คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4795/2562 ฉบับเต็ม

#644816
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4795/2562 นาย จ. โจทก์ นาง ส. จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ข), มาตรา 177 วรรคสาม โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยว่า โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินราชพัสดุและเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างบนที่ราชพัสดุดังกล่าวโดยซื้อมาจาก จ. เดิมจำเลยเป็นผู้เช่าสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจาก จ. แต่ จ. ยกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยแล้ว จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่เคยสละสิทธิการครอบครองที่ดินและบ้านพิพาท เดิมจำเลยกู้ยืมเงินจาก จ. มีสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นประกัน จำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่ จ. ตลอดมาจนประมาณเดือนมิถุนายน 2559 จำเลยขอชำระเงินต้นคืน แต่ จ. ไม่ยอมรับเงินและไม่ยอมไถ่ถอนหลักประกัน และนำสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทไปโอนต่อให้แก่โจทก์ โดยที่จำเลยไม่เคยผิดนัดตามสัญญากู้ยืมเงิน การกระทำของ จ. จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ในฐานะผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและการโอนบ้านพิพาทระหว่างจำเลยกับ จ. และระหว่างโจทก์กับ จ. ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นการต่อสู้ว่าจำเลยมีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์ จึงเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ เมื่อฟ้องแย้งจำเลยต่อสู้ว่าจำเลยมีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอน และขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและการโอนบ้านพิพาทระหว่างจำเลยกับ จ. และระหว่าง จ. กับโจทก์ ซึ่งเป็นกรณีที่ จ. โต้แย้งสิทธิของจำเลยในการบังคับหลักประกันตามสัญญากู้ยืมเงินด้วย จึงเห็นสมควรเรียก จ. เข้ามาเป็นคู่ความในคดีร่วมกับโจทก์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ข) ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินราชพัสดุเลขที่ ชม. 1618 และสิ่งปลูกสร้าง และส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยกับนางจันทร์สาย และเพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างนางจันทร์สายกับโจทก์ พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้เรียกนางจันทร์สาย เข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยกับนางจันทร์สาย และเพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างนางจันทร์สายกับโจทก์ ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่รับฟ้องแย้ง สำหรับคำร้องของจำเลยที่ขอให้เรียกนางจันทร์สายเข้ามาเป็นคู่ความนั้น กรณีไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเรียกนางจันทร์สายเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวกับฟ้องเดิมหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยว่า โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินราชพัสดุเลขที่ ชม. 1618 เนื้อที่ 61 ตารางวา และเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 151/4 บนที่ราชพัสดุดังกล่าว โดยซื้อมาจากนางจันทร์สาย เดิมจำเลยเป็นผู้เช่าสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากนางจันทร์สาย แต่นางจันทร์สายได้ยกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยแล้ว จำเลยไม่ยอมออกไป จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่เคยสละสิทธิการครอบครองที่ดินและบ้านพิพาท โจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินและบ้านพิพาท การที่จำเลยไม่ขนย้ายออกจากที่ดินและบ้านพิพาทภายหลังจากสิ้นสิทธิการเช่าจากกรมธนารักษ์ จึงหาใช่เป็นการกระทำที่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เดิมจำเลยกู้ยืมเงินจากนางจันทร์สายจำนวน 350,000 บาท มีสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นหลักประกัน จำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่นางจันทร์สายตลอดมาจนประมาณเดือนมิถุนายน 2559 จำเลยขอชำระคืนหนี้เงินต้นจำนวน 400,000 บาท ตามข้อตกลง แต่นางจันทร์สายไม่ยอมรับเงินและไม่ยอมไถ่ถอนหลักประกัน และนำสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทไปโอนต่อให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินและบ้านพิพาทจำเลยและครอบครัวได้ใช้พักอาศัยการใช้สิทธิของนางจันทร์สายที่บังคับเอาสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทอันเป็นหลักประกันเงินกู้ยืมของจำเลยไปเป็นของตนเองในขณะที่จำเลยไม่เคยผิดนัดตามสัญญากู้ยืมเงินนั้น เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ในฐานะผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่านางจันทร์สายผู้โอน โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลย การกระทำของนางจันทร์สายและโจทก์เป็นการฉ้อฉลและขัดต่อกฎหมาย อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยซึ่งเป็นผู้ทรงสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาท ขอให้ยกฟ้อง และขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและการโอนบ้านพิพาทระหว่างจำเลยกับนางจันทร์สายและระหว่างนางจันทร์สายกับโจทก์ ดังนี้ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นการต่อสู้ว่าจำเลยมีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ เพื่อให้ข้อที่พิพาทกันเสร็จไปในคราวเดียวกัน จึงควรรับฟ้องแย้งของจำเลยเพื่อรวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกันกับฟ้องโจทก์ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น และเมื่อตามฟ้องแย้งจำเลยต่อสู้ว่าจำเลยมีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์ซึ่งรับโอนการเช่าที่ดินและโอนบ้านพิพาทจากนางจันทร์สาย ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและการโอนบ้านพิพาทระหว่างจำเลยกับนางจันทร์สายและระหว่างนางจันทร์สายกับโจทก์ ซึ่งเป็นกรณีที่นางจันทร์สายโต้แย้งสิทธิของจำเลยในการบังคับหลักประกันตามสัญญากู้ยืมเงินด้วย จึงเห็นสมควรที่จะเรียกนางจันทร์สายเข้ามาเป็นคู่ความในคดีร่วมกับโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ข) ซึ่งบัญญัติให้ศาลมีอำนาจเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีตามที่เห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมได้ จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้หมายเรียกนางจันทร์สายเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยในผล คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไป พิพากษากลับ ให้รับฟ้องแย้งจำเลย และให้หมายเรียกนางจันทร์สาย เข้ามาเป็นคู่ความในคดีร่วมกับโจทก์ แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (ถมรัตน์ เลิศไพรวัน-ประมวญ รักศิลธรรม-กษิดิ์เดช จีนสลุต) ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายรุ่งวิทย์ วิภาดาพรพงษ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายจตุรงค์ นาสมใจ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.192/2562 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
