ปรากฏหลักฐานว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเช่นใดเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 จึงไม่มีเหตุที่จะงดการพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 2 ยกคำร้องขอให้งดการพิจารณาฉบับวันที่ 25 กรกฎาคม 2560 ของจำเลยที่ 2 และมีคำพิพากษาในส่วนของจำเลยที่ 2 ในชั้นอุทธรณ์มานั้น เป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประเด็นนี้ฟังขึ้น แต่เมื่อความปรากฏจากคำแถลงข้อเท็จจริงของโจทก์ว่า ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลฎีกา ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 2 แล้ว ผลของคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการทำให้สภาวะพักการชำระหนี้ตามมาตรา 90/12 ในคดีฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 2 ย่อมสิ้นสุดลง จึงไม่มีเหตุให้งดการพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 2 ต่อไป

อนึ่ง เมื่อศาลฎีการับฎีกาของจำเลยที่ 2 เฉพาะประเด็นที่ว่า ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษต้องงดการพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 2 หรือไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประเด็นนี้จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท แต่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เสียค่าขึ้นศาลมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในส่วนของจำเลยที่ 2 และให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาในส่วนของจำเลยที่ 2 ใหม่ คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนจำเลยที่ 2 และโจทก์ในชั้นอุทธรณ์และฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000117.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ทก.(ค)14/2562
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2563