644816
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเชียงใหม่",
        "judge": "นายรุ่งวิทย์ วิภาดาพรพงษ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นายจตุรงค์ นาสมใจ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081954310"
    }
}
date
2562
deka_no
4795/2562
deka_running_no
4795
deka_year
2562
department
แผนก
judges
[
    "ถมรัตน์ เลิศไพรวัน",
    "ประมวญ รักศิลธรรม",
    "กษิดิ์เดช จีนสลุต"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 57 (3) (ข)",
            "ม. 177 วรรคสาม"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย จ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง ส."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินราชพัสดุเลขที่ ชม. 1618 และสิ่งปลูกสร้าง และส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยกับนางจันทร์สาย และเพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างนางจันทร์สายกับโจทก์ พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้เรียกนางจันทร์สาย เข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับจำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยกับนางจันทร์สาย และเพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างนางจันทร์สายกับโจทก์ ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่รับฟ้องแย้ง สำหรับคำร้องของจำเลยที่ขอให้เรียกนางจันทร์สายเข้ามาเป็นคู่ความนั้น กรณีไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเรียกนางจันทร์สายเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวกับฟ้องเดิมหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยว่า โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินราชพัสดุเลขที่ ชม. 1618 เนื้อที่ 61 ตารางวา และเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 151/4 บนที่ราชพัสดุดังกล่าว โดยซื้อมาจากนางจันทร์สาย เดิมจำเลยเป็นผู้เช่าสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากนางจันทร์สาย แต่นางจันทร์สายได้ยกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยแล้ว จำเลยไม่ยอมออกไป จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่เคยสละสิทธิการครอบครองที่ดินและบ้านพิพาท โจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินและบ้านพิพาท การที่จำเลยไม่ขนย้ายออกจากที่ดินและบ้านพิพาทภายหลังจากสิ้นสิทธิการเช่าจากกรมธนารักษ์ จึงหาใช่เป็นการกระทำที่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เดิมจำเลยกู้ยืมเงินจากนางจันทร์สายจำนวน 350,000 บาท มีสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นหลักประกัน จำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่นางจันทร์สายตลอดมาจนประมาณเดือนมิถุนายน 2559 จำเลยขอชำระคืนหนี้เงินต้นจำนวน 400,000 บาท ตามข้อตกลง แต่นางจันทร์สายไม่ยอมรับเงินและไม่ยอมไถ่ถอนหลักประกัน และนำสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทไปโอนต่อให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินและบ้านพิพาทจำเลยและครอบครัวได้ใช้พักอาศัยการใช้สิทธิของนางจันทร์สายที่บังคับเอาสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาทอันเป็นหลักประกันเงินกู้ยืมของจำเลยไปเป็นของตนเองในขณะที่จำเลยไม่เคยผิดนัดตามสัญญากู้ยืมเงินนั้น เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ในฐานะผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่านางจันทร์สายผู้โอน โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลย การกระทำของนางจันทร์สายและโจทก์เป็นการฉ้อฉลและขัดต่อกฎหมาย อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยซึ่งเป็นผู้ทรงสิทธิการเช่าที่ดินและบ้านพิพาท ขอให้ยกฟ้อง และขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและการโอนบ้านพิพาทระหว่างจำเลยกับนางจันทร์สายและระหว่างนางจันทร์สายกับโจทก์ ดังนี้ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นการต่อสู้ว่าจำเลยมีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ เพื่อให้ข้อที่พิพาทกันเสร็จไปในคราวเดียวกัน จึงควรรับฟ้องแย้งของจำเลยเพื่อรวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกันกับฟ้องโจทก์ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น และเมื่อตามฟ้องแย้งจำเลยต่อสู้ว่าจำเลยมีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์ซึ่งรับโอนการเช่าที่ดินและโอนบ้านพิพาทจากนางจันทร์สาย ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินและการโอนบ้านพิพาทระหว่างจำเลยกับนางจันทร์สายและระหว่างนางจันทร์สายกับโจทก์ ซึ่งเป็นกรณีที่นางจันทร์สายโต้แย้งสิทธิของจำเลยในการบังคับหลักประกันตามสัญญากู้ยืมเงินด้วย จึงเห็นสมควรที่จะเรียกนางจันทร์สายเข้ามาเป็นคู่ความในคดีร่วมกับโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ข) ซึ่งบัญญัติให้ศาลมีอำนาจเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีตามที่เห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมได้ จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้หมายเรียกนางจันทร์สายเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยในผล คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไป

พิพากษากลับ ให้รับฟ้องแย้งจำเลย และให้หมายเรียกนางจันทร์สาย เข้ามาเป็นคู่ความในคดีร่วมกับโจทก์ แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000139.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.192/2562
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2